บทนำ หวางป๋อ

2001 Words
ฤดูเหมันต์ทำให้ทั้งเมืองมีหิมะสีขาวปกคลุมไปทั่วบริเวณรวมแคว้นหวางป๋อ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมากมายสมกับชื่อของแคว้นมีบรรพบุรุษตระกูลหวางปกครองมาหลายร้อยปี ซึ่งคนที่มีอำนาจสูงสุดคือ หวางเทียนเวิ่น ที่ขึ้นปกครองเมืองได้ไม่นานเมื่อมีอำนาจอยู่ในมือทั่วหล้าก็แทบจะยกลูกสาวให้ทั้งเมืองโดยไม่ลังเลเพื่อหวังจะได้เชื่อมความสัมพันธ์ “น้องหญิง” หวางเทียนเวิ่นเอ่ยเรียกสตรีที่รักสุดหัวใจด้วยความเจ็บปวด “ท่านมีเวลามาหาแล้วหรือเพคะ” สนมหลี่เจ๋อหรานมองใบหน้าของฮ่องเต้อย่างเจ็บปวดฝ่าบาทกำลังจะเข้าพิธีอภิเษกกับองค์หญิงต่างแคว้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์แต่นางเป็นคนชนเผ่าเล็กๆ ไม่มีอำนาจอยู่ในมือ “ใยเจ้าถึงกล่าวแบบนั้น” ฝ่าบาทเห็นแววตาของคนรักแล้วรู้สึกเจ็บปวดที่เขารักษาสัญญาให้นางไม่ได้ว่าเขาจะไม่เข้าพิธีอภิเษกกับหญิงนางใดแต่เพื่อบ้านเมืองกลับทำให้เขาผิดสัญญา “ท่านพี่บอกให้น้องตั้งท้องลูกชายเพื่อจะได้เลื่อนขั้นแต่น้องไม่ต้องการตำแหน่งไหนเลยเพคะ” หลี่เจ๋อหรานร้องไห้ออกมาเดิมทีนางอยู่ที่เผ่าเฟิงอวิ่น นางได้ช่วยชีวิตฝ่าบาทไว้พระองค์ทรงเมตตาจึงรับนางเป็นนางสนมและให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีใคร “น้องหญิง...” “หากน้องได้โอรสน้อยแล้วอย่างไรท่านพี่จะเข้าอภิเษกหรือไม่ คำตอบก็คือหน้าที่ แล้วมันมีความหมายแตกต่างกันอย่างไรเพคะ” ตอนนี้มีอีกหนึ่งชีวิตที่นางต้องปกปิดไว้ “น้องหญิงพี่ผิดเอง” ตอนที่เขาพานางมาที่ตำหนักนางถึงรู้ว่าเขามีสนมมากมาย ยิ่งทำให้นางโกรธเคือง “ท่านกลับไปเสียเถิดเพคะ หม่อมฉันอย่างอยู่คนเดียวอีกไม่กี่วันท่านก็จะเข้าพิธีอภิเษกแล้ว” สนมหลี่เจ๋อหรานหันหลังให้ฝ่าบาทสนมต่างพากันดูถูกนางเพราะนางเป็นแค่ลูกคนป่าไม่มียศอะไรที่จะแต่งตั้งเป็นฮองเฮาเคียงคู่กับมังกรสวรรค์ “ลูกแม่ แม่สัญญาจะปกป้องชีวิตเจ้าไว้ให้ดีที่สุดเมื่อถึงเวลานั้นชายคนนั้นจะต้องเจ็บปวดเจียนตาย” นางต้องรีบหาทางหนีเพราะหากนางสนมคนไหนรู้เข้าชีวิตนางกับลูกอาจจะไม่ปลอดภัยเพราะนางถือว่าให้กำเนิดลูกคนแรกของฝ่าบาท “อี้หรานเจ้าจงออกไปส่งจดหมายฉบับนี้ให้ข้า” “พระสนมเพคะให้หม่อมฉันตามเสด็จกลับบ้านด้วยเถิดเพคะ ข้าอยากดูแลลูกน้อยของท่านข้าไม่มีใครแล้ว” นางกำนัลออกร้องไห้ออกมาเพราะรู้ว่าพระสนมกำลังคิดหนี “ข้าจะพาเจ้าไปด้วย” อี้หรานรับใช้นางมาตั้งแต่นางมาเหยียบที่นี่และปกป้องนางเจ๋อหรานคงทิ้งนางไว้คนเดียวไม่ได้ หากฝ่าบาทรู้ว่านางหนีไปคงได้ลงโทษนางกำนัลผู้นี้ ในคืนเข้าหอของฮ่องเต้หวางเทียนเวิ่น ผู้คนต่างออกมาเฉลิมฉลองแต่เป็นวันที่นางเจ็บปวดที่สุดเพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่นางอยู่ที่นี้ แม้แต่ใบหน้าของเขานางก็ไม่ได้เจอ ‘เทียนเวิ่นเจ้าฟังคำขอร้องของข้าให้ดีชาตินี้เจ้าจะไม่โอรสหรือธิดาสืบสกุลให้เจ้าอยู่กับความเจ็บปวดเหมือนที่ข้าเคยเป็น ชาตินี้ไม่พานพบกันอีก’ จดหมายถูกมือของฝ่าบาทขย้ำจนขาดและสั่งให้ทหารออกตามหาพระสนมหลี่เจ๋อหรานให้พบ เขาได้แต่มองจดหมายในมือจนบัดนี้เวลาล่วงเลยมาถึง 21 ปี เขาก็ยังไม่มีโอรสหรือพระธิดาเลยแม้แต่องค์เดียวเมื่อ 1 ปีก่อน ฮองเฮาก็จากเขาไปด้วยโรคร้าย “ตอนนี้กระหม่อมได้ฤกษ์งามยามดีที่จะมีพิธีอภิเษกระหว่างองค์รัชทายาทกับองค์หญิงแคว้นเป่ยเฟิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “บอกหลานของข้าให้เตรียมตัวให้พร้อม” ฝ่าบาทไม่มีทายาทเลยสักคนทำให้ หวางหลานซวน หลานชายคนโตขึ้นมารับตำแหน่งองค์รัชทายาทแทนซึ่ง หลานซวนเป็นโอรสของชินอ๋อง หวางไห่เถิง น้องชายของฝ่าบาท “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเตรียมการให้ดีที่สุด” กงกงจึงทูลลาฝ่าบาท นานมากแล้วที่ฝ่าบาทไม่ได้ยินข่าวคราวของนางเลยเผ่าที่นางบอกกับหาไม่เจอไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นชนเผ่า เฟิงอวิ๋น ทำให้ฝ่าบาทต้องล้มเลิกในการตามหานาง เผ่าเฟิงอวิ๋น เป็นชนเผ่าที่อยู่ทางทิศใต้ของแคว้นหวางป๋อที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำและสัตว์นานาชนิดเพราะอยู่ท่ามกลางหุบเขาแต่ไม่มีใครสามารถเข้ามาได้เพราะต้องผ่านอาคมม่านหมอกหนา ที่ชนเผ่าร่ายคาถาขึ้นมาเพื่อป้องกันภัย “เฟิ่งหวงเจ้าไม่รอข้าเลย” เสียงเด็กน้อยร้องดังขึ้นเพราะวิ่งไล่ตามผู้เป็นพี่ไม่ทันจึงร้องไห้งอแงเพราะเหนื่อยจากการวิ่ง “อะไรเด็กน้อยแค่นี้เจ้าก็งอแงแล้วจะเป็นเจ้าป่าได้ยังไง” “ท่านต่างหากที่ต้องขึ้นเป็นเจ้าป่า” อาเจิงเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขานั้นเอง “หวงเอ๋อร์ มากินข้าวก่อน” เสียงของท่านแม่ทำให้ทั้งสองรีบวิ่งกลับไปยังกระโจมขนาดใหญ่ที่บ่งบอกว่าเป็นที่รวมตัวของชาวบ้าน “ท่านแม่” “นั่งกินข้าวกันก่อนเถิด” หลี่เจ๋อหรานมองใบหน้าของลูกชายเพียงคนเดียวที่ใบหน้าเหมือนกับผู้เป็นพ่อไม่มีผิดหากใครได้เห็นก็จะรู้ได้ทันทีว่าทั้งสองเป็นอะไรกัน 21 ปีที่นางเลี้ยงลูกมาคนเดียวด้วยความลำบากและปกปิดฐานะที่แท้จริงของลูกชายเอาไว้เพราะหากเขาคนนั้นรู้เข้านางจะไม่เหลืออะไร เฟิ่งหวง ทั้งเฉลียวฉลาดและเรียนเก่งมีไหวพริบจนนางภูมิใจไม่น้อยที่เก่งกาจเหมือนคนเป็นพ่อ ลูกชายนางเคยถามว่าพ่อเป็นใครเมื่อเห็นว่านางแอบมาร้องไห้ทุกครั้งจึงหยุดถาม เจ๋อหรานหยิบสร้อยประจำตระกูลขึ้นมาซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่บ่งบอกว่าลูกของนางเป็นใคร นางเจ็บปวดเพราะความรักจึงไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนาง “ท่านแม่ ข้าจะไปดูสัตว์ป่าแถวตีนเขาอาจจะกลับค่ำ” “เจ้าต้องระวังตัวให้นะลูกรัก” “ขอรับท่านแม่” เฟิ่งหวงรีบออกเดินทางซึ่งป่าแถบนี้เขารู้ทางหมดรวมถึงทางเข้าออกของชนเผ่าซึ่งนานๆ ครั้งเขาถึงจะออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก แต่ต้องใช้ผ้าปิดใบหน้าไว้เพราะคือคำสั่งของมารดา “อีกไม่นานลูกชายของเจ้าก็จะได้พานพบแล้วเจ้าทำใจไว้บ้างเสียเถิด” หลี่เจี้ยนกั๋ว มองดูหลานชายที่เดินออกไปไกลๆ จนพ้นเขตหมูบ้านไป สตรีนางนั้นจะทำให้ชีวิตของเฟิ่งหวงเปลี่ยนไปอีกไม่นานการครองราชย์ก็จะถูกเปลี่ยนมือและเพิ่งหวงเองที่เป็นคนสำคัญในครั้งนี้ เขารับรู้ได้ แคว้นหวางป๋อขึ้นอยู่กับ เฟิ่งหวง “องค์หญิงอย่าชะโงกหน้าออกไปเพคะ” นางกำนัลรับใช้ห้ามองค์หญิงทันทีเพราะกลัวจะได้รับอันตราย “ข้าไม่เป็นอะไรหรอก” องค์หญิงจางไป๋หลาน แห่งแคว้นเป่ยเฟิงที่ต้องเดินทางมาเข้าพิธีอภิเษกเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับแคว้นหวางป๋อซึ่งตอนนี้เดินทางมาจะครบเจ็ดวันแล้ว “ฆ่าพวกมันทิ้งให้หมดรวมถึงองค์หญิงด้วย” เสียงคนร้ายดังขึ้นมาจากข้างนอกและเสียงฟันดาบเหล่าทหารต่างพากันปกป้ององค์หญิงอย่างสุดความสามารถ “ว้ายยย” “องค์หญิงทรงหนีไปพ่ะย่ะค่ะพวกเราถูกโจมตีแล้ว” “องค์หญิงทรงหนีไปเพคะ” นางกำนัลถูกมีดแทงเข้าที่กลางอกจนล้มตัวลงไปกองที่พื้นเหล่าทหารต่างพากันสู้จนลมหายใจสุดท้ายเมื่อตั้งสติได้นางจึงรีบวิ่งหนีเข้าป่าไป “ตามนางไปและฆ่านางทิ้งซะ หากเราฆ่านางไม่ได้เราจะตายเอง” คนร้ายเอ่ยขึ้นเพราะพวกเขาได้รับเงินว่าจ้างมาแล้วหากทำไม่สำเร็จพวกเขาจะถูกฆ่าเสียเอง ไป๋หลานวิ่งหนีมาสุดกำลังจนมาหยุดที่หน้าผาสูงชันซึ่งไม่มีทางให้ไปต่อแล้วจะวิ่งกลับไปคนร้ายก็มาล้อมตัวนางไว้มีสองทางคือยืนรอความตายกับกระโดดลงหน้าผาไป เป็นตายเท่ากัน “หมดหนทางหนีแล้วองค์หญิง” “พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นใคร” คนที่จ้างคนร้ายมาต้องรู้จักนางอย่างถ่องแท้เพราะการเดินมาครั้งนี้ไม่มีผู้ใดทราบมีเพียงท่านพ่อของนางกับฮ่องเต้แห่งแคว้นหวางป๋อ “ท่านอย่าถามอะไรมากเลย” “พวกเจ้าต้องการเงินทองเท่าไรข้าจะให้” “พวกข้าคงปล่อยท่านไปไม่ได้จริงๆ ฆ่านาง!” สิ้นเสียงตะโกนเหล่าคนร้ายต่างพากันชักดาบขึ้นมาเพื่อเตรียมเข้าจู่โจมนาง นางไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าตายอย่างน่าสงสาร ไป๋หลานหันหลังและวิ่งกระโดดลงหน้าผาสูงชันที่เบื้องล่างคือแม่น้ำอันหนาวเหน็บซึ่งช่วงนี้อากาศหนาวเย็นนางรู้ชะตาของตัวเองดีว่าคงไม่มีชีวิตรอดกลับไป “ตามหาศพนางในเจอ!” ร่างบางกระทบกับผิวน้ำอย่างแรงจนร่างจมลงไปใต้ผืนน้ำทำให้หัวกระแทกกับโขดหินขนาดใหญ่ จนสติเลือนรางและดับไปในที่สุด ‘ข้าลาก่อนท่านพ่อชาตินี้ลูกไร้วาสนาตอบแทนคุณ’ เฟิ่งหวงเดินเข้ามาใกล้แม่น้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาตอนนี้เป็นยามเซิน (15.00-16.59 น.) ซึ่งพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วแต่สายตามองไปเห็นผ้าที่ติดโขดหินอยู่ “เจ้าเป็นใคร!” เฟิ่งหวงเห็นร่างไร้สติจึงจับพลิกตัวให้มาเผชิญหน้ากัน ดวงตาจ้องมองนางผู้นั้นราวกับต้องมนต์สะกดเพราะนางสวยราวกับเทพธิดาผิวขาวราวกับปุยนุ่น ถึงแม้จะมีเลือดอาบที่ใบหน้าก็ตามเฟิ่งหวงใช้นิ้วตรวจดูชีพจรปรากฏว่านางยังไม่ตาย “ท่านแม่สอนเสมอยามใครลำบากให้ช่วยเหลือนั่นคือวิถีของชนเผ่า” เฟิ่งหวงอุ้มนางกลับไปที่ชนเผ่าเพื่อให้ท่านแม่ช่วยเหลือนาง “หวงเอ๋อร์นั่นเจ้าพาใครมา” เจ๋อหรานตกใจที่เห็นลูกชายอุ้มหญิงสาวเข้าตัวเนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยน้ำ “ท่านแม่ช่วยนางก่อน” “อี้หรานเจ้านำเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้นางลูกออกไปก่อน” อี้หรานเปลี่ยนชุดให้นางและเจ๋อหรานที่เป็นคนทำแผลที่ศีรษะให้นาง ช่างน่าสงสารยิ่งนักไม่รู้ว่าไปโดนอะไรมา “เสื้อผ้าของนางเหมือนกับ...” “เหมือนกับผ้าของราชวงศ์ที่มีสัญลักษณ์อยู่บนลายผ้า หวงเอ๋อร์กำลังหาภัยร้ายให้ตัวเอง” “เหมือนกับที่พี่หญิงเคยเจอมาก่อน” อี๋หร๋านมองอดีตพระสนมที่นางเคยดูแลบัดนี้นางได้แต่งงานมีครอบครัวกับคนเผ่าอวิ๋น เจ๋อหรานให้นางเรียกนางท่านพี่ “รอนางฟื้นขึ้นมาก่อนเถอะคอยส่งนางกลับบ้าน” “ท่านแม่นางเป็นอย่างไรบ้าง” เฟิ่งหวงที่เห็นท่านแม่เดินออกมาจึงถามไถ่อาการนางผู้นั้น อาการเป็นห่วงฉายชัดออกมาจากแววตาของเฟิ่งหวง “หวงเอ๋อร์ เจ้าไปเจอนางที่ใดมา” “ข้าไปเจอที่แม่น้ำขอรับท่านแม่เหมือนจะโดนทำร้ายมา” เจ๋อหรานมองลูกชายหรือสิ่งนี้คือสิ่งที่เฟิ่งหวงต้องพบเจอเช่นเดียวกับนางสตรีนางนั้นต้องไม่ใช่คนธรรมดา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD