ปีพุทธศักราช 2525
บ้านพุทธชาด เจ้าของเรือนคือคุณรามิลและคุณมาตยาผู้เป็นภรรยา ทั้งสองเป็นคู่ชีวิตที่ครองคู่กันมานานหลายสิบปี ลูกหลานส่วนใหญ่ต่างแยกย้ายไปมีชีวิตของตนเหลือเพียงตายายและหลานชายคนเล็กคือ ศิวะ โชติภิวรรธ อายุ 25 นายแพทย์อินเทิร์นปีที่สองและเขามีแผนจะเรียนต่อด้านศัลยกรรมตกแต่งหลังจากที่ทำงานใช้ทุนจบแล้ว
หลังจากที่ลงมาจากชั้นบนในเช้าวันหนึ่ง ชายหนุ่มได้ยินเสียงถกเถียงกันของชายหญิงชราลั่นมาจากห้องทานอาหาร ซึ่งก็คือคุณตาและคุณยายอายุแปดสิบเศษทั้งคู่ของเขา ศิวะอมยิ้มแล้วหยุดยืนที่หน้าห้องไม่ก้าวเข้าไปข้างในขัดจังหวะสองตายาย
“ฉันว่าแกน่ะไม่เคยรักฉันเลยนะตาราม ดูสิอยู่กันมาห้าสิบกว่าปีให้ฉันกินแต่หัวปลา” เสียงคุณยายมาตยาแว่วมา
“เอ้า ยายมัตนี่มากล่าวหากัน ฉันว่าเธอน่ะไม่รู้อะไรเลย หัวปลาคือส่วนที่ดีที่สุดเลยนะกินเยอะๆ จะได้บำรุงสมองด้วย” เสียงคุณตารามิลโต้ตอบ
“นี่เธอหาว่าฉันโง่เหรอ ตาแก่นี่พูดไม่เข้าหูซะแล้ว” คุณยายมัตหรือมาตยาพึมพำ นางหันไปทางหิ้งพระแล้วยกมือขึ้นพนม
'เกิดชาติหน้าฉันใดอย่าให้ลูกอย่าได้พบเจอคนคนนี้อีกเลยนะเจ้าคะ หากเขาไปเกิดในรามเกียรติลูกก็ขอไปเกิดในเรื่องพระเวสสันดรแทนเถอะเจ้าค่ะ อยู่คนละมิติคนละจักรวาลไปเลยนะเจ้าคะ เจ้าประคู้น.... สาธุ'
คุณยายพึมพำยกมือขึ้นสาธุท่วมศีรษะ ฝ่ายคุณตาไม่น้อยหน้ากัน ยกมือขึ้นพนมหันหน้าไปทางหิ้งพระพุทธเช่นกัน
'สาธุเกิดชาติหน้าฉันใดขอให้กระผมเจอเธอทุกชาติไป ต่อให้เราอยู่คนละมิติก็ขอให้มีทางได้อยู่ด้วยกันได้ด้วยเทอญ'
นายแพทย์ศิวะอดหัวเราะไม่ได้ คุณตาคุณยายของเขารักกันมานาน และพูดจาแกมทะเลาะเล็กๆ กันแบบนี้เป็นประจำจนเป็นเรื่องน่าเอ็นดูสำหรับคนที่พบเห็น เขาเลี่ยงเดินออกมาทางหน้าบ้านเพราะไม่อยากไปขัดจังหวะของสองตายายจึงเห็นเด็กสาวข้างบ้านที่เป็นรุ่นน้องในโรงเรียนเดียวกัน แถมพอเข้ามหาวิทยาลัยก็เข้าที่เดียวกันด้วยแต่คนละคณะ
“ชุตาไม่ไปเรียนเหรอ”
“ยังค่ะพี่ศิวะ วันนี้ชุตาไม่มีเรียนเช้าเลยว่าจะอาบน้ำให้เจ้ามอมก่อน” หญิงสาวตอบพลางมองหาเจ้าสุนัขตัวโปรด เธอหามันมาจะทั่วบ้านแล้วแต่ไม่เจอสักที
เจ้ามอมที่เธอพูดถึงนั้นคือสุนัขตัวสีขาวขนฟูพันธ์ซามอยที่เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของเธอ หญิงสาวมองเห็นหางสีขาวสั่นดิกๆ มาจากพุ่มไม้ข้างรั้วแล้วตั้งท่าจะวิ่งไปลากคอเจ้าตัวแสบมาอาบน้ำ
“เจ้ามอม มาเดี๋ยวนี้เลย อาบน้ำทีไรทำไมรู้มากขนาดนี้นะละนั่นไปแอบในพุ่มไม้คิดว่าตัวเล็กเหรอ ต้นไม้ได้ตายหมดประไรเดี๋ยวแม่มาตีไม่รู้นะ”
วิชุตาพูดถึงมารดาที่เป็นคนปลูกต้นโมกพวกนี้เป็นรั้วด้วยตนเอง เธอกำลังจะวิ่งไปหาเจ้ามอมแต่ศิวะรีบเรียกไว้
“เดี๋ยวอย่าเพิ่งไปสิ พี่มีเรื่องจะถามว่าปีนี้ชุตาจะไปค่ายอาสาไหม”
เขาถามถึงโครงการค่ายอาสาพัฒนาของมหาวิทยาลัยที่เขาเคยเรียน แม้ว่าจะจบมาแล้วแต่ยังไปช่วยงานบ้างถ้ามีเวลา
“ว่าจะไปค่ะ เห็นอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมบอกว่าปีนี้จะไปช่วยทำหมันหมาแมวจรในหมู่บ้านด้วย ชุตาเลยกะจะไปเป็นลูกมือน่ะค่ะ”
วิชุตาเรียนคณะสัตว์แพทย์ปีที่สอง หญิงสาวจึงตั้งใจจะไปเก็บประสบการณ์ในการลงงานจริง
คุณหมอหนุ่มพยักหน้ารับรู้
“งั้นพี่ฝากบอกอาจารย์ด้วย ว่าปีนี้พี่พอมีเวลาจะไปช่วยออกตรวจสุขภาพฟรีอีกคน”