ช่วงบ่ายภีมขับรถไปส่งบุณฑริกที่นครนายกและตรงกลับฟาร์มไม่ได้แวะที่ไหนต่อ เพราะบุษราคัมบอกว่าอยากกลับไปเตรียมการสอนต่อที่บ้าน
“ขอบคุณค่ะคุณอา” เธอขอบคุณก่อนจะลงจากรถไป ภีมพยักหน้าและขับรถตรงเข้าที่บ้านของเขา
เย็นนั้นบุษราคัมไม่ได้ทำกับข้าว เธอตั้งใจจะทานจับฉ่ายของวันก่อนเป็นมื้อเย็น
“เอาวุ้นเส้นแช่น้ำใส่ลงไปในจับฉ่ายก้นหม้อ ต้มให้นิ่มๆ อีกหน่อยก็อร่อยแล้ว” เธอพูดกับตัวเอง
เรื่องงานหญิงสาวไม่ได้ห่วงนัก เพราะหาข้อมูลมาค่อนข้างดี โรงเรียนบ้านดงพญาเย็นเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีเด็กนักเรียนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน แต่ที่ไม่ถูกยุบรวมกับที่อื่นเพราะชุมชนนี้ห่างไกลจากตัวเมือง และห่างจากโรงเรียนอื่นๆ ค่อนข้างมาก
ตามอัตราตำแหน่งข้าราชการครูที่นี่จะต้องมีครูสี่คน แต่ที่เธอทราบมาตำแหน่งครูปฐมวัยนั้นไม่มีใครอยู่ทนทุกคนมาแปบๆ ก็หนีกันไปหมด
“แปลว่าจริงๆ บ้านพักต้องมีสี่หลังรึเปล่า หรือว่าเขาจะให้แชร์กันอยู่” เธอไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่เรื่องแชร์บ้านพักข้าราชการก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ที่ได้ยินครูสุทินบอกนั้นตำแหน่งครูประถมเพิ่งว่างลง ครูคนเก่าเป็นผู้ชายดื่มทุกวันและพังข้าวของนี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตำแหน่งของเธออยู่กันไม่ได้กระมัง หากมีรูมเมทแบบนั้น
เช้าวันจันทร์หญิงสาวไปรายงานตัวต่อครูใหญ่ตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมงเช้า ครูใหญ่เป็นผู้หญิง ชื่อครูนิดา อายุ 54 ปี มีแผนที่จะเออลี่รีไทร์ในปีการศึกษาหน้า
ในเรื่องงานเธอไม่มีปัญหาอะไร บุษราคัมมีหน้าที่ดูและเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลหนึ่งและสอง ซึ่งเรียนในห้องเดียวกันแต่คนละมุมห้อง ชั้นอนุบาลหนึ่งมีนักเรียน 9 คนและอนุบาลสองมีนักเรียน 12 คน มีครูพี่เลี้ยงที่เป็นลูกจ้างประจำของโรงเรียน และเธอยังต้องรับหน้าที่ดูแลห้องสมุดด้วย
แผนกอนุบาลจะแยกการจัดการจากแผนกประถม รวมถึงทางเข้าออกปกติและโรงอาหารก็แยกเช่นกัน
“ครูนาคะ นักเรียนที่นี่มีผู้ปกครองมารับ ประมาณกี่โมงกันบ้างคะ” ครูหนูนาคือครูพี่เลี้ยงของเด็กๆ เวลาเลิกเรียนของชั้นอนุบาลคือ 15:00 น. แต่บางโรงเรียนถ้าพ่อแม่มารับช้าอาจจะมีการฝากครูให้ดูแลต่อ
“เด็กคนสุดท้ายกลับประมาณสี่โมงค่ะครูเตย แต่จะมีคนที่หนูต้องไปรับส่งสองคนค่ะ” หนูนารับส่งนักเรียนด้วย เด็กสองคนที่ว่าคือฝาแฝดกันชั้นอนุบาลหนึ่ง พ่อแม่ทำงานเทศบาลพญาเย็นเลิกงานเย็นมาก
“อ๋อ จ้ะ” บุษราคัมรับทราบ ในตอนบ่ายที่เด็กๆ หลับกันหมด ครูหนูนามากระซิบถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ครูเตยคะ ได้ยินว่าครูเตยพักที่รีสอร์ทของนายภีมใช่ไหมคะ”
“จ้ะ ทำไมเหรอ” บุษราคัมไม่แปลกใจที่หนูนาทราบเรื่องนี้ สังคมชนบทมีอะไรก็รู้กันทั่วถึง
“ก็บ้านหลังที่ครูพัก ใช่บ้านหลังแรกไหมคะ”
“ใช่จ้ะ” คราวนี้บุษราคัมเริ่มสงสัย เมื่อหนูนาทำท่าสยดสยอง
“ครูเตยทราบประวัติรีสอร์ทไหมคะ ว่าทำไมนายถึงยังไม่เปิดให้เข้าพัก” หนูนาเป็นลูกคนงานในไร่ของภีม เธอเองก็พักในไร่เธอจึงเรียกภีมว่านายตามคนอื่นๆ
บุษราคัมส่ายหน้า ในใจก็เริ่มหวั่นๆ
“ทะ.. ทำไมเหรอ อย่าบอกนะว่ามีคนตายที่นั่น”
“ก็ไม่เชิงแบบนั้นหรอกค่ะ แต่ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่” หนูนายิ่งพูด บุษราคัมก็ยิ่งงง
“คือรีสอร์ทนายไม่ใช่คนต้นคิดจะทำหรอกค่ะ แต่แฟนเก่านายอยากทำเลยมาขอทำที่ฟาร์มแกะ แต่ไปๆ มาๆ นายเจอแฟนพาผู้ชายมานอนที่นั่นตอนนายไม่อยู่ เลยมีเรื่องกันไอ้ผู้ชายคนนั้นหนี คุณวิมาลาเธอรีบขับรถตามกิ๊กแล้วถนนลื่นแหกโค้งไปตายตรงหน้าฟาร์มห่างจากรีสอร์ทไม่ถึงยี่สิบเมตร ตั้งแต่นั้นนายก็ปิดที่นั่นไม่เคยเปิดให้ใครมาพักเลยค่ะ”
บ่ายคล้อยวันนั้นเธอได้รับของฝากจากผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่ทราบว่ามีครูปฐมวัยมาใหม่
“สวัสดีครับผมเป็นพ่อของน้องเอม ที่สวนมีเมล่อนเพิ่งตัดได้เลยเอามาฝากครูครับ” ผู้ปกครองของเด็กหิ้วเมล่อนลูกย่อมๆ มาสองลูก บุษราคัมรับแทบไม่ทัน
“ขอบคุณมากเลยค่ะ งั้นพรุ่งนี้ครูจะเอาไว้จัดเป็นผลไม้ให้น้องๆ ทานนะคะ” เธอขอบคุณพลางรับเมล่อนสองลูกมาวางบนโต๊ะ
“คุณพ่อน้องเอม พรุ่งนี้น้องใส่ชุดพละอย่าลืมนะคะ แล้วก็ที่นอนด้วยค่ะวันนี้ก็ไม่ได้เอามา” ครูหนูนาย้ำขณะที่พาเด็กหญิงวัยสี่ขวบมาส่งให้คุณพ่อ
“ได้ครับ แหมครูหนูนาน้องเอมเขาขาดแม่ก็ยังงี้ล่ะ ไม่มีใครคอยดูแลจริงจัง” คุณพ่อน้องเอมแก้ตัว
หนูนาส่ายหน้าไปมาเมื่อสองพ่อลูกขี่รถมอเตอร์ไซต์ออกไปจากโรงเรียนแล้ว
“อีตานี่หยอดตลอด เจ้าชู้จนเมียหนีค่ะครูเตย”
“หืมม... หนีแล้วทิ้งลูกไว้เหรอ” บุษราคัมรู้สึกแปลกๆ
“หนีตายค่ะครูเลยพาน้องเอมไปด้วยไม่ได้” หนูนาพูดหน้าตาเฉย
หลังจากที่ส่งเด็กอนุบาลกลับหมดแล้ว บุษราคัมต้องมาเฝ้าห้องสมุดอีกหนึ่งชม. รอบเย็นห้องสมุดจะเปิดเวลาบ่ายสามโมงครึ่งจนถึงสี่โมงครึ่งหรือจนกว่านักเรียนจะกลับบ้านหมด
เธอดูระบบการยืมและนำส่งคืนหนังสือที่ค่อนข้างเละเทะ หนังสือในบัญชีกับที่มีบนชั้นไม่ตรงกัน ไม่ตรงหมวดหมู่ ซึ่งเธอก็เข้าใจว่าที่นี่ไม่มีครูบรรณารักษ์ที่จบตรงสาย แถมครูที่มีก็มีงานเต็มมือทุกคน
หญิงสาวนำสื่อการสอนที่จะต้องเตรียมมานั่งทำให้ห้องสมุด เพราะครูใหญ่ให้จัดโต๊ะทำงานของเธออยู่ในห้องนี้ เธอทำงานเพลินจนถึงห้าโมงเย็น นักเรียนกลับไปเกือบหมดแล้วที่เหลือสามสี่คนอยู่ในสนามฟุตบอล เธอจึงปิดห้องสมุดล็อกกุญแจ
บุษราคัมไม่ต้องไปยืนเวรหน้าประตูตอนเช้า เพราะเธอต้องมาอยู่ที่ห้องสมุดก่อนเข้าเรียนทุกวัน รอบเช้าห้องสมุดจะต้องเปิดในเวลาเจ็ดนาฬิกาเป็นเวลาหนึ่งชม. ในตอนเที่ยงเธอต้องอยู่ที่แผนกอนุบาลจึงไม่มีครูประจำห้อง เด็กๆ จะเข้ามาอ่านกันเฉยๆ แต่ทำเรื่องยืมหนังสือไม่ได้ และเธอจะมาอีกรอบในตอนเย็น
เธอเริ่มวางแผนงานตัวเองได้คร่าวๆ มันไม่ได้หนักหนาอะไรมากสำหรับคนโสดที่ยังไม่มีครอบครัว ก่อนกลับบ้านเย็นนั้นเธอไปดูที่บ้านพักครูอีกครั้ง สภาพมันเกินเยียวยาจนเธอคิดว่าถึงนำเงินที่มีทั้งหมดมาซ่อมบ้านก็อาจจะไม่พอด้วยซ้ำ
บุษราคัมดูรอบๆ บ้าน มันเป็นบ้านสองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นล่างมีห้องโถง มีห้องครัวที่ต่อเติมแล้วและพังแล้ว ท่าทางใต้ซิงค์ล้างจานและช่องเก็บของคงจะมีสารพัดสัตว์ในนี้ สภาพบ้านที่ทรุดโทรมเธอจึงยังไม่กล้าขึ้นชั้นบน ไม่รู้ว่าบันไดแข็งแรงแค่ไหน ถ้าไม้ผุสภาพเธอคงดูไม่จืด เธอคิดอย่างสยดสยอง
ส่วนนอกตัวบ้านด้านข้างเธอเห็นเหมือนเป็นแปลงผักเก่า มีหญ้าขึ้นเต็มไปหมด มีพื้นที่มากพอสมควร
'ทำสวนครัวสบายๆ เลย น่าเสียดายที่จัง' ครูสาวคิดในใจ ดินที่นี่ก็น่าจะดีด้วย มีก๊อกน้ำที่ถูกต่อมาในบริเวณนั้นมีสายยางพร้อม
'เย็นแล้ว กลับดีกว่าชักเริ่มหิว' ในขณะที่คิดถึงอาหารเย็น เธอก็คิดถึงเรื่องที่หนูนาเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวของบ้านที่พักอยู่เธอก็อดนึกกลัวไม่ได้ นึกเห็นใจภีมที่พบเหตุการณ์แบบนั้น เข้าใจได้ว่าทำไมเขาจึงไม่เปิดรีสอร์ทให้คนเข้าพัก และเหตุใดจึงคิดค่าเช่าในราคาถูก
เธอกลับถึงบ้านพักเกือบหกโมงเย็น กำลังจะขึ้นบ้านก็ได้ยินเสียงแตรรถ บุษราคัมหันไปมองด้านหลังภีมกำลังจอดรถ
“เป็นไงบ้างสอนวันแรก”
“ก็ดีค่ะคุณอา สนุกดี”
“พรุ่งนี้ฝากบอกครูใหญ่ด้วยนะ อาจะเข้าไปตอนบ่ายๆ เรื่องเงินอุดหนุนอาหารกลางวันของนักเรียน”
“ได้ค่ะอา” จริงอยู่ที่โรงเรียนได้รับงบสนับสนุนค่าอาหารกลางวันเป็นรายหัวจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่มันก็ช่างน้อยนิดยิ่งถ้ามีค่าจ้างแม่ครัว คนเก็บล้างก็แทบไม่พอเอาเลย
ทุกวันนี้โรงเรียนต้องหาเงินมาจ้างแม่ครัวหนึ่งคนสำหรับทำอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนจำนวน 80 คน มีภารโรงเป็นลูกมือช่วยสำหรับงานใช้แรงงานหนักๆ
ภีมแยกไปแล้วเธอจึงไขประตูเข้าบ้าน ฉับพลันเธอหันไปมองที่ทางเข้าไร่เห็นต้นไม้ใหญ่แล้วนึกถึงเรื่องที่ครูหนูนาเล่าขึ้นมาได้ทันที
'สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ ถ้าโลกนี้มีวิญญาณจริงก็ขอให้คุณสงบสุขนะคะ อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย หนูเป็นแค่ครูตัวเล็กๆ ถ้ายังโกรธใครอยู่ก็ไปหาคุณอาข้างในเลยนะคะ หนูไม่เกี่ยวนะ”