การทำงานโรงงานวันนี้นับเป็นครั้งแรกของฟางเหม่ยฉีคนใหม่เลยก็ว่าได้ เธอไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับชีวิตภายในโรงงานมาก่อน ถึงแม้คนในยุคนี้จะค่อนข้างชื่นชมคนมีการศึกษา อย่างเช่นบ้านไหนที่มีลูกเรียนจบถึงมัธยมปลาย สำหรับครอบครัวชาวนาแล้วนับเป็นที่นับหน้าถือตาอยู่ไม่น้อย
ทว่าในสังคมการทำงานโรงงานวุฒิการศึกษาเพียงแค่มัธยมปลายนั้นไม่ได้ทำให้หน้าที่หรือภาระงานเบาลงแม้แต่น้อย ฟางเหม่ยฉียังต้องใช้หยาดเหงื่อแรงกายแลกเงินมา แม้จะไม่ต้องแบกหามกลางแจ้ง แต่การยืนตัดผ้าตามแบบยาวนานถึงสี่ชั่วโมงนับว่าไม่ง่ายเลย
อีกทั้งเป็นงานที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน แม้จะมีพื้นฐานจากความทรงจำ แต่ความเร็วของงานก็ไม่เท่าตอนที่ฟางหม่ยฉีคนก่อนทำเอาไว้ ตลอดการทำงานในช่วงเช้าเธอจึงถูกหัวหน้าแผนกเพ่งเล็ง และถึงขั้นเดินมาตำหนิในช่วงหลัง เกี่ยวกับปริมาณงานที่น้อยลงเมื่อเทียบกับเวลา
จากที่ตั้งใจจะทำงานนี้ให้ได้นานที่สุด พอได้มาลองทำจริง ๆ แล้ว เธอกลับคิดว่าคงอดทนแค่พอหาลู่ทางหาเงินใหม่ได้ก็พอ เพราะเธอไม่สามารถทำงานนี้ไปตลอดได้จริง ๆ
ในช่วงพักเที่ยงที่พนักงานต่างไปกินข้าวพร้อมกันกับเพื่อนที่ตนเองสนิท ทว่าฟางเหม่ยฉีกลับเดินไปกินข้าวเพียงลำพัง โดยปกติร่างนี้เป็นคนค่อนข้างพูดน้อยและเก็บตัว เช่นนั้นแล้วจึงมีเพียงแค่คนรู้จักผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้สนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ
แต่นั่นก็ถือเป็นผลดีสำหรับเธอในตอนนี้ ที่สามารถหลีกหนีผู้คนเพื่อหาพื้นที่ปลอดภัย ก่อนจะเข้าไปในมิติเพื่อกินอาหารในนั้นให้เรียบร้อย งีบหลับบนเตียงนุ่มสักสิบนาทีแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อในช่วงบ่าย
เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมร่างนี้ยังทนอยู่ที่บ้านฟางมาจนทุกวันนี้ เพราะฟางเหม่ยฉีคนนั้นไม่รู้จักการผูกมิตร หรือพูดคุยกับคนรอบข้างเลย การขอความช่วยเหลือจึงเป็นเรื่องที่ไม่กล้าทำหรือแม้แต่จะบอกเล่าในสิ่งที่ตนเองถูกกระทำให้กับญาติฝ่ายแม่ก็ยังไม่อาจทำได้ จึงได้แต่อดทนให้ผ่านไปวัน ๆ เช่นนี้
คล้ายกับฟางเหม่ยฉีคนก่อนนั้นคิดอยู่เสมอว่าตนเองเป็นคนบ้านฟาง ถ้าไม่แต่งออกไปอย่างไรก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงข้อนี้ได้
แต่ทว่าชีวิตคนเรามีหนทางรอดอีกมาก นอกจากการแต่งงานกับผู้ชายที่ตนเองไม่ได้เป็นคนเลือกแล้วนั้น หากเราสามารถยืนได้ด้วยขาของตนเองอย่างมั่นคง ไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมมีทางเดินที่ดีกว่านี้ได้
อีกสิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจคือ สามคนพ่อแม่ลูกบ้านฟางไม่มีทางปล่อยให้ฟางเหม่ยฉีแต่งออกไปอย่างแน่นอน หากไม่มีเธอสักคนก็คงไม่มีใครหาเงินมาจุนเจือ สามคนนั้นไม่มีทางมีชีวิตที่ได้อย่างทุกวันนี้แน่นอน
หรือหากได้แต่งออกไป แน่นอนว่าสามีในอนาคตจะต้องเป็นคนที่แม่เลี้ยงเลือกให้ อย่างนั้นแล้วจะคาดหวังว่าตนเองจะมีสามีที่ดีได้อีกหรือ…
ฟางเหม่ยฉีพยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติเหมือนก่อนหน้านี้ที่สุด เธอเดินกลับไปทำงานก่อนหมดเวลาพักเพียงห้านาที ตลอดสี่ชั่วโมงในช่วงบ่าย เธอพยายามตั้งใจจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ไม่มองนาฬิกาแขวนผนักให้มากนัก
จนถึงเวลาเลิกงานสองขาอันแสนอ่อนล้าฝืนเดินไปยังจุดรอรถอย่างเช่นปกติ รถโดยสารขากลับไม่ได้แออัดเช่นตอนเช้า ทำให้เธอสามารถนั่งพักขาได้สบายขึ้นกว่าเมื่อเช้าเล็กน้อย
จนกระทั่งรถโดยสารจอดหน้าหมู่บ้าน ฟางเหม่ยฉีถอนหายใจออกมายืดยาวเมื่อคิดว่าตนเองจะต้องเดินกลับเข้าไปในบ้านหลังนั้นอีกครั้ง
“ต้องมีสักวันที่ฉันเดินออกมาได้อย่างมั่นคง แล้วไม่ต้องเดินกลับมาอีก”
เสียงใสกล่าวแผ่วเบากับตนเองราวกับกำลังปลุกความเชื่อมั่นในใจ ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปตามทางเดินที่คุ้นเคยกลับไปยังบ้านฟาง
ดวงตาคู่กลมทอดมองบริเวณหน้าบ้านอยู่ครู่หนึ่ง ลานบ้านที่เมื่อเช้าเธอเป็นคนเก็บกวาดเอาไว้อย่างดี ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเปลือกถั่วที่ผู้เป็นพ่อกินเสร็จแล้ว ห่างออกไปเล็กน้อยมีชายขี้เมาน่ารังกียจที่กำลังกระดกขวดเหล้าเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตาย
เดิมทีฟางเหม่ยฉีไม่ได้รังเกียจชาวนา แต่เธอเพียงคิดว่ากระดูกสันหลังของชาติควรต้องขยันลงแปลงนาสักหน่อยถึงจะได้ผลผลิตที่เพียงพอไม่ใช่หรือ แต่นี่อะไรกัน…ดูจากปริมาณของเปลือกถั่ว และขวดเหล้าอีกสองขวดที่ล้มระเนระนาดอยู่บนพื้นก็รู้ว่าฟางอี้คนนี้กลับบ้านมานานมากแล้ว
ที่นาของบ้านฟางมีเพียงไม่ถึงห้าหมู่เท่านั้น หากทำให้ดีเธอคิดว่าผลผลิตย่อมเพียงพอต่อคนในครอบครัว ขณะที่บ้านอื่นลงแปลงนาตั้งแต่เช้าตรู่ กว่าจะกลับเข้าบ้านก็มืดค่ำ แต่ฟางอี้คนนี้กลับมานั่งเมามายอยู่บ้านตั้งแต่บ่าย
ไม่ขยันอย่างนี้เมื่อไหร่จะมีพอกินกัน…เช่นนั้นทั้งชีวิตหากเธอไม่เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน ฟางเหม่ยฉีคนก่อนคงต้องเลี้ยงดูคนเหล่านี้ไปจนวันตายสินะ
ใบหน้าได้รูปพลันแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เรียบเฉยอย่างเช่นที่ผ่านมา ร่างผอมบางแสร้งมองไม่เห็นผู้เป็นพ่อ เธอเอาของเข้าไปเก็บในห้องนอน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชุดเก่าสีซีดชุดหนึ่งแล้วเดินออกมาทำกับข้าวให้กับคนในบ้านกินอย่างที่ผ่านมา
วัตถุดิบในการทำอาหารในแต่ละวันเซี่ยซูเม่ยไม่เคยให้เธอได้หยิบจับเกินความจำเป็นอยู่แล้ว ตู้กับข้าวจะถูกใส่กุญแจเอาไว้ตลอด หากใกล้เวลาทำอาหารเซี่ยซูเม่ยจะนำมันมากองเอาไว้ให้เธอเอง
ซึ่งวันนี้เธอเห็นว่าในครัวมีไข่ไก่หนึ่งฟอง ผักเหี่ยวเฉากำหนึ่ง และกระดูกหมูหนึ่งถ้วย ฟางเหม่ยฉีหมดคำจะพูดกับครอบครัวนี้แล้วจริง ๆ
หากเป็นฟางเหม่ยฉีคนก่อนคงต้องรอกินข้าวที่เหลือ กับน้ำแกงก้นหม้อและเนื้อติดกระดูกเพียงเล็กน้อยประทังชีวิตในวันนี้อย่างแน่นอน ทั้งที่ตนเองเป็นคนหาเงินเข้าบ้านและมอบให้กับแม่เลี้ยงไปจนหมด แต่กลับต้องกินเศษอาหาร
เขาทำกับเธอขนาดนี้ เหตุใดยังทนอยู่เช่นนี้ล่ะ…ฟางเหม่ยฉีเอ๋ย
เธอคิดไปถึงเจ้าของร่างคนเก่าที่พึ่งจากไป ครอบครัวเช่นนี้จะนับเป็นอะไรได้อีก มีค่าควรให้เธอเสียสละเงินเดือนและอาหารให้แล้วอย่างนั้นเหรอ
ทันทีที่อาหารมื้อเย็นจัดวางบนโต๊ะเรียบร้อย ทุกคนนั่งล้อมประจำที่ตนเอง ก่อนจะลงมือคีบอาหารกินกันอย่างมูมมาม ฟางเหม่ยฉีไม่ได้ใส่ใจพวกเขาหรือเฝ้ารอเศษอาหารที่พวกเขาจะมอบให้แต่อย่างใด
ร่างผอมบางเพียงเดินกลับเข้ามาในห้องเล็กแคบของตนเองเงียบ ๆ ก่อนจะสัมผัสเจ้าทานตะวันน้อยแล้วหายเข้ามิติไป
อดีตเด็กอ้วนยังคงเลือกกินแต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ แม้จะไม่ถูกปากเท่าใดนัก แต่เธอตั้งใจจะทำให้ได้ และตั้งใจเอาไว้ว่าลู่วิ่งไฟฟ้าที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโซนออกกำลังกายจะต้องถูกใช้งานในสักวันหนึ่ง ขอแค่ได้ออกไปจากที่นี่ กินอิ่มนอนหลับให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้นสักหน่อย เธอจะเริ่มดูแลตนเองอย่างจริงจังแน่นอน
ขณะคีบอกไก่เข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเชื่องช้าตามคำที่เพื่อนสนิทเคยกล่าวไว้ ดวงตากลมเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาของความคิดถึงคนที่อยู่แสนไกล
“เมี่ยวเมี่ยว…ต่อไปจะเรียกฉันว่ายัยเด็กอ้วนไม่ได้แล้วนะ ฉันกำลังพยายามกินผักใบเขียวให้ได้ทุกวัน เซียนเซียน…ฉันหวังว่าอาการปวดหัวของเธอจะหายได้ในที่สุด อย่าเป็นอะไรร้ายแรงเลยนะ ฉันเอาใจช่วยเธอ”
ในเช้าวันต่อมาฟางเหม่ยฉียังคงทำหน้าที่รับใช้คนในบ้านเป็นอย่างดี จนกระทั่งถึงเวลาต้องขึ้นรถโดยสารไปทำงาน ทันทีที่รถเคลื่อนมาจอดบริเวณใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้าน ฟางเหม่ยฉีไม่ได้รีบเข้าไปนั่งด้านในอย่างเช่นเมื่อวาน
ทว่าเธอกลับรอให้คนอื่น ๆ ขึ้นไปนั่งจนเต็ม ก่อนตนเองจะเดินขึ้นรถเป็นลำดับเกือบท้ายสุด ซึ่งที่นั่งทั้งหมดถูกจับจองจนเต็ม จึงป็นเธอและคุณลุงอีกคนที่ยืนเกาะอยู่ท้ายรถ
เมื่อคนขับรถเห็นว่าทุกคนขึ้นรถจนครบแล้วจึงได้ออกรถอย่างเช่นทุกวัน ถนนหนทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่ทำให้รถโดยสารค่อนข้างโคลงเคลงและทรงตัวได้ยาก ฟางเหม่ยฉีคำนวนแล้วว่าช่วงเวลาเช่นนี้ความเร็วของรถจะช้าลงจนแทบคล้ายกับความเร็วของจักรยาน
ทันใดนั้นมือเรียวเล็กพลันปล่อยจากเหล็กที่จับอยู่ ก่อนร่างผอมบางในชุดพนักงานโรงงานจะร่วงหล่นลงมาสู่พื้นแล้วกลิ้งไปตามทางหลายตลบ สร้างความแตกตื่นให้กับคนที่เห็นภาพนั้นไม่น้อย
“จอด! จอด! มีคนตกรถ จอดก่อน!”เสียงลุงที่ยืนอยู่ข้างฟางเหม่ยฉีตะโกนบอกคนขับรถ พลางทุบข้างรถอย่างแรงเพื่อให้รถจอดโดยเร็ว
ความรู้สึกเจ็บปวดบริเวณแขนซ้ายทำฟางเหม่ยฉีนิ่วหน้าออกมา พอดีกับที่คุณลุงคนนั้นและคุณป้าในหมู่บ้านอีกสองคนประคองเธอขึ้นมาพอดี
“เจ็บตรงไหนบ้าง? ลุกไหวหรือไม่?”ลุงคนขับรถถามขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน ตั้งแต่ขับรถโดยสารมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบเจออุบัติเหตุคนตกรถเช่นนี้
ด้วยความเจ็บปวดที่เป็นของจริง สีหน้าและแววตาที่แสดงออกของฟางเหม่ยฉีจึงทำให้คนที่พบเห็นเชื่อถือได้ไม่ยาก “จะ-เจ็บ แขนค่ะ”
หลังจากตอบออกไปเธอได้ยินหนึ่งในกลุ่มคนบอกว่าจะส่งเธอไปยังสถานพยาบาลที่อยู่ห่างจากจุดขึ้นรถไปเล็กน้อย เพียงเท่านั้นใบหน้างามลอบยิ้มมุมปาก ก่อนจะปล่อยตัวไปตามการพยุงของคุณป้าเหล่านั้น