วิฬาร์เดินทอดน่องออกมาจากอาคารบรรยายรวม ลมร้อนของช่วงบ่ายปะทะใบหน้าสวยที่แต่งแต้มมาอย่างดี เธอตั้งใจว่าจะไปนั่งหย่อนใจที่คาเฟ่ในมหาวิทยาลัย หาเครื่องดื่มเย็นๆ มาดับความล้าหลังจากนั่งฟังกลยุทธ์ธุรกิจมาค่อนวัน ทว่าสายตาเจ้ากรรมกลับไปสะดุดเข้ากับแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มในเสื้อช็อปสีแดงที่คุ้นตา
หัวใจของสาวบัญชีพองโตขึ้นมาทันที
เขื่อน หนุ่มโยธามาดเซอร์ที่เธอตามจีบมาตลอดเทอม แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวเท้าเข้าไปทักทาย หัวใจของเธอก็ต้องกระตุกวูบและชาวาบไปทั้งร่าง
ภาพตรงหน้าคือเขื่อนที่เธอมักเห็นแต่โหมดนิ่งขรึมและเฉยชา กำลังก้มตัวลงเปิดประตูรถยุโรปคันหรูฝั่งคนขับให้กับผู้หญิงคนหนึ่งอย่างสุภาพและทนุถนอม ราวกับเธอนั้นเป็นคนสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เขาดูแลจนกระทั่งเธอเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้วจึงค่อยๆ ปิดประตูรถให้ด้วยความแผ่วเบา
รถยนต์คันหรูค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณนั้นช้าๆ เขื่อนไม่ได้เดินหนีไปไหน เขายังคงยืนนิ่ง เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ และที่ทำให้วิฬาร์เจ็บแปลบที่สุดคือ “รอยยิ้ม”
ใบหน้าหล่อเหลาของเขื่อนเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข สายตาที่เขามองตามท้ายรถคันนั้นไปมันเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง ต่างจากตอนที่เจอหน้าเธอ... ที่เขามักจะทำหน้าบูดบึ้ง เย็นชา ราวกับคนอมทุกข์ตลอดเวลาที่ต้องสนทนาด้วย
“คุณพิมฐากับเขื่อน... รู้จักกันด้วยเหรอ? ทำไมดูสนิทกันขนาดนั้น...”
วิฬาร์พึมพำกับตัวเองอย่างไม่พอใจ ความริษยาเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เมื่อนึกถึงตอนที่พิมฐาหยิบยื่นนามบัตรทองให้เธออย่างเมตตาบนเวที แต่ความจริงแล้วผู้หญิงคนนั้นกลับมี “ความลับ” บางอย่างกับผู้ชายที่เธอแอบรัก
เขื่อนหมุนตัวเดินหันหลังกลับมาตามทางเดิน เขาขยับกระชับสายเป้ที่พาดบ่าไว้เพียงข้างเดียว ท่าทางการเดินที่ดูผ่อนคลายและอารมณ์ดีนั้นช่างขัดใจวิฬาร์เสียเหลือเกิน เธอยืนกำสายกระเป๋าแน่น มองตามแผ่นหลังของเขาที่เดินหายลับเข้าไปในตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์
ภายในห้องแล็บโยธาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นปูนและความชื้น
ภูฟ้ากำลังจดจ่ออยู่กับการหล่อก้อนตัวอย่างคอนกรีตลงในแบบเหล็กอย่างใจเย็น เสียงเคาะแบบสลับกับเสียงเกรียงฉาบดังเป็นจังหวะท่ามกลางความเงียบ เพราะช่วงพักเที่ยงเหล่านักศึกษาคนอื่นทยอยออกไปหาของกินกันหมดแล้ว เหลือเพียงเขาที่อยากเคลียร์งานให้เสร็จ
เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาหยุดใกล้โต๊ะตัวยาว เขื่อน วางกระเป๋าเป้ลงบนโต๊ะเสียงดังปึก ก่อนจะทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวสูง วางเท้าพาดขึ้นบนโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ มือหนาคว้าปากกาที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาควงหมุนเล่นไปมาด้วยนิ้วที่คล่องแคล่ว
ภูฟ้าปาดหน้าปูนให้เรียบเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันมามองเพื่อนรักที่จู่ๆ ก็โผล่หัวมา
“มึงไปเติมของมาเหรอวะ หน้าบานเป็นจานข้าวหมาเลยมึง”
ภูฟ้าแขวะเข้าให้ เพราะอาการอารมณ์ดีผิดปกติของเพื่อนมันน่าหมั่นไส้ เขาจงใจใช้คำว่าเติมของเพื่อแซวหยอกว่าเขื่อนแอบไปซัดสมุนไพรสายเขียวมาหรือเปล่า ทั้งที่รู้เต็มอกว่าเพื่อนเขาไม่ใช่สายนั้น แต่คนมันกำลังมีความสุขจนปิดไม่มิด รอยยิ้มมุมปากนั่นมันฟ้องชัดเจน
“เออ...” เขื่อนตอบรับสั้นๆ ในลำคอ แต่แววตายังคงพราวระยับและหมุนปากกาเล่นต่อโดยไม่สะทกสะท้านกับคำด่า
“เออเหี้ยไรล่ะ! แล้วมึงหายหัวไปทำเหี้ยอะไรมาไม่เข้าแล็บ?” ภูฟ้าเริ่มโวยวายพร้อมกับวางเกรียงลงแรงๆ “ปล่อยให้กูทำคนเดียวเนี่ย จนกูไม่ได้ไปแดกข้าวแดกปลา มึงไปมุดหัวอยู่ไหนมาหะ ไอ้เขื่อน!”
เขื่อนหยุดหมุนปากกาในมือชั่วครู่ ภาพของพิมฐาที่ถูกเขาคุมเกมอยู่บนโต๊ะเก็บอุปกรณ์ในห้องนั้นแวบเข้ามาในหัว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและเสียงครางเรียกชื่อเขาที่ดังระงมยังติดอยู่ที่หู
“เออ ทิ้งไว้นั่นแหละ เดี๋ยวกูทำต่อเอง” เขื่อนรีบตัดบทน้ำเสียงอ่อนลง หวังจะดับไฟหงุดหงิดในใจเพื่อนรักไม่ให้อารมณ์เสียไปมากกว่านี้ ก่อนที่ภูฟ้าจะซักไซ้ไล่เลียงจนเขาเผลอหลุดพิรุธเรื่องภารกิจด่วนในห้องเก็บของเมื่อครู่
ภูฟ้าวางเกรียงเหล็กลงข้างกระบะปูน ปาดเหงื่อที่หน้าผากจนเลอะเป็นคราบเทา
“เฮ้ยไอ้เขื่อน... กูนั่งลิสต์รายชื่อบริษัทจนตาแฉะแล้วเนี่ย สรุปเทอมหน้าสหกิจฯ มึงเอาไง? จะไปลงชื่อโควตาคณะที่บอร์ดป่ะ เห็นว่าปีนี้ ‘ไทยเสาเข็ม’ รับเด็กโยธาเราไปลงไซด์ทางด่วนเพียบเลยนะเว้ย งานใหญ่ระดับประเทศเลยนะมึง”
เขื่อนขยับเท้าที่พาดอยู่บนโต๊ะให้เข้าที่ ส่ายหน้าช้าๆ พร้อมรอยยิ้มมุมปาก “กูดูแล้ว... ก็น่าสนใจนะภูฟ้า แต่ระบบงานที่นั่นมันเป็นแบบแผนเกินไปหน่อย ทุกอย่างถูกเซ็ตไว้ให้เดินตามทางเดิมๆ”
“อ้าว!! แต่นั่นมันปลอดภัยที่สุดสำหรับปีสี่เทอมสองเลยนะเว้ย ไปกับโควตาคณะ อาจารย์เขาก็ดีลไว้ให้หมดแล้ว ใบส่งตัว เอกสารประกันอุบัติเหตุ ยันที่พักแคมป์คนงาน เขาเซ็ตไว้ให้เสร็จสรรพ มึงแค่หิ้วสตั๊ดดอยไปเดินคุมคนงานเทปูนสะพานก็จบแล้ว ไม่ต้องมาลุ้นตัวโก่งตอนมกราฯ”
เขื่อนแค่นหัวเราะกวนๆ “นั่นแหละที่กูไม่เอา... ไปฝึกตามโควตาคณะ ก็เหมือนไปเป็นเบ๊รับใช้รุ่นพี่ที่รู้จักกับอาจารย์เปล่าวะ? วันๆ คงได้แค่ถือไม้สต๊าฟตากแดดให้เขาส่องกล้อง ไม่ก็เดินเช็กเหล็กปลอกตามแบบที่เขาเขียนมาให้แล้ว... น่าเบื่อตายชัก เสียเวลาชีวิตกูว่ะ”
ภูฟ้าเลิกคิ้วมองเพื่อนที่ทำตัวชิลล์ขัดกับสถานการณ์ “เออ กูรู้ว่ามึงเก่ง แต่มันคือปีสี่เทอมสองนะเว้ย ถ้ามึงนกขึ้นมา หรือบริษัทที่มึงหาเองเขาดองใบสมัครมึงไว้จนเลยกำหนดส่งแผนสหกิจฯ มึงได้ดรอปเรียนนั่งมองพวกกูรับปริญญาผ่านไลฟ์สดแน่ๆ... มหาลัยไม่รอมึงนะเพื่อน”
เขื่อนยืดตัวขึ้นนิดนึงแต่เท้ายังไม่ลงจากโต๊ะ สายตามุ่งมั่นขึ้นมาแวบหนึ่ง “กูส่งอีเมลไปแล้วว่ะ... Vector Civil”
ภูฟ้านิ่งไปสามวิก่อนจะอุทานออกมา “Vector Civil? ไอ้บริษัทกระจกหรูๆ ที่คัดเด็กฝึกงานเหมือนคัดนักบินอวกาศนั่นน่ะนะ? เออ... กูรู้ว่ามึงเรียนดี แต่ที่นั่นเขาคัดคนโหดฉิบหายนะเว้ย โควตาคณะก็ไม่มี มึงต้อง Walk-in ไปบวกกับพวกหัวกะทิ ม.ดังๆ ทั่วประเทศเลยนะ”
“ก็ให้มันรู้ไปดิ... เกรดเฉลี่ยกูกับพวกนั้นก็พอๆ กัน แต่กูมั่นใจว่าสกิลหน้างานกูคมกว่าเยอะ กูแนบโปรเจกต์งานออกแบบโครงสร้างที่กูแก้โจทย์ยากๆ ส่งไปให้เขาดูแล้ว... กูนี่แหละจะเดินเข้าไปคว้าที่นั่นเอง ไม่พึ่งบารมีโควตาคณะหรอก”
ภูฟ้าส่ายหัวพลางหยิบเกรียงมาขัดหน้าปูนต่อ
“ใจมึงมันได้ว่ะเขื่อน... แต่กูเตือนไว้ก่อนนะ ถ้า Vector Civil เขาไม่ตอบเมลมึงภายในอาทิตย์นี้ มึงเตรียมตัวไปขุดหลุมวางท่อระบายน้ำที่สระบุรีกับกูได้เลย กูจะจองเตียงข้างๆ ในแคมป์คนงานไว้ให้มึงนอนสำนึกผิด”
เขื่อนไม่ได้ตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มกวนประสาทกลับไปให้เพื่อน เรื่องการหาที่ฝึกงานหรืออนาคตนักศึกษาปีสุดท้ายแทบไม่ได้อยู่ในหัวเป็นอันดับที่หนึ่งเลยสักนิด เพราะในห้วงความคิดและพื้นที่ทั้งหมดของหัวใจตอนนี้ มีแต่ภาพใบหน้าสวยหยิ่งของพิมฐาที่บิดเร่าอยู่ใต้ร่างของเขาในห้องเก็บของเท่านั้น
ภาพใบหน้าสวยที่บิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่าน กลิ่นหอมจางๆ ที่ติดอยู่ตามปลายนิ้ว และชัยชนะเล็กๆ ที่เขาเพิ่งช่วงชิงมาจากเธอในห้องเก็บอุปกรณ์นั้น มันหอมหวานกว่าใบปริญญาหรือที่ฝึกงานบริษัทมหาชนไหนๆ เสียอีก
ภูฟ้าที่เห็นเพื่อนนิ่งไปพร้อมรอยยิ้มประหลาดก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจในความใจเย็นเกินเหตุของเพื่อนรัก “มึงนี่นะ... ปีสุดท้ายแล้ว ยังทำตัวลอยชายไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย”
ภูฟ้าบ่นอุบก่อนจะหันกลับไปจดจ่อกับการปาดหน้าปูนในแบบหล่อของตัวเองต่อ ทิ้งให้เขื่อนนั่งจมอยู่กับห้วงความสุขและแผนการในหัวเพียงลำพัง เสียงเกรียงเหล็กที่กระทบกับขอบแบบดัง เคร้ง!! เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
“เออ... งั้นก็ขอให้มึงได้ตามที่มึงต้องการก็แล้วกันนะ”ภูฟ้าพูดทิ้งท้ายโดยไม่ได้หันมามอง
“หึ... ได้แน่ภูฟ้า กูได้แน่” เขื่อนพึมพำตอบในลำคอ สายตาคมกริบมองทอดออกไปอย่างไร้จุดหมาย ทว่าประกายไฟในดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย
แต่สิ่งที่กูต้องได้... ก็คือ “พี่สาวของมึง” ต่างหาก
นั่นคือประโยคที่เขาไม่ได้พูดออกมา เขื่อนกำปากกาในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความคิดถึงสัมผัสอันนุ่มละเอียดของพิมฐาและความดื้อรั้นที่เธอพยายามแสดงออก ยิ่งกระตุ้นให้เขายากจะกำราบเธอให้สยบอยู่ใต้ร่างอีกครั้งและอีกครั้ง