บทนำ (1) คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

1031 Words
‘ผับลงแดง’ ในคืนวันศุกร์คึกคักกว่าที่เคยเป็น… เสียงดนตรีจากอีกฝั่งของร้านดังลอดออกมาเป็นจังหวะหนักแน่น ปะทะกับเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของผู้คนในโซนร้านอาหารที่เปิดไฟสว่างกว่า เป็นพื้นที่ที่แยกออกมาอย่างชัดเจนสำหรับคนที่อยากนั่งกินข้าว ดื่มเบาๆ หรือ ในกรณีของคืนนี้ที่มีคนพาเด็กๆ มานั่งด้วย โต๊ะไม้ตัวใหญ่ใกล้กระจกถูกจับจองไว้แล้ว ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนเสื้อขึ้นถึงศอกนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาคมกริบกวาดมองบรรยากาศรอบตัวอย่างคุ้นเคย ก่อนจะก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งข้างๆ อย่างอัตโนมัติ “แด๊ดดี้… ชัญญ่าขอน้ำส้มอีกแก้วได้มั้ยคะ” เสียงใสแจ๋วเอ่ยขึ้นพร้อมมือเล็กๆ ที่ยื่นแก้วเปล่ามาให้คนเป็นพ่ออย่าง นายสัตวแพทย์ อธิชนม์ ก้องวณิชกุล หรือ หมอชนม์ เขาเป็นสัตวแพทย์ชื่อดังวัยสามสิบห้าปี ทายาทเจ้าของฟาร์มแสนรักที่เชียงใหม่ เขายกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะรับแก้วไปวางไว้ตรงขอบโต๊ะแล้วหันไปเติมน้ำอัดลมสีส้มให้เธออีกแก้ว “ได้ครับ แต่ให้อีกแก้วเดียวนะเดี๋ยวฟันผุ หมดแก้วนี้ต้องกินน้ำเปล่าแล้ว โอเครึเปล่า” “โอเคก็ได้ค่ะ” เด็กหญิงทำจมูกย่นเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ขาเล็กๆ แกว่งไปมาใต้โต๊ะด้วยท่าทีอารมณ์ดี ผมสีน้ำตาลอ่อนหยักศกตามเชื้อสายต่างชาติสะท้อนแสงไฟในร้านอย่างน่ามอง ดวงตากลมโตสีอ่อนกวาดมองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น “ไงไอ้หมอ หล่อเหมือนเดิมนะ” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมแรงตบหนักๆ ลงบนไหล่กว้าง อธิชนม์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันไปมอง แล้วถอนหายใจอย่างคุ้นเคย “เบามือหน่อยสิวะไอ้วาฬ มือหนักเหลือเกินนะมึง” วาฬ ราชาโชค ชายร่างสูงผิวคล้ำกร้านแดดเจ้าของเหมืองดีบุกจากเมืองพังงาหัวเราะร่วน ใบหน้าคมคายเปื้อนรอยยิ้มกว้าง เสื้อยืดสีซีดกับกางเกงยีนเก่าดูไม่เข้ากับบรรยากาศร้านสักเท่าไร แต่กลับเข้ากับตัวเขาอย่างประหลาด เด็กชายวัยราวหกขวบยืนเกาะขาเขาแน่น ดวงตาใสซื่อมองคนแปลกหน้าด้วยความระแวดระวัง “ก้อนหิน สวัสดีอาหมอสิลูก” วาฬก้มลงบอกลูกชาย เด็กชายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “สวัสดีครับ…อาหมอ” “สวัสดีหลานชาย ชัญญ่า นี่เพื่อนของแด๊ด ทักทายลุงวาฬสิลูก” อธิชนม์หันไปบอกลูกสาว “สวัสดีค่ะลุงวาฬ” หนูน้อยยกมือไหว้เพื่อนบิดาตามที่ท่านเคยสอน “สวัสดีค่ะสาวน้อย ทำไมมึงให้หลานเรียกกูว่าลุง” ท้ายประโยควาฬตวัดหน้าไปถามเพื่อนสนิท “ก็มึงหน้าแก่กว่ากูไง เรียกแบบนี้แหละหลานจะได้ไม่สับสน” “กูแค่หน้าแก่กว่ามึงหน่อยเดียว กูทำงานในเหมืองไม่ได้เอาแต่นั่งบีบนมวัวในฟาร์มเหมือนมึง” “เค้าเรียกว่ารีดนมวัว” อธิชนม์แก้ไขคำพูดให้ดูไม่หมิ่นเหม่นัก ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะไปต่อ อีกเสียงหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามา “ไอ้หมอ…มึงนี่หน้าไม่เปลี่ยนเลยนะ” อธิชนม์หันไปมองชายร่างสูงโปร่งที่จูงมือเด็กหญิงตัวเล็กเอาไว้ ใบหน้าของเพื่อนเก่าดูสุขุมกว่าเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา แต่แววตายังคงนิ่งลึกเหมือนเดิม “มาช้าตลอดเลยนะไอ้ลัน” เขาเอ่ยทักทายเพื่อนอีกคนของกลุ่ม “รถติดน่ะ ไงวะวาฬมาถึงนานแล้วเหรอ” ปรารุษก์ กฤติฐาวัตร หรือ ลัน ตอบ ก่อนจะพยักหน้าให้เพื่อนอีกคน “เพิ่งถึง คิดว่ามึงจะไม่มา” “ไม่เจอกันตั้งหลายปีงานนี้กูจะพลาดได้ไง น้ำเพชร สวัสดีอาหมอกับลุงวาฬสิลูก สองคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของพ่อเอง” “สวัสดีค่ะ อาหมอ ลุงวาฬ” เด็กหญิงวัยห้าขวบยกมือไหว้ตามที่พ่อบอก ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อเห็นเด็กผู้หญิงอีกคนตรงข้าม เธอค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ชัญญ่า ก่อนจะเอียงคอมอง “แล้วนี่คงเป็นหนูชัญญ่ากับก้อนหินใช่มั้ย อายุไล่เลี่ยกับน้ำเพชรเลย เด็กๆ คงเป็นเพื่อนกันได้” “สวัสดีค่ะอา...” ชัญญ่าเงยหน้าขึ้นมองบิดาเพราะยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร “อาลันครับ” “อ๋อ สวัสดีค่ะอาลัน” “สวัสดีครับอาลัน” ก้อนหินก็ยกมือไหว้อีกฝ่ายโดยที่บิดาไม่ต้องบอก “สวัสดีครับเด็กๆ ท่าทางวันนี้จะครึกครื้นดีนะ” เจ้าของสวนเกษตรผสมผสานชื่อดังในเมืองอุบลบอกยิ้มๆ “สวัสดีจ้ะเราชื่อน้ำเพชร” “สวัสดีจ้ะเราชื่อชัญญ่า” สองเด็กหญิงหัวเราะคิกคักราวกับรู้จักกันมานาน ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงนาทีเดียว อธิชนม์มองภาพนั้นด้วยสายตาอบอุ่น ความรู้สึกบางอย่างแล่นผ่านอกอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็เลือกจะละสายตาออกมา “นั่งเถอะ” เขาบอกเพื่อนๆ “ยืนกันอยู่นั่น เดี๋ยวเด็กๆ ก็เมื่อยพอดี” ทั้งสามคนจึงนั่งลงรอบโต๊ะเดียวกัน เด็กๆ ถูกจัดให้นั่งติดกัน ฝั่งหนึ่งเป็นชัญญ่ากับน้ำเพชร อีกฝั่งเป็นก้อนหินที่ยังคงเงียบขรึมแต่เริ่มผ่อนคลายเมื่อเห็นว่าคนรอบข้างไม่ได้อันตราย ทั้งสามคนสั่งอาหารแบบไม่ต้องดูเมนูมากนัก เพราะนี่คือร้านที่พวกเขาเคยนั่งกิน เคยนั่งดื่ม เคยตะโกนด่ากรรมการฟุตบอล และเคยเมาหัวราน้ำด้วยกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน “มึงจำได้มั้ยวะ” วาฬเริ่มต้น “คืนที่ทีมแม่งแพ้ยับ แล้วพวกเรานั่งดื่มจนร้านจะปิด” อธิชนม์หัวเราะหึ “จำได้สิ ใครอ้วกหน้าร้านก่อนวะ” “ไอ้ลัน” วาฬชี้ทันที ปรารุษก์เลิกคิ้ว “มึงนั่นแหละไอ้วาฬ อย่ามามั่ว” “พอๆ” อธิชนม์ส่ายหน้า “ตอนนั้นพวกเรายังไม่มีลูก ไม่มีภาระ ไม่มีใครต้องรีบกลับบ้านก็เลยเมาได้เต็มที่”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD