ตอนที่ 2 - ระหว่าง...กักตัว (1)

949 Words
| กวิน | ยัยมาริสาอะไรนี่ อยู่ๆ ก็กลายมาเป็นภาระตัวเบ้งแบบงงๆ ผมรู้สึกมีลางสังหรณ์แปลกๆ ตั้งแต่นั่งรอขึ้นเครื่อง เธอเดินมาในชุดกางเกงวอร์ม เสื้อแขนยาวเอวลอยเข้าชุด สะพายเป้บนบ่า มือขวาถือแก้วโคล่า มือซ้ายถือถุงแฮมเบอร์เกอร์ถุงใหญ่ เดินมาถึงก็ไปนั่งเงียบๆ อยู่กับพื้นตรงริมกระจก เพราะตอนนี้หน้าเกทเต็มไปด้วยผู้โดยสาร และที่นั่งก็ถูกเว้นเอาไว้ตามมาตรการเว้นระยะห่าง เธอดูสะดุดตาด้วยลุคสาวเอเชียสุดมั่น รวมถึงหน้าตาจิ้มลิ้มที่ดูมีเอกลักษณ์ สารภาพว่าเธอทำให้ผมมองได้ไม่เบื่อเลย ดูๆ แล้วถ้าไม่ใช่คนจีน ก็คงเป็นคนเกาหลี หรือไม่ก็ญี่ปุ่นแหละมั้ง ผมคิดเอาเอง แต่มองเธอเพลินๆ ได้สักพัก ผมก็ต้องกลับมาให้ความสนใจให้กับโทรศัพท์มือถือที่มีข้อความเข้ารัวๆ จากคุณเลขาไม่หยุด ข้อความเรื่องงานที่น่าเบื่อ และอีเมลหลายฉบับที่ค่อนข้างเร่งด่วนและต้องตอบกลับในทันที จะว่าไป…ตอนแรกมันก็ไม่มีอะไรหรอก ตั้งแต่ตอนพนักงานเรียกขึ้นเครื่อง แต่พอเครื่องเริ่มบินออกจากนิวยอร์กได้สักพักใหญ่ๆ เท่านั้นแหละ ผมก็ได้ยินเสียงอุทาน…ไม่สิ เรียกว่าเสียงสบถก่นด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายจะดีกว่า รู้เลยว่าแถวนี้ต้องมีคนไทยแน่นอน ที่ได้ยินชัดเจนก็เพราะเสียงนั้นมันดังอยู่ด้านหลังผม เอาง่ายๆ คือคนพูดนั่งถัดจากผมนั่นแหละ และเมื่อหันขวับกลับไปมองยังต้นเสียง ชัดเลย…สาวน้อยคนนั้นนั่นเอง!! แน่นอนว่าผมรับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอทั้งหมด ได้ยินเสียงเธอทะเลาะกับพนักงานต้อนรับเรื่องไวน์ ได้ยินประโยคสาปแช่งที่หยาบคาย ได้ยินทุกประโยคที่เธอพร่ำเพ้อพรรณนาถึงความห่วยแตกของชีวิต น่าสงสารเธอเหมือนกันนะ มาเรียนเมืองนอกคนเดียว ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่คนเดียว เรียนไปด้วยทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ร้านอาหารไทยไปด้วย แต่พอหาเงินได้ก็โดนแฟนหลอกขอเงิน จนกระทั่งในวันที่จะกลับไปเซอร์ไพรส์เขา ก็ดันรู้ความจริงเข้าให้ว่าแฟนหนุ่มของตัวเองแอบมีชู้ แถมยังเอาเงินที่เธอให้ไปปรนเปรอหญิงชู้อีก แต่สุดท้ายสาวน้อยตัวเล็กกะทัดรัดคนนั้นก็ทนต่อฤทธิ์แอลกอฮอล์ไม่ไหว เมามาย พูดอยู่คนเดียว บ่นอยู่คนเดียวพึมพำงึมงำอยู่นานกระทั่งผล็อยหลับไป สิบกว่าชั่วโมงที่ต้องเดินทางจากนิวยอร์กไปญี่ปุ่น เธอไม่ตื่นเลย พนักงานมาปลุกเธอยังไงเธอก็ไม่ไหวติง คนอะไรจะเมาแล้วทิ้งตัวไม่รู้เรื่องรู้ราวได้ขนาดนั้น ผมพยายามข่มใจให้อยู่นิ่งๆ แล้ว แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เฮ้อ…ให้มันได้อย่างนี้สิ!! อันดับแรกคือการรัดเข็มขัดนิรภัยให้เธอ เพราะเครื่องกำลังบินผ่านบริเวณที่มีสภาวะอากาศแปรปรวน หลังจากนั้นอีกสองสามชั่วโมงต่อมาก็ต้องรีบลุกมาปลอบตอนเธอละเมอแล้วร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ที่ทำไปไม่ใช่เพราะผมเป็นพ่อพระอะไรขนาดนั้นหรอกนะครับ แต่เห็นสีหน้าและแววตาพิฆาตของป้าฝรั่งหัวทองที่หันไปมองเธอบ่อยๆ ดูทรงแล้วอาจมีเรื่องได้ ผมก็เลยต้องแจ้งกับพนักงานต้อนรับ ขอย้ายที่นั่งไปนั่งโซนเฟิร์สคลาสด้านหลังที่ไม่มีคน จากนั้นก็กอดปลอบเธออยู่นานจนเธอเงียบไป จนกระทั่งเครื่องแลนดิ้งแตะพื้นสนามบินนาริตะในโตเกียว สะกิดยังไงก็แล้ว เขย่าตัวเธอก็แล้ว เธอก็ยังคงสลบไสลไม่ไหวติง ตอนนี้ผู้โดยสารทุกคนทยอยลงจากเครื่อง จนกระทั่งเหลือเธอกับผมแค่สองคน และเมื่อพนักงานต้อนรับสังเกตเห็น ก็พากันเข้ามาถามไถ่ว่าผมจะเอายังไงกับเธอดี ในจังหวะนั้นผมคิดว่าผมทิ้งเธอไว้คนเดียวไม่ได้หรอก ผมควรจะหาวิธีพาเธอกลับบ้าน ค้นดูตั๋วเครื่องบินในกระเป๋าเป้ของเธอ เมื่อรู้ว่าเรามีจุดหมายที่เดียวกัน สุดท้ายไม่รู้อะไรดลใจ ผมจึงบอกกับพนักงานต้อนรับพวกนั้นว่าผมเป็นสามีของเธอเอง เมื่อครู่ที่เธอดื่มไวน์จนเมา สาเหตุเพราะเราทะเลาะกัน และที่เธอทำไปก็เพราะอยากประชดผม ดังนั้น เพื่อจะพาเธอกลับบ้าน ผมจึงขอวีลแชร์ เข็นเธอไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง และด่านตรวจเชื้อโควิดตามลำดับ และเมื่อเข้ามาถึงห้องนั่งคอยเพื่อรอต่อเครื่อง ผมเลยยึดที่นั่งทั้งแถว เอาตัวเธอนอนพาดเหยียดยาว เอาหัวเธอหนุนตักผม และเอาเสื้อสูทของผมห่มตัวเธอไว้ไม่ให้เธอหนาว ที่ทำไปเพราะความสงสาร มนุษยธรรม และความเป็นเพื่อนร่วมชาติล้วนๆ เลยนะ ไม่ได้คิดอะไรเลยเถิดไปมากกว่านั้นเลยจริงๆ จนกระทั่ง… เธอสร่างเมา ตื่นขึ้นมาพร้อมกับทำท่างจะจูบผม ตอนนั้นแหละ ที่ผมโดนจริตของเธอตกโดยไม่รู้ตัว ทั้งท่าทางที่ดูน่ารักเป็นธรรมชาติ ทั้งน้ำเสียงและการพูดจาที่เจื้อยแจ้วเป็นกันเอง แล้วผมก็ดันตกหลุมที่เธอขุดไว้เรี่ยราดหลุมแล้วหลุมเล่าเข้าให้ จนแทบจะปีนกลับขึ้นไปไม่ไหว . . โปรดติดตามตอนต่อไป . . อ่ออออ สรุปเรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง ลูกสาวฉันเมาแล้วเรื้อน แล้วพ่อหนุ่มไทยใจงามคนนี้ก็ใจดีช่วยดูแลว่าซ่าน ??
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD