ภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงอุปกรณ์การแพทย์ดังเป็นระยะ กลิ่นยาลอยอบอวลไปทั่ว บ่งบอกว่าที่นี่คือเขตปลอดเชื้อของโรงพยาบาล ที่มีบุคลากรทางการแพทย์เตรียมความพร้อมกันอย่างขะมักเขม้น
“ขออนุญาตวางยานอนหลับนะคะ” วิสัญญีแพทย์วัยกลางคนเอ่ยบอกกับคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง สายตาคมกวาดมองไปโดยรอบเสมือนสำรวจความปลอดภัยของตนเองเป็นระยะ
“ไม่ต้อง” หยางปฏิเสธเสียงเข้ม ไม่อนุญาตให้วางยาสลบให้กับตนเอง พลันตวัดสายตาน่ากลัวมองไปยังวิสัญญีแพทย์ จนเธอต้องรีบเดินก้าวถอยหลังด้วยความตกใจสายตาน่ากลัวคู่นั้น
“คนไข้จะผ่าสดเหรอคะ?” สถานการณ์ภายในห้องกลับตึงเครียด แพรววาที่รับรู้ต้องรีบรับหน้าแทน พลันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“อือ”
“บ้าไปแล้ว” หมอแพรววาอุทานขึ้นด้วยความตกใจ เขาคือคนแรกที่ขอผ่าสด ต่างจากคนไข้ที่เธอเคยเจอ เพราะพวกเขาเหล่านั้นมักจะขอยาสลบขั้นรุนแรง เนื่องจากกลัวว่าตนเองจะตื่นขึ้นมากลางคัน
“ทำตามที่บอกก็พอ” น้ำเสียงเรียบเฉยเอ่ยสั่งคุณหมอสาว ทั้งที่ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มซีดเผือด เนื่องจากเสียเลือดมาก แต่! เจ้าตัวยังคงมีสีหน้าและแววตาเรียบเฉยไม่ได้บ่งบอกความรู้สึกเจ็บหรือหวาดกลัวใด ๆ ออกมา
มีเพียงความนิ่ง เงียบงัน เสมือนบุคคลที่มีเพียงแค่ลมหายใจ แต่! ไม่มีหัวใจและความรู้สึกเท่านั้น
“แต่” หมอแพรววาพยายามจะคัดค้าน แต่! กลับถูกหยางเลิกหางคิ้ว ตักเตือนคุณหมอสาวด้วยใบหน้ายียวน
“เถียง?”
“งั้นเอางี้ หมอจะเปลี่ยนเป็นใช้ยาชาแทนค่ะ” ถ้าจะให้เธอผ่าสดในห้องที่มีอุปกรณ์ครบครัน ขอบอกว่าเธอคงทำใจไม่ได้ เนื่องจากกลัวคนไข้ที่อยู่บนเตียงจะได้รับบาดเจ็บมากกว่าเดิม
และ! คงไม่มีใครทนความเจ็บปวดเหล่านั้นได้สักเท่าไรนัก จนพลันกลัวคนไข้ช็อกขนาดอยู่บนเตียงผ่าตัดก็ว่าได้
“ตามใจ” หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นัยน์ตายังคงจับจ้องไปยังใบหน้าของคุณหมอแพรววาที่กำลังสั่งงานพยาบาลอยู่ด้วยใบหน้ามุ่งมั่นและจริงจัง จนหยางที่มองอยู่แทบไม่อยากละสายตา
ทุกการเคลื่อนไหวของคุณหมอกลับมีแรงดึงดูดโดยไม่มีสาเหตุ และเธอคือคนแรกที่เขารู้สึกไว้ใจจนยากจะอธิบายเป็นคำพูด เพียงแค่ความรู้สึกส่วนลึกในใจบ่งบอก
“โรคจิตปะวะ” หมอแพรววาทำได้เพียงส่ายศีรษะเบา ๆ พึมพำด้วยความงุนงง แต่กลับมาคิดดูอีกที ผู้ชายคนนี้เลือดเย็นกว่าที่เธอคิดไปไหน ๆ
การผ่าตัดเอากระสุนออกเรียบร้อยไปได้ด้วยดี แต่บุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ช่วยหมอแพรววา กลับยืนเกร็งแทบทุกคน เมื่อเจอสายตาของคนไข้ที่จ้องมองการกระทำไม่วางตา
“กว่าจะสลบได้ เกร็งไปหมด” พยาบาลวิเวียนถอนหายใจพรืดยาว พลันเกริ่นขึ้นด้วยใบหน้าโล่งอก
“เกร็งไปหมด หายใจไม่ทั่วท้องเลย” สมทบด้วยวิสัญญีแพทย์วัยกลางคนที่ยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองเสมือนเรียกสติให้กลับมา
“คุณหมอแพรววาไม่กลัวเหรอคะ” พยาบาลวิเวียนเอ่ยถามคุณหมอแพรววาด้วยความสงสัย เพราะเธอสัมผัสได้ถึงความนิ่งจากคุณหมอจนน่าแปลกใจ
“ไม่มีอะไรต้องกลัวค่ะ หมอแค่ทำตามหน้าที่ เอาเป็นว่าเคสนี้ผ่านไปได้ด้วยดี สามารถย้ายคนไข้ไปห้องพักฟื้นได้เลยค่ะ”
“รับทราบค่ะคุณหมอ” พยาบาลวิเวียนตอบรับคุณหมอแพรววาทันที และหน้าที่หลังจากนั้นเป็นของพวกเธอทั้งสิ้น โดยคุณหมอสาวเดินออกจากห้องไปแจ้งญาติคนไข้ที่รออยู่หน้าห้อง
“คุณแม่กลับมาแล้ว” เพียงแค่ประตูบ้านถูกเปิดเข้าไปโดยมือของคุณแม่ยังสาว ที่พึ่งถอดเสื้อกาวน์ออก กลับบ้านมาทำหน้าที่มารดาที่มีลูกสาววัยสามขวบต้องดูแล
“กลับมาแล้วค่ะ แม่คิดถึงพาขวัญที่สุดเลย” คุณหมอแพรววาตอบรับลูกสาวด้วยเสียงหวาน อบอุ่นและละมุน ดั่งเช่นทุกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มหวานและย่อตัวรับลูกสาวที่กำลังวิ่งเข้ามาสวมกอดตนเอง
“พาขวัญก็คิดถึงคุณแม่ค่ะ” เสียงหวานของหนูน้อยพาขวัญดังขึ้น ใบหน้าจิ้มลิ้มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มสดใสจนเห็นไรฟัน
“อยู่กับป้าไลลา ดื้อรึเปล่า” หมอแพรววาเอ่ยถามลูกสาวขึ้นทันที เพราะเธอแอบเกรงใจเพื่อนสาวไม่น้อยที่ต้องรับภาระเลี้ยงดูหลานสาวในระหว่างที่เธอติดเคสคนไข้
“ไม่เลย พาขวัญเป็นเด็กดี”
“เก่งมากค่ะ” หมอแพรววาเอ่ยชมลูกสาวเสียงหวาน พลันยกมือลูบศีรษะพาขวัญด้วยความรักใคร่อยู่เช่นนั้น
จนกระทั่ง! คุณหมอไลลาที่เดินออกจากห้องครัว พร้อมกับข้าวไข่เจียวในมือ กวักมือเรียกหนูน้อยพาขวัญให้ไปนั่งรับประทานอาหารเย็นที่เธอพึ่งทำเสร็จหมาด ๆ
“ขอบใจแกมาก ที่ดูแลพาขวัญแทนฉัน” หมอแพรววาเอ่ยขอบคุณหมอไลลาขึ้น เธอรู้สึกเกรงใจและซาบซึ้งใจไม่น้อย อย่างน้อยหากวันไหนเธอติดเคสเร่งด่วนก็มักจะได้หมอไลลาเป็นคนดูแลพาขวัญแทน
“คุณหยาง เป็นไงบ้าง” หมอไลลาเอ่ยถามหมอแพรววาด้วยความอยากรู้ พลันทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเพื่อนสาวตนเอง
“ปลอดภัยดี” หมอแพรววาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นัยน์ตามองไปยังลูกสาวที่กำลังนั่งทานข้าวไข่เจียวเงียบ ๆ
“แกโอเคใช่ไหม” หมอไลลาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเธอและหมอแพรววาสนิทกันตั้งแต่มัธยมปลายและเธอก็รับรู้ทุกเรื่องของเพื่อนตนเอง รวมไปถึงบิดาผู้ให้กำเนิดพาขวัญเช่นกัน
“มีอะไรไม่โอเคล่ะ เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว” ทุกอย่างจบไปตั้งนานแล้ว ซึ่งตอนนี้เธอสามารถกลับมายืนด้วยตัวเองได้อีกครั้ง โดยมีลูกสาวและเพื่อนสนิทคอยให้กำลังใจเสมอ
“แต่ฉันรู้สึกโมโหว่ะ? แม่ง! ทำเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เลวมาก” หมอไลลากัดฟันกรอด กรุ่นโกรธและโมโหให้ตัวของหยางไม่น้อย ที่เขาทำตัวเสมือนไม่เคยรู้จักแพรววามาก่อน
แม้ว่าในอดีต...
“ก็ดีไม่ใช่เหรอ? จะได้ไม่มีปัญหาตามมา” หมอแพรววารีบพูดแทรกขึ้น ตัดความคิดโมโหและแค้นของไลลาออกไปทันที
“ถ้าแกโอเค ฉันก็เบาใจ” หมอไลลาพยักหน้ารับ เธอกลับเบาใจไม่น้อยที่หมอแพรววาเข้มแข็งขึ้น
“ไม่มีอะไรทำร้ายจิตใจฉันได้อีก เพราะชีวิตของฉัน แค่มีพาขวัญ ฉันก็มีความสุขแล้ว” ชีวิตของเธอในตอนนี้มีความสุขดี เพราะมีพาขวัญเข้ามาเติมเต็ม แม้ว่าจะเหนื่อยแต่ทุกความเหนื่อยล้าเต็มไปด้วยความสุข
“พาขวัญ คือ ของขวัญที่มีค่าที่สุดในชีวิตของแกจริง ๆ” เรื่องนี้หมอไลลาไม่คิดจะเถียง เพราะพาขวัญคือสิ่งที่สวรรค์ประทานให้กับเพื่อนเธอได้มีชีวิตอยู่ต่ออย่างมีความสุข
“ถูกต้องค่ะ หลังจากนี้ขออย่าได้เจอกันอีกเลย” หลังจากนี้หวังว่าคงไม่เจอกันอีก เพราะหลังจากที่หมอแพรววาผ่าตัดเอากระสุนออกเรียบร้อย หญิงสาวโอนเคสต่อไปให้กับอาจารย์หมอที่ดูแลเคสนี้ตั้งแต่แรกทันที
“สาธุด้วยคน” ไลลายกมือขึ้นเหนือศีรษะ พนมมือขึ้นเสมือนกำลังไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอดลบันดาลช่วยแพรววาอีกแรง
“ฉันไม่อยากให้เขารู้ด้วยซ้ำ ว่าเขามีเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองเกิดมาบนโลกใบนี้”