ตอนที่ 3 หากไม่ได้กลับไป

1696 Words
เปลือกตาบางพยายามขยับยกขึ้นอย่างยากลำบากเพราะกลิ่นอับชื้นที่โชยมากระทบจมูกเข้าอย่างจัง ขณะเดียวกันประสาทสัมผัสทั้งห้าเริ่มทำงานในทันทีแม้สติที่มีจะพร่าเลือนจนแทบใช้การไม่ได้แล้วก็ตาม นอกจากกลิ่นอับชื้นรอบกายแล้ว กลิ่นคาวสนิมที่คละคลุ้งอยู่ในโพรงปากนั้นทำให้หัวคิ้วของฟางเหม่ยฉีขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์นัก “เมื่อกี้นี้ฉัน…”เสียงแหบแห้งกล่าวออกมาท่ามกลางแสงมืดสลัวภายในห้องเก็บฟืนที่ค่อนข้างทรุดโทรม แม้จะเป็น ‘ยัยเด็กอ้วน’ น้ำหนักเกือบร้อยกิโล และระยะหลังสุขภาพอาจจะไม่ดีอยู่บ้าง ทว่าความจำของเธอไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน… ฟางเหม่ยฉีพยายามนึกย้อนเหตุการณ์ก่อนหน้าที่พึ่งเกิดขึ้น เธอจำได้ว่าตนเองได้ยินเสียงแปลก ๆ ไม่ทราบที่มาดังก้องไปทั้งรูหู ก่อนซวนเซล้มลงที่พื้นห้องน้ำในหอพักและหมดสติไปโดยไม่มีใครผ่านมาช่วยเหลือเลยสักคน แต่แทนที่จะฟื้นมาเจอเพดานสีขาวสะอาดของโรงพยาบาลใกล้หอพัก แต่กลับมาโผล่ยังห้องเก็บฟืนที่ทั้งอับชื้นและร้างผู้คนเช่นนี้ ขณะกำลังครุ่นคิดอย่างหนักเมื่อเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มก็รู้สึกได้ถึงบาดแผลจากการถูกทำร้าย ทั้งมุมปากยังมีรอยเลือดซึมออกมาอยู่เล็กน้อย ซึ่งหมายความว่าเธอพึ่งบาดเจ็บได้ไม่นาน แต่ใครเป็นคนทำร้ายเธอก็ยังไม่อาจทราบได้ในตอนนี้… แล้วสิ่งที่ทำให้ฟางเหม่ยฉีรู้สึกราวกับฝันอยู่คงไม่พ้นข้อมือบางเฉียบ และขนาดต้นขาที่เรียวเล็กอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เสื้อผ้าคุมโทนสีเทาหม่นที่เธอไม่คิดว่าตนเองจะเคยใส่มาก่อนนี่อีก “บ้าไปแล้ว ฉันเคยข้อมือขนาดเท่านี้ตอนอายุแปดขวบ แต่ทำไมตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ”เมื่อไม่รู้จะถามใคร ร่างผอมบางที่ปวดเมื่อยไปทั้งตัวจึงพยายามฝืนตนเองให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ฟางเหม่ยฉีค่อย ๆ หอบสังขารอ่อนแรงของตนเองไปยังประตูเก่าผุพังที่อยู่ห่างออกไปสี่ก้าว เมื่อพยายามออกแรงทั้งดึงทั้งผลักอยู่สองสามครั้งจึงได้รู้ว่ามันถูกลงกลอนจากด้านนอก นี่ฉันถูกขังอยู่ในห้องเก็บฟืนสินะ… ซึ่งห้องนี้ก็ไม่รู้ว่าใช้เก็บฟืนได้อย่างไร ใครเป็นคนคิดว่าห้องชื้นขนาดนี้จะเหมาะสมกับการเก็บฟืนกัน ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย หากสังเกตให้ดีมันเหมือนห้องเก็บของเก่าที่ใช้เก็บฟืนได้กองหนึ่งเสียมากกว่า ทว่ากลับไม่มีคำตอบใดให้กับคำถามมากมายที่กำลังสงสัย ทั้งพยายามเคาะ พยายามส่งเสียงเรียกอยู่นานหลายนาทีก็ไม่เป็นผล ในที่สุดฟางเหม่ยฉีจึงเลือกเดินกลับมานั่งรออยู่บนกองฟาง ซึ่งน่าจะเป็นตำแหน่งที่สะอาดที่สุดในห้องนี้แล้ว เพราะพื้นนั้นมันแฉะเสียเหลือเกิน เมื่อบรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด สิ่งหนึ่งที่กำลังทำงานอย่างหนักคือความคิดในหัวของฟางเหม่ยฉีที่กำลังวิ่งไปมาพร้อมกับสายตาที่กำลังกวาดมองไปรอบ ๆ กาย ซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด เพียงแค่หวั่นใจเพราะยังหาคำตอบให้กับเรื่องทั้งหมดไม่ได้ก็เท่านั้น จนกระทั่งภาพเหตุการณ์มากมายไหลผ่านเข้ามาในสมองของเธออย่างกะทันหัน พลันร่างผอมบางชะงักนิ่ง ปล่อยให้หลายสิ่งไหลเวียนในหัวของเธออย่างอิสระ ผ่านไปราวสิบนาทีทุกอย่างจึงหยุดลง พร้อมกับเม็ดเหงื่อมากมายที่ผุดตามกรอบหน้าลามไปถึงไรผมจนเปียกชื้น “ชื่อเดียวกันอย่างนั้นเหรอ? แต่ชีวิตของเธอลำบากกว่าฉันเสียอีก” นี่อาจจะเป็นคำพูดแรกที่ออกมาจากความรู้สึกของคนที่ได้รู้ว่าตนเองย้อนเวลากลับมาอยู่ในยุคที่ยากจนที่สุดของประเทศ ซ้ำยังอยู่ในครอบครัวที่แทบจะเรียกว่า ‘ครอบครัว’ ไม่ได้เลยด้วยเลยซ้ำ พ่อแม่แต่งงานกันได้ก็เพราะ ‘คลุมถุงชน’ จนมีลูกสาวอย่างฟางเหม่ยฉีคนนี้เกิดขึ้นมา เมื่อสามีที่เดิมทีก็แต่งภรรยาโดยไม่เต็มใจอยู่แล้ว พอเห็นว่าเด็กที่คลอดออกมาเป็นลูกสาวนอกจากจะไม่ดูดำดูดีแล้ว เขายังพลอยรังเกียจภรรยามากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก และด้วยหลังคลอดไม่ได้ดูแลตนเองดีมากนัก แม่ของฟางเหม่ยฉีจึงได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในอีกสามปีต่อมา ทิ้งลูกสาวเอาไว้กับสามีไม่เอาไหน ที่อยู่ ๆ วันหนึ่งก็แต่งภรรยาใหม่ซึ่งเป็น ‘รักแรก’ เข้ามาในบ้านทั้งที่ภรรยาคนแรกเสียไปยังไม่ถึงหนึ่งปี ซ้ำร้ายแม่เลี้ยงยังมีลูกสาวติดมาด้วยอีกหนึ่งคน การเป็นอยู่ภายในบ้านสกุลฟางที่เดิมก็ไม่ได้ดีอยู่แล้วสำหรับร่างนี้ ยิ่งมีแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างสายเลือดเพิ่มเข้ามาด้วย สถานะฟางเหม่ยฉีในตอนนี้จึงไม่ได้ต่างจาก ‘ทาสใช้แรงงาน’ เท่าใดนัก ไม่มีคนเห็นใจ ไม่มีใครปกป้อง และไม่มีที่ให้พึ่งพิง… ชีวิตอันน่าหดหู่เริ่มต้นขึ้นโดยที่ในทุกเช้าต้องตื่นมาก่อไฟทำอาหารให้คนในบ้านกิน แต่ตนเองต้องรอกินอาหารที่เหลือจากทุกคนเท่านั้น เอาผ้าของทุกคนไปซัก และหาบน้ำจากลำธารมาใส่ไว้ให้เต็มโอ่งทุกใบเพื่อให้ทุกคนในบ้านมีน้ำใช้ นั่นหมายความว่าเธอต้องตื่นก่อนทุกคนเพื่อทำทั้งหมดนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนออกไปทำงาน ในขณะที่บ้านอื่นมีไฟฟ้าและน้ำปะปาใช้บ้างแล้ว ทว่าพ่อฟางก็ยังคงเป็นคนไม่เอาไหนเช่นเคย ความรู้มีไม่มากแต่ก็ไม่ขวนขวายให้ได้เงินมาสร้างครอบครัว ยังคงเป็นเพียงชาวนาที่จับจอบจับเสียมไปวัน ๆ เท่านั้น แต่ละวันทำงานบ้างไม่ทำบ้าง ผลผลิตออกมาไม่เคยพอเลี้ยงทั้งครอบครัว อย่าว่าแต่ไฟฟ้าหรือน้ำปะปาเลย ทุกวันนี้หากอาศัยเพียงเงินที่ได้จากหัวหน้าครอบครัวเห็นทีบ้านฟางคงไม่มีข้าวสารไว้กรอกหม้ออย่างแน่นอน จนสุดท้ายทุกวันนี้กลายเป็นภาระลูกสาวอย่างฟางเหม่ยฉีที่ต้องทำงานโรงงานเย็บผ้าเพื่อหาเลี้ยงทั้งครอบครัว แล้วยังต้องควบตำแหน่งทาสรับใช้ของคนในบ้านอีกด้วย “เฮ้ออออ! ขนาดตอนพ่อแม่ฉันตาย ชีวิตฉันยังไม่รันทดขนาดนี้เลย…” ฟางเหม่ยฉีคนใหม่ถึงขั้นถอนหายใจออกมายืดยาว พลันเหม่อมองไปยังกองฟืนตรงหน้าอย่างคิดไม่ตก เธอไม่คิดมาก่อนว่าโลกนี้จะมีครอบครัวเช่นนี้ และยังมีคนที่น่าสงสารได้มากขนาดนี้อีก ชีวิตก่อนยอมรับว่าตอนที่เสียพ่อแม่ไปทีแรกเธอก็รู้สึกว่ายากลำบากพอสมควร ยังดีที่พวกท่านมีประกันชีวิตจึงทำให้ชีวิตการเรียนของเธอในตอนนั้นยังเดินต่อไปได้ การกินอยู่ก็ไม่ได้ยากลำบากสักนิด แต่เมื่อหันมาดูชีวิตของเหม่ยฉีคนนี้ ชีวิตเธอในตอนนั้นไม่ได้มีเศษเสี้ยวของความลำบากเลยหากเปรียบเทียบกัน พลันมือเรียวเล็กหยิบเอาเศษไม้มาขีดเขียนไปตามพื้นดินอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้านบนแล้วกล่าวออกมาอย่างเลื่อนลอย “สวรรค์…ถ้าท่านส่งฉันไปเกิดในอนาคตฉันอาจจะสบายกว่านี้ แต่นี่อะไรกัน ส่งกันมาตายชัด ๆ เลย เหอะ!”ฟางเหม่ยฉีสบถในลำคออย่างเย้ยหยัน แต่ที่เธอพร่ำบ่นให้กับสวรรค์เมื่อครู่นี้เธอคิดเช่นนั้นจริง ๆ ไม่คิดกลับคำแต่อย่างใด ลองคิดดูว่าถ้าหากสวรรค์ส่งเธอไปเกิดในยุค 3000 ไม่แน่ว่าตอนนั้นเทคโนโลยีมากมายจะทำให้ชีวิตเธอสะดวกสบายจนถึงขีดสุดเลยก็ได้ แต่นี่อะไรกัน…ส่งมายังอดีตไม่พอ ยังส่งมาอยู่ในปีที่ประเทศมีอาหารไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรเลยด้วยซ้ำ ทั้งหลายสิ่งหลายอย่างก็มีข้อจำกัดจากทางการจนประชาชนทั่วไปแทบไม่มีช่องให้หายใจหายคอ แล้วไหนจะเกิดมาเป็นทาสของครอบครัวจิตป่วยนี่อีก “เจ้าทานตะวันน้อย เธอก็ตามฉันมาด้วยอย่างนั้นเหรอ?”ปลายนิ้วเล็กเขี่ยไปที่สร้อยข้อมือที่ติดตัวมาตั้งแต่ชีวิตก่อน น่าแปลกที่แม้ข้อมือเธอจะเล็กลงกว่าตอนนั้นตั้งครึ่งหนึ่ง แต่เจ้าสร้อยข้อมือคู่เส้นนี้กลับไม่หลวมเลยสักนิด มันปรับขนาดพอดีกับข้อมือในตอนนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่แล้วจะมีอะไรน่าเหลือเชื่อกว่าตัวเธอที่มาเกิดใหม่ที่นี่อีก เหอะ! ดวงตากลมเหม่อมองไปยังเบื้องหน้าราวกับกำลังนึกถึงใครบางคน ทว่าภาพในหัวกลับเป็นเพื่อนทั้งสองคนในชีวิตก่อน ฟางเหม่ยฉีในชีวิตนั้นแม้จะกำพร้า ทว่าชีวิตก็ไม่ได้ต่างจากคุณหนูคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เธอมีเงินประกันชีวิตที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้หลายล้านหยวน และรถยนต์ขนาดเล็กหนึ่งคันของพ่อที่เธอนำมาใช้งาน ทว่าเธอกลับไม่มีพี่น้องหรือญาติที่ไหนอีก เช่นนั้นแล้วก่อนตายฟางเหม่ยฉีจึงเขียนรายการทรัพย์สินทั้งหมดลงบนกระดาษ โดยมอบเงินในบัญชีให้เพื่อนทั้งสองคน คนละครึ่ง ส่วนรถยนต์คันน้อยเธอคิดว่าฉินฟางเซียนน่าจะจำเป็นต้องใช้กลับบ้านที่ต่างเมืองจึงได้มอบให้เธอไป ก่อนจะลงลายมือกำกับด้านล่างกระดาษ ถือว่าอย่างน้อยหากไม่ได้กลับไปก็ไม่มีสิ่งใดต้องเสียดายอีก…
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD