ตอนที่ 15 สัญญาการค้า

1606 Words
เหอหลิวหยางมองน้องสาวที่หยิบกระดาษและปากกาออกมาจากกระเป๋าผ้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เขาเข้าใจมาตั้งแต่ต้นว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญ ทว่าการกระทำและคำพูดของน้องสาวในตอนนี้กลับทำให้เขารู้สึกว่าเหตุการณ์มันออกจะขัดแย้งกับสิ่งที่เขาคิดอย่างน่าประหลาด ตรงหน้าของเราเป็นกระดาษสีขาวสองแผ่นและปากกาอย่างดี และน้องสาวกำลังร่างสัญญาที่พึ่งตกลงกันอย่างตั้งใจ โดยมีเถ้าแก่ชิวนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามและมองสัญญาที่กำลังถูกขีดเขียนด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ นี่ดูเหมือนน้องสาวเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดีอย่างไรอย่างนั้น… สัญญาการค้าทั้งสองฉบับถูกร่างขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือของเหอเหม่ยฉี ในสัญญาแต่ละข้อเธอเขียนขึ้นมาในขณะนั้นก็ถามความสมัครใจของคู่ค้าอย่างเถ้าแก่ชิวไปด้วย ใช้เวลาราวสิบห้านาทีสัญญาที่ดูจะชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับสองฝ่ายก็เสร็จสมบูรณ์ เถ้าแก่ชิวเพียงกวาดตามองหนังสือสัญญาครู่หนึ่ง ก่อนจะลงลายมือชื่อเป็นคนแรกอย่างไม่ลังเล ตามด้วยเหอเหม่ยฉี และเหอหลิวหยางเป็นพยาน ตามด้วยพนักงานของร้านคนหนึ่งมาลงชื่อเป็นพยานในฝั่งของร้านบะหมี่สกุลชิว เพียงเท่านี้ก็ถือว่าสัญญาเสร็จสมบูรณ์ โดยข้อตกลงจะมีผลทันทีในวันพรุ่งนี้ ในช่วงเช้าของทุกวันวัตถุดิบทั้งหมดจะถูกส่งมาที่ร้านเถ้าแก่ชิวตามคำสั่งซื้อที่ได้รับ พร้อมกับรับเงินกลับไปในทันที แน่นอนว่าในมือของเหอเหม่ยฉีในยามนี้มีรายการวัตถุดิบของวันพรุ่งนี้ที่ต้องจัดส่งหลายสิบรายการ เมื่อลองคำนวนรายรับที่จะได้ในวันพรุ่งนี้ทำเอาเหอเหม่ยฉียิ้มแก้มปริเดินออกจากร้านเลยทีเดียว “เถ้าแก่คิดว่าเด็กสองคนนั้นจะหาของให้เราได้จริงเหรอครับ?”พนักงานคนสนิทกล่าวถามเถ้าแก่ขึ้นอย่างไม่เข้าใจนัก ทั้งที่สองพี่น้องตระกูลเหอนี่ก็ไม่ได้ดูพิเศษแต่อย่างใด การแต่งตัวก็ไม่แตกต่างจากชาวบ้านธรรมทั่วไป แต่กลับบอกว่าตนเองสามารถหาของพวกนั้นได้ภายในเวลารวดเร็ว ทั้งยังหาได้ไม่จำกัดอีก หนำซ้ำยังกล้าเขียนสัญญาเป็นเรื่องเป็นราว ในช่วงขาดแคลนเช่นนี้ เขาคิดว่าใครทำได้เช่นนั้นก็เก่งเกินไปแล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมไม่เชื่อถือ…แต่ไม่ใช่กับเถ้าแก่ที่ลงชื่อในสัญญาด้วยท่าทางที่ดูจะเชื่อมั่นในเด็กสองคนนั้นไม่น้อยเลย คำถามของลูกน้องแน่นอนว่ามันทำให้ ชิวเหวิน มีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มออกมาโดยสายตาไม่ละไปจากภาพสองพี่น้องที่กำลังเดินออกจากร้านไปแต่อย่างใด คนพี่ดูเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ส่วนคนน้องก็ดูฉลาดไม่แพ้กัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูจะรอบรู้และรอบคอบมากกว่าคนพี่มากทีเดียว ในสายตาของคนที่ผ่านโลกมากว่าสามสิบปี พี่น้องที่ช่วยเหลือสนับสนุนกันเช่นนี้นับว่าหาได้ยาก “อืม ฉันก็ไม่เคยเห็นเด็กสาวคนไหนที่มีแววตาแน่วแน่อย่างเด็กคนนี้มาก่อน ลองเชื่อใจสองพี่น้องนี่ดูก็คงไม่เสียหาย” ชิวเหวินตอบกลับไปอย่างอารมณ์ดี ในใจเขาก็อยากจะลองดูความสามารถของพี่น้องคู่นี้อยู่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเด็กสาวที่ชื่อ ‘เหอเหม่ยฉี’ คนนั้น… ในสัญญาการค้าในทีแรกเขาคิดว่าจะเป็นพี่ชายที่ออกหน้าลงชื่อเป็นคู่สัญญากับเขา ทว่ากลับเป็นคนน้องที่คิดข้อสัญญาขึ้นมาอย่างรัดกุม และลงลายมือด้วยตนเองอย่างไม่ลังเล ไหนจะแววตาแน่วแน่มั่นใจนั่นอีก ซึ่งเขาเองไม่เคยเห็นเด็กสาวที่มีความมุ่งมั่นในการทำอาชีพพวกนี้มาก่อน การค้าครั้งนี้เห็นทีจะมีเรื่องแปลกใหม่ให้เขาได้ดูอยู่บ้าง ในเมื่อตอนนี้ที่ร้านก็ไม่ได้มีความสามารถในการหาเนื้อมาให้เพียงพอขายในแต่ละวันอยู่แล้ว อีกทั้งในสัญญานั้นยังระบุชัดด้วยว่าพวกเขาไม่สามารถขายให้กับคู่แข่งของเขาได้ เช่นนั้นต่อให้สองพี่น้องตระกูลเหอหามาได้หรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแต่อย่างใด อีกอย่างร้านของเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนไปมากกว่านี้อยู่แล้ว… สองพี่น้องตระกูลเหอไม่ได้ใส่ใจต่อความคิดที่คู่ค้ามีต่อตนเองเท่าใดนัก เหอเหม่ยฉีเพียงเดินออกมาจากร้านบะหมี่ด้วยรอยยิ้มและแผนการที่วิ่งแล่นอยู่ในหัวของเธอเต็มไปหมด “พี่ใหญ่ ในเมื่อฉันย้ายเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านสกุลเหอแล้ว ที่ดินที่ทางการจัดสรรฉันก็ควรได้รับใช่หรือไม่?” เหอเหม่ยฉีเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ เธอจำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ทางการมีคำส่งยกเลิกการทำงานแปลงนารวมไปแล้ว หลังจากนั้นในแต่ละบ้านจะได้รับการจัดสรรที่ดินตามสัดส่วนจำนวนสมาชิกของครอบครัวเพื่อรับผิดชอบแปลงนาของตนเอง โดยผลผลิตที่ได้ก็สามารถเก็บไว้กินเองในครัวเรือนหรือจะเลือกขายให้กับสำนักงานคอมมูนก็สุดแล้วแต่ว่าจะสะดวกแบบไหน ซึ่งบ้านฟางเองก็เช่นเดียวกัน ที่พ่อของเธอต้องไปทำงานในแปลงนาทุกวันก็เพราะเหตุนี้ ส่วนตัวเธอเองหากไม่ได้ทำงานโรงงานเห็นทีจะต้องแบกจอมแบกเสียงลงแปลงนาตามพ่อไปอย่างแน่นอน เหอหลิวหยางฟังคำน้องสาวแล้วก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ จึงตอบกลับไปว่า “ย่อมเป็นเช่นนั้น น้องถามทำไมหรือ?” ถึงจะเข้าใจคำถาม แต่เขาก็ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของคำถามนั้นอยู่ดี หลังจากมีน้องสาวอยู่ด้วยเพียงไม่นาน เขาก็รู้สึกว่าเหม่ยฉีในตอนนี้นั้นรับมือยากกว่าตอนเด็ก ๆ เสียอีก เหอเหม่ยฉีไม่ตอบคำถามพี่ชาย หญิงสาวเพียงคลี่ยิ้มแล้วถามสิ่งที่อยากรู้กลับไปก็เท่านั้น “อย่างนั้นฉันต้องทำอย่างไร ถึงจะได้ที่ดินส่วนนั้นมา” เธอรู้ดีว่าที่ดินทางการจัดสรรให้นั้นไม่ได้มากมายอะไร ประชากรหนึ่งคนย่อมได้รับไม่เกินสองหมู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถเช่าเพิ่มได้ทั้งระยะยาวและระยะสั้นหากไม่เพียงพอ แต่เธอยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น ตอนนี้ขอเพียงทดลองทำเท่าที่มีไปก่อน อย่างไรในภายภาคหน้าค่อยเช่าเพิ่มก็ยังไม่สาย “พี่บอกพ่อให้ยื่นเรื่องขอให้สองสามวันก็เรียบร้อยแล้ว”เหอหลิวหยางตอบออกไปอย่างไม่คิดมาก พอดีกับที่ทั้งคู่เดินมาถึงจุดที่จอดจักรยานเอาไว้พอดี “อย่างนั้นฉันฝากพี่จัดการให้หน่อยได้หรือไม่?” เขาคร่อมจักรยานเตรียมจะกลับบ้าน ทว่าน้องสาวกลับทำทีว่าจะเดินไปอีกทางเสียอย่างนั้น “ได้ แล้วนี่จะไปไหนอีกล่ะ?” คนเป็นพี่ชายจำต้องถีบจักรยานขนาบข้างไปในขณะที่ฝีปากก็ยังคงตอบโต้กับคนเป็นน้องสาวไม่หยุด นั่นจึงทำให้ผู้คนโดยรอบให้ความสนใจกับชายหญิงคู่นี้ไม่น้อยเลย แต่เหอเหม่ยฉีมีหรือจะสนใจสายตาคนรอบข้าง ในยุคที่จากมาทำให้เธอคิดเสมอว่าสายตาของคนอื่นที่มองมันไม่ได้สำคัญต่อชีวิตเราขนาดนั้น หญิงสาวเพียงตอบพี่ชายไปอย่างไม่คิดมาก “ไปซื้อเมล็ดพันธุ์สิ ก็ฉันจะปลูกผักนี่นา” แต่ต่างจากเหอหลิวหยางที่รับรู้ได้ถึงสายตาเหล่านั้น ทั้งเสียงพูดคุยที่ไปในทิศทางเดียวกัน ว่าเขาคือชายหนุ่มที่กำลังง้องอนหญิงสาวอยู่ ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง ครั้นจะให้บังคับน้องสาวเขาก็ไม่กล้าทำเสียด้วยสิ “อ่า พี่ชายตามใจเธออยู่แล้ว แต่ช่วยขึ้นรถก่อนเถอะ พี่จะพาไป” น้ำเสียงของคนเป็นพี่นั้นแฝงความอ้อนวอนอยู่ไม่น้อย พลันมองไปยังน้องสาวราวกับขอความเห็นใจ นั่นจึงทำให้เหอเหม่ยฉีที่รับรู้สถานการณ์แต่แรก ทว่าไม่สนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบกายกลับส่งเสียงหัวเราะขบขันออกมาให้กับใบหน้าบิดเบี้ยวของพี่ชายและยอมซ้อนจักรยานเขาในเวลาต่อมา เหอหลิวหยางเดิมเป็นชายหนุ่มหน้าบางอยู่แล้วมีหรือจะอยู่ตรงนี้ได้นาน ทันทีทีน้องสาวนั่งซ้อนท้ายอย่างมั่นคงแล้ว จักรยานคันเก่าเร่งเคลื่อนไปยังร้านเมล็ดพันธุ์ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของตลาดในเวลาต่อมา เมื่อมาถึงร้านเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ของย่านนี้ เหอเหม่ยฉีเดินเข้าไปเลือกเมล็ดพันธุ์ผักตามรายการที่เถ้าชิวต้องการมาจำนวนไม่มากนัก เธอเพียงแค่ต้องการทดลองปลูกดูเท่านั้น อย่างไรหากปลูกรอดก็ถือเป็นกำไร ไม่รอดก็แล้วไป… “แล้วเราต้องส่งของพรุ่งนี้เช้า เมล็ดพันธุ์พวกนี้จะโตทันหรือ?” แน่นอนว่ามันโตไม่ทัน เหอเหม่ยฉีตอบในใจ ซึ่งที่พี่ใหญ่ถามเช่นนั้นก็ไม่แปลก เป็นเธอเองที่ไม่เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้เขาฟัง แต่ในสถานที่เช่นนี้เห็นทีจะไม่เหมาะจะเล่าเรื่องความลับสุดยอด เสียงใสจึงกล่าวกับพี่ใหญ่อย่างใจเย็นว่า “ถึงบ้านฉันจะเล่าให้พี่ฟังแล้วกัน”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD