การถูกคนตัวเล็กแผลงฤทธิ์ใส่ตั้งแต่วันที่ไปสนามบิน ทำให้กันภัยขยาดและเลี่ยงที่จะไปไหนมาไหนกับเธออีก หากวันไหนไม่มีเรียน บอดีการ์ดหนุ่มมักจะไปขลุกตัวอยู่ที่โกดังแถวท่าเรือหรือไม่ก็โรงฝึก เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจอกับคุณหนูที่อยู่ติดบ้านเนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมรอเข้ามหาวิทยาลัย
วันนี้ก็เช่นกัน บอดีการ์ดหนุ่มหมดเวลาไปกับการฝึกซ้อมยิงปืนและทดลองใช้อาวุธใหม่ๆ ในการต่อสู้ ตั้งแต่ออสโลตัดสินใจสืบทอดการรับใช้ตระกูลรูซโซเช่นเดียวกับนายใหญ่ การถูกทดสอบด้วยมาเฟียรุ่นเดียวกันก็ตามมา
โดยเฉพาะคนเข้าวงการก่อนใครเพื่อนอย่างไข่หวาน
กันภัยเรียนรู้การเป็นลูกน้องคู่ใจของเจ้านายมาจากดีนส์ บอดีการ์ดที่เป็นเพื่อนของเซนตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งงานผู้ช่วยในงานบริหารโรงแรม รวมถึงคอนเนคชันข่าวกรองคุณภาพที่มีความแม่นยำสูง
หลังจากพักเหนื่อยและอาบน้ำชำระคราบเหงื่อออก คนตัวสูงก็มานั่งขลุกตัวใช้สมาธิกับเอกสารภายในห้องทำงานของโกดังต่อ เขาทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้กลับบ้านตอนเย็นในเวลาที่คนอื่นๆ กลับถึงบ้านเช่นเดียวกัน
ยังไม่ทันที่จะได้จัดการงานแฟ้มแรกเสร็จดี เสียงดังเอะอะจากด้านนอกก็ดึงความสนใจของกันภัยให้ละสายตาขึ้นมาจากงานตรงหน้า
แกร๊ก~
“อ้าว! วันนี้อยู่คนเดียวเหรอ? ^^” ร่างระหงของมาเฟียสาวในชุดเดรสสีดำสวมทับด้วยแจ็กเก็ตหนังสีเดียวกันเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม
ไข่หวานนั่งไขว่ห้างอวดเรียวขา ไม่สนว่ารอยผ่าลึกของเดรสจะทำให้เห็นต้นขาขาวโผล่ออกมา เพราะรู้ดีว่าลูกน้องของมาเฟียคนนี้ไม่ใช่พวกถ้ำมอง
“นายติดพรีเซนต์งานที่คณะครับ วันนี้คงไม่เข้ามาแล้ว...คุณไข่หวานควรจะเคาะประตูก่อนเข้ามานะครับ เพราะยังไงมันก็เป็นห้องส่วนตัวของผมกับนาย” น้ำเสียงราบเรียบเปรยออกมาเชิงตำหนิที่เธอถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาโดยไม่บอกไม่กล่าว
หากไม่ได้ยินเสียงแหลมๆ เป็นเอกลักษณ์ดังเข้ามาก่อนตัว เขาคงส่องปืนไปทางประตูเก็บพวกชอบบุกรุกถิ่นคนอื่นเรียบร้อยแล้ว
“ทำไม กลัวฉันเห็นรหัสเซฟ?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเชิงตั้งคำถาม
กันภัยจับสังเกตได้ ว่าชั่วครู่หนึ่งสายตาเฉี่ยวคมของมาเฟียสาวตรงหน้ามองผ่านหลังเขาไปยังตู้เซฟจริงๆ
เขาถูกทั้งดีนส์และออสโลเตือนเรื่องให้ระวังไข่หวาน เธอเป็นพวกอยากรู้อยากเห็นสมบัติที่อยู่ในตู้เซฟบ้านคนอื่น
“มารยาทครับ” เขากล่าวอีกครั้งด้วยน้ำเสียงติดจริงจัง
“ปากร้ายมากนะกันภัย” เจ้าของร่างบางชักสีหน้ากับการถูกบอดีการ์ดของออสโลหลอกด่าซึ่งหน้า
“คราวก่อนกล้องวงจรปิดจับได้ว่าคุณไข่หวานพยายามงัดตู้เซฟในห้องนี้ ผมขอเตือนว่าอย่าทำอีก เพราะตอนนี้เราเปลี่ยนเซฟตัวใหม่ หากใส่รหัสผ่านผิดสามครั้งมันจะปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช็อตเข้าที่ปลายนิ้วทันที”
“กะ ก็แค่อยากรู้ว่ารหัสผ่านของตู้คืออะไร” ดวงตาสีเข้มกลอกขึ้นเพดานอย่างคนใช้ความคิดเอาตัวรอด “ช่างมันเถอะ ฉันไม่ได้สนใจตู้เซฟนั่นแล้ว”
“แล้วมาทำอะไรที่นี่ครับ วันนี้ไม่มีการประชุมและผมได้ข่าวว่าคุณไข่หวานไปญี่ปุ่น”
“ก็ไป...แต่มีเรื่องนิดหน่อยเลยหนีมาตั้งหลัก เดี๋ยวอาทิตย์หน้าก็กลับแล้ว”
สีหน้าของคนตัวเล็กบ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์เมื่อพูดถึงเรื่องไปญี่ปุ่น แต่ถึงอย่างนั้นบอดีการ์ดหนุ่มก็เลือกที่จะถามต่อ
“หนี? จากใครครับ”
“มารยาท”
“=_=“ เขาถึงกับไปต่อไม่ถูกเมื่อเจอคำพูดของตนเองย้อนกลับ “แล้วมากับใครครับวินซ์กับวิคเตอร์?”
“วินซ์คนเดียว วิคเตอร์ฉันให้ประจำอยู่ที่ญี่ปุ่นคอยสังเกตการณ์”
“ครับ ถ้าไม่มีธุระสำคัญ ตอนออกไปช่วยล็อกประตูให้ด้วย” เขาออกปากไล่เธอกลายๆ
เสียงแหลมๆ กับนิสัยยุ่มย่ามเอาแต่ใจของไข่หวานทำให้เขานึกถึงใครบางคนที่กำลังนอนอยู่ที่บ้าน
“ฉันแค่แวะมาฝากให้เอาของขวัญวันเข้ามหาลัยไปให้ยัยซิดนีย์”
ชื่อของคนที่เพิ่งนึกถึงถูกเอ่ยออกมา สายตาคมกริบมองกล่องกำมะหยี่สีดำบนโต๊ะเพียงเล็กน้อย ไม่ได้สนใจจะหยิบขึ้นมาดูหรือรับไปเก็บ
“คุณไข่หวานแวะเอาไปให้คุณหนูที่บ้านเลยน่าจะไวกว่า ไม่จำเป็นต้องผ่านผม”
“เป็นบอดีการ์ด แค่จะฝากของไปให้เจ้านายมันจะตายหรือไงกันภัย”
“เปล่าครับ ผมแค่มองว่ามันทางอ้อมไปหน่อย”
“บางทีชีวิตฉันก็อยากเดินทางอ้อมบ้าง ทำไม? นายมีอะไรกับน้องสาวฉันหรือเปล่า?” ไข่หวานแทนตัวของซิดนีย์ว่าเป็นน้องสาวอย่างเป็นกันเอง
จะเรียกเช่นนั้นก็คงไม่ผิด เพราะทั้งซิดนีย์และมิรินต่างก็เคยเป็นเด็กในสังกัดของเธอตั้งแต่สมัยเรียน สามคนนี้จึงมีนิสัยบางอย่างร่วมกันตั้งแต่เด็ก
ความเอาแต่ใจและชอบบงการคนอื่น...
“ไม่มีครับ ถ้าคุณไข่หวานยังไม่อยากออกไป ผมขอตัวก่อน” ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้และเก็บกล่องของขวัญใส่กระเป๋าเสื้อสูทในอก แต่ไข่หวานกลับลุกขึ้นมาขวางทางเอาไว้ “มีอะไรอีกครับ -_-”
ดวงตาสีเข้มหลุบมองมาเฟียสาวที่ตัวเล็กกว่าตนเอง ไข่หวานสูงกว่าซิดนีย์เล็กน้อย แต่นั่นเป็นเพราะเธอมักจะสวมรองเท้าส้นแหลมอยู่ตลอดเวลา
“ของฝากยังให้ไม่หมด” ริมฝีปากแต้มลิปสติกสีเข้มจุมพิตลงบนสันกรามสากแผ่วเบา ก่อนที่มาเฟียสาวจะผละออก “ฝากหอมแก้มทักทายน้องสาวฉันด้วย”
รอยยิ้มร้ายพรายออกมาหลังจากจบประโยค คนเพิ่งถูกหอมแก้มใช้นิ้วโป้งปาดคราบลิปสติกออกจากใบหน้าตนเองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ขอไม่รับฝากครับ”
“งั้นก็ฝากไปบอกว่า เข้ามหาลัยให้รีบหาแฟน เรียนจบแล้วมันจะหายาก” เธอยังยียวนต่ออย่างมีเป้าหมาย
ซึ่งกันภัยเข้าใจดีว่าไข่หวานต้องการอะไร
“นายใหญ่ได้ยินประโยคเมื่อกี้คงไม่ชอบใจเท่าไหร่”
“ก็อย่าให้อาเซนได้ยินสิ! อย่าให้ฉันรู้ว่าเก็บน้องฉันไว้กินคนเดียว” เธอหรี่ตาคล้ายกับว่ากำลังหาช่องทางจับผิดความรู้สึกของเขา
ในขณะที่คนถูกมองได้แต่ถอนหายใจด้วยความรำคาญ
“ผมไม่ได้คิดแบบนั้นกับคุณหนู”
“งั้นก็ไปบอกอย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ” มือบางยกมือผลักอกเขาอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะเป็นฝ่ายบิดตัวเดินนำออกจากห้องทำงานไป
✦✦✦
กันภัยกลับถึงคฤหาสน์เร็วกว่าทุกวัน ตอนที่เขาจอดรถไม่เห็นทั้งรถของนายใหญ่ นายหญิงและรถเจ้านาย นั่นหมายถึงหากไม่นับบรรดาแม่บ้านที่มักจะนั่งกันที่สวนด้านหลังคฤหาสน์ ในตอนนี้มีเพียงเขาและคุณหนูเท่านั้น
ก๊อกๆๆ
หลังมือหนาเคาะประตูหน้าห้องนอนฝั่งตะวันออกสามครั้งและหยิบกล่องของขวัญของไข่หวานขึ้นมาถือรอ แต่ยืนอยู่หน้าห้องครู่ใหญ่ ประตูก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีคนมาเปิดให้
นับตั้งแต่ไม่มีเพื่อนสนิทอย่างมิรินเป็นคู่หู ลูกสาวคนเล็กของบ้านมักจะขลุกตัวใช้เวลาช่วงปิดเทอมเล่นเกมหรือไม่ก็ดูหนัง ยกเว้นแต่ว่าจะมีลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็นญาติทางฝั่งแม่มาชวนออกไปชอปปิงข้างนอก
แต่ตอนเขามาถึง ก็ไม่เห็นว่ารถคันอื่นถูกเอาออกไปใช้
ก๊อกๆๆ
บอดีการ์ดหนุ่มจึงเคาะประตูห้องอีกครั้ง เขาอยากรีบส่งมันให้เธอจะได้ไม่ต้องหาเรื่องมาที่ห้องฝั่งตะวันออกบ่อยๆ
แกร๊ก~
“พี่กันเหรอ...” ประตูห้องนอนแง้มออกเล็กน้อยในตอนแรก ก่อนจะค่อยๆ เปิดอ้ามากขึ้นเมื่อเห็นว่าคนที่มาเป็นเขา “ซิดนีย์หลับ”
ผมเผ้าของคนตัวเล็กชี้โด่ชี้เด่เป็นหลักฐาน ใบหน้าเล็กซีดเซียวเล็กน้อยจนเขาอดที่จะถามอาการไม่ได้
“ไม่สบายหรือเปล่าครับ?”
“เปล่า ซิดนีย์เล่นเกมดึก” พูดจบก็หาวหนึ่งครั้งออกมา “วันนี้กลับเร็วจัง”
“คุณไข่หวานฝากของขวัญแสดงความยินดีที่เข้ามหาวิทยาลัยมาครับ” กล่องกำมะหยี่สีดำถูกยื่นให้คนตัวเล็กตรงหน้า
ซึ่งซิดนีย์ก็รีบรับมันมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว อาการง่วงงุนเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้ยินชื่อพี่สาวสุดที่รัก ดวงตากลมของเธอเป็นประกาย เมื่อเห็นว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องคือสร้อยคอทองคำขาวจี้เพชรเม็ดกลมเด่นอยู่ตรงกลาง
“เจ๊ไข่เนี่ยรู้ใจจริงๆ พี่กันใส่ให้หน่อยสิ” เธอยื่นมันให้เขาถือ ก่อนจะเป็นฝ่ายหมุนตัวหันหลังให้เอง
เรือนผมยาวสีเข้มถูกเจ้าของรวบไปกองรวมกันที่ฝั่งซ้าย ความร้อนของร่างกายจากคนที่เพิ่งตื่นนอนทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังได้กลิ่นหอมจางๆ มาจากคนที่ตัวเล็กกว่า
โลหะเย็นกระทบเข้ากับลำคอสวย กันภัยใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงเกี่ยวตะขอติดให้เจ้านายตัวน้อยสำเร็จ ซิดนีย์รีบหมุนตัวกลับมาอวดสร้อยบนคอกับเขาทันที รอยยิ้มสดใสคลี่ออกมาอย่างที่เป็นบ่อยๆ เวลาได้ของใหม่ต้องรีบใส่อวดทุกคนในบ้าน
“สวยไหม? เข้ากับซิดนีย์หรือเปล่า?” เธอถามเรียกความมั่นใจออกมาเป็นชุด ใช้มือแตะตัวจี้พร้อมระบายยิ้มพึงพอใจออกมาอย่างไม่ปกปิด
“สวยครับ คุณไข่หวานเลือกเครื่องประดับเก่งมาก”
“เจ๊ไข่ฝากของมาแค่นี้ใช่ไหมคะ?”
คำถามจากคนตัวเล็กทำให้เขาชะงัก เผลอคิดถึงคำพูดไร้สาระของมาเฟียสาวในตอนที่เจอกันที่โกดัง
‘ฝากหอมแก้มทักทายน้องสาวฉันด้วย’
“ไม่มีครับ” เขาปฏิเสธด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทำไมถึงถามแบบนั้น?”
ชายหนุ่มถามกลับด้วยน้ำเสียงหวาดระแวง กลัวว่าคำพูดพิลึกของไข่หวานที่โกดังเกิดจากการรวมหัวกันกับคนตรงหน้าวางแผนทำเรื่องพิเรนทร์กับเขา
“ซิดนีย์ฝากให้ดูเครื่องสำอางแบรนด์ญี่ปุ่น สงสัยจะไม่ได้ซื้อมา” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาเป็นปกติ แววตาก็สื่อว่าคนตัวเล็กหมายถึงเรื่องนั้นจริงๆ “ถ้าไม่มีอะไรแล้วซิดนีย์ไปนอนต่อนะ”
เธอปิดประตูห้องนอนลงแต่ยังไม่ยอมเดินออกจากตรงนั้น ร่างบางยืนส่องตาแมวกระทั่งมั่นใจว่าเขาเดินออกห่างจากหน้าห้อง จึงรีบวิ่งกลับมาเปิดสปีกเกอร์โฟนคุยกับคนปลายสายต่อ
“เจ๊ไข่อะ! พี่กันไม่เห็นจุ๊บซิดนีย์เลย” คนตัวเล็กนอนแผ่บนเตียงบ่นกระฟัดกระเฟียดกับรุ่นพี่สาวด้วยความหงุดหงิด “ซิดนีย์อุตส่าห์ยอมให้จุ๊บพี่กัน”
(ฉันถึงบอกแกไงว่าวิธีแกมันไม่ได้ผล กันมันไม่ใช่หมานะที่จะสั่งหนึ่งได้หนึ่ง)
“แล้วทำไงถึงจะสั่งหนึ่งได้หนึ่งอะ”
(แกเลิกชอบมันดีไหม? วิ่งตามมันตั้งแต่นมยังไม่มีจนตอนนี้ใหญ่กว่าของฉันแล้ว ฉันท้อแทน)
“ถ้าเลิกชอบมันง่ายขนาดนั้น ยัยมิรินคงไม่ร้องไห้หนีไปฝรั่งเศสหรอก”
(แกว่าน้องฉันเหรอ? ฉันจะเลิกช่วยแก ไม่ต้องโทรมางอแงใส่อีกนะ -_-^)
“ฮือ~ เจ๊อะ!” คนอายุน้อยกว่างอแงใส่รุ่นพี่สาวจนได้ยินปลายสายถอนหายใจออกมา
ไข่หวานเงียบไปชั่วครู่อย่างใช้ความคิด ก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างที่ทำเอาคนฟังนิ่งเงียบ
(ถ้าแค่บอกว่าชอบแล้วมันไม่เอา ก็ได้กันไปให้มันจบๆ)
“แล้วต้องทำไงถึงจะได้กัน ตอนนี้เข้าห้องพี่กันแบบเมื่อก่อนก็ทำไม่ได้แล้ว”
(ใจคอแกจะได้กันในบ้านอาเซนเลยหรือไง -_-^ ขืนเป็นแบบนั้นไอ้กันมันได้ตายคาตีนพ่อแกสิ)
คนได้ฟังถอนหายใจ ตั้งแต่เกิดมาคนอย่างซิดนีย์ไม่เคยต้องง้อใคร แต่กับกันภัยเธอเดินตามเขาตั้งแต่วันแรกที่อีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในบ้าน ความชอบแบบเด็กๆ ในตอนแรกพัฒนาเป็นความรักที่ไม่คิดจะยกอีกฝ่ายให้ใคร
(รอไปก่อน ฉันได้ยินจากออสโลว่ากำลังจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกกัน แต่ไม่รู้ตอนไหน)
“เอางั้นก็ได้ เจ๊อย่าทิ้งซิดนีย์นะ”
(เออไม่ทิ้ง แค่นี้นะ ฉันต้องทำงาน)
คนตัวเล็กวางโทรศัพท์ลงบนที่นอนก่อนจะครุ่นคิดถึงวิธีการต่างๆ นานาในหัว สุดท้ายทั้งหมดที่คิดได้ก็ถูกล้มเลิกไปเพราะติดที่ว่ากลัวถูกบิดาจับได้และทำร้ายอีกฝ่าย
ทำไมพี่กันไม่ยอมเป็นของเธอให้มันจบๆ
ซิดนีย์ปวดหัว!!
•─✦❅✦─•