หลายสัปดาห์ต่อมา
เจ้าของร่างบางเดินนวยนาดเข้ามาในคฤหาสน์ โดยมีบอดีการ์ดลากกระเป๋าเดินทางตามหลังมาติดๆ ซิดนีย์กลับจากญี่ปุ่นในช่วงเย็นทันมื้อค่ำอย่างที่รับปากปะป๊ากับหม่ามี้เอาไว้ ของฝากของคนสำคัญเธอถือเข้าบ้านด้วยมือตนเอง ที่เหลือจึงเป็นหน้าที่ของบอดีการ์ดและสาวใช้
“ปะป๊ากับหม่ามี้อยู่ไหนคะพี่นุช” ซิดนีย์หันไปถามสาวใช้ในบ้าน เมื่อเห็นว่าวันนี้บ้านเงียบกว่าทุกครั้ง ทั้งที่ตอนเธอเดินเข้ามาเห็นว่ารถจอดอยู่ครบทุกคัน
“คุณท่านกับนายหญิงปลอบคุณออสโลอยู่ที่สระน้ำข้างบ้านค่ะ คุณออสโลกลับมานั่งซึมเกือบสัปดาห์แล้วตั้งแต่กลับมาอยู่บ้าน”
คิ้วเรียวเลิกขึ้นกับคำพูดประหลาดที่ได้ยิน
พี่ชายเธอกลับมาอยู่บ้าน?
แถมคนแบบนั้นน่ะนะ เศร้าเป็น
เหอะ! การแสดงของออสโลคงหลอกได้แค่ปะป๊ากับหม่ามี้และแมวเท่านั้นแหละ ซิดนีย์ไม่เชื่อหรอกว่าคนนิสัยเย็นชาแบบนั้นจะทุกข์ร้อนได้
“แล้วพี่กันกลับมาไหม?” เธอไม่สนใจอาการพี่ชายแม้แต่น้อย เลือกที่จะเอ่ยถึงคนสำคัญอีกคนของบ้านที่ผันตัวไปเป็นบอดีการ์ดคู่หูกับพี่ชายตนเองแทน
“คุณกันไม่ได้กลับมาค่ะ ได้ยินจากคุณออสโลว่าจะกลับจากสิงคโปร์ช่วงวันเกิดคุณท่านพอดี”
นั่นเท่ากับว่าอีกหนึ่งสัปดาห์... โชคดีจริงๆ ที่เธอกลับมาก่อน จะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอ่อยเหยื่อ
“อืม พี่นุชเอากระเป๋าซิดนีย์ไปเก็บเถอะค่ะ มีของฝากจากญี่ปุ่นอยู่ในถุงสีส้ม แบ่งกับพี่แจ๋นคนละชิ้นนะคะ”
ลูกสาวมาเฟียเดินผ่านสาวใช้ไปยังสระว่ายน้ำข้างบ้าน เธอเองก็อยากเห็นอาการของพี่ชายว่ามาไม้ไหน และเผื่อจะมีช่องทางอะไรให้เธอใช้เป็นเครื่องมือในการคุยกับบิดาเรื่องขอออกไปอยู่ข้างนอกได้บ้าง
“ปะป๊าขา หม่ามี้ขา ซิดนีย์กลับมาแล้วค่ะ” ลูกสาวคนเล็กปรายตามองพี่ชายที่อยู่ในอาการเซื่องซึมเล็กน้อย หันไปหอมแก้มบุพการีคนละฟอดแทนความคิดถึง “มีของฝากจากญี่ปุ่นด้วยนะคะ ของหม่ามี้เป็นครีมขัดผิวน้ำแร่ ของปะป๊าเป็นตุ๊กตาฉลามกับหมวก น่ารักมาก”
“ป๊าโตแล้วนะซิดนีย์” บิดาแสร้งดุลูกสาวที่ซื้อของน่ารักมาเป็นของฝากมาเฟียใหญ่อย่างตนเอง
“ซิดนีย์คีบเองกับมือเลยน้า~” ใบหน้าสวยได้แม่แสดงอาการบึ้งตึง เมื่อบิดาทำท่าจะไม่รับของที่เธอซื้อให้
“ป๊าเขาพูดไปงั้นแหละ ดูตาสิ...เป็นประกายขนาดนั้น” คนเป็นภรรยาเฉลยออกมาพร้อมกับหัวเราะ
ทั้งครอบครัวรู้ดีว่าผู้นำของตระกูลชื่นชอบเจ้าปลาฟันแหลมนี่ขนาดไหน
“แล้วลูกไม่ได้ซื้อของมาให้พี่โลเหรอคะ พี่เขาน้อยใจแย่” มือเรียวของมารดาลูบศีรษะทุยของมาเฟียที่เอาแต่ทำหน้าตาหงอยเหงา
คนตัวเล็กจึงอดถามสาเหตุของอาการไม่ได้
“พี่โลเป็นไรอะ กาสิโนที่สิงคโปร์เจ๊งเหรอ?”
คำถามของสาวน้อยทำเอาทั้งบิดาและพี่ชายหันขวับมามอง เมื่อรู้ตัวว่าการพูดแซวพี่ชายกระทบความรู้สึกบิดา ลูกสาวมาเฟียจึงยกมือไหว้ย่อบิดาหนึ่งที
“ขอโทษค่ะ ซิดนีย์ปากไวไปหน่อย แหะ~” ซิดนีย์เปลี่ยนเรื่องคุยด้วยการหยิบของฝากจากถุงกระดาษออกมาวางบนโต๊ะ “พี่โลน่าจะชอบนะคะ”
แต่ทันทีที่ออสโลเห็นมัน เขาก็แทบกระโจนเข้ามาบีบคอเล็กของยัยตัวแสบ โชคดีที่มีมือพ่อกันร่างหนาเอาไว้ เธอจึงรีบวิ่งปรู๊ดไปยืนอีกฝั่งของโต๊ะ
“ซิดนีย์ลืมไปว่าพี่โลไม่ชอบมิริน งั้นเอาไปเก็บในครัวดีกว่า”
มือเรียวรีบคว้าขวดมิรินบนโต๊ะวิ่งหนีเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว เธอแวะซื้อมันจากซูเปอร์ใกล้บ้านตั้งใจจะเอาไปเหน็บแนมพี่ชายที่เพนท์เฮาส์ตอนแวะไปหากันภัยอีกครั้ง ไม่คิดว่าจะได้รีบใช้เร็วขนาดนี้
“ว้าย!!” ลูกสาวมาเฟียยกมือทาบอกด้วยความตกใจ หลังจากหมุนตัวจะเดินออกจากครัวและพบว่าพี่ชายยืนกอดอกตาขวางอยู่
“หะ ห้ามตีซิดนีย์นะ แค่ล้อเล่น” มุกนี้เธอกับไข่หวานช่วยกันคิด แต่ลืมไปว่าหากถูกออสโลเอาคืนจะมีแค่เธอที่โดน
“พี่ไม่ได้จะทำอะไร” น้ำเสียงอ่อนโยนของพี่ชายที่ไม่ค่อยได้สัมผัสทำให้น้องสาวตัวน้อยชะงัก
มาไม้ไหน...
“ละ แล้วมีอะไร ซิดนีย์อยากไปอาบน้ำ”
มาเฟียหนุ่มย่างสามขุมเข้ามาใกล้น้องสาว ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและเอ่ยถามในสิ่งที่ทำให้เธองุนงงยิ่งกว่าเดิม
“ได้คุยกับมิรินบ้างไหม?”
“ก็...คุยนะ แต่ส่วนใหญ่ทิ้งข้อความไว้ ไม่ค่อยได้วิดีโอคอลกันหรอก” ซิดนีย์ตอบคำถามของพี่ชายออกไปตามตรง
เพราะไทม์โซนของเธอกับเพื่อนสนิทไม่ตรงกัน ในช่วงที่เธอกำลังจะเข้านอน มิรินก็กำลังเรียนอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็รับรู้ความเป็นไปของอีกคนทุกอย่าง
“เขา...สบายดีไหม”
“อื้อ สบายดีนะ ทำไมเหรอ?”
“แค่อยากรู้”
“อยากรู้ก็แอดคอนแทกต์ยัยมิรินไปสิ” เพื่อนเธอซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่หลังจากไปเรียนที่นั่น และตัดสินใจเปลี่ยนช่องทางการติดต่อใหม่ทั้งหมดราวกับต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่
ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายกับบิดามีท่าทีสลดลงอย่างเห็นได้ชัด คนฉลาดอย่างเธอจึงหรี่ตาเผล่ยิ้มเมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
“อ๋อ ยัยมิรินไม่รับแอด ฮิๆ” เสียงหวานหัวเราะพี่ชายตนเองอย่างไร้ซึ่งความรู้สึกเห็นใจ “สมน้ำหน้า มาตาสว่างอะไรตอนนี้
“มันช้าไปเหรอ?”
“ไม่ช้าหรอกค่ะ แค่เกือบสี่ปีเอง” นับตั้งแต่วันที่มิรินไปเรียนต่อต่างประเทศ แถมยังเลือกประเทศที่คนในตระกูลปาลาดินีไม่สามารถตามไปหาได้
ยิ่งกว่าตอกตะปูปิดฝาโลงใส่กัน
“ไม่ประชดได้ไหม จะร้องไห้อะ...” เสียงทุ้มสั่นเครือบ่งบอกว่ารู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ
แต่นั่นแหละ เธอไม่เห็นใจเลยสักนิด
“ไม่เท่ากับที่มิรินที่ต้องเสียใจเพราะพี่หรอก อย่าคิดว่าซิดนีย์จะโอ๋นะต่อให้ตอนเด็กพี่โลเป็นคนกล่อมซิดนีย์นอนเปลก็ตาม” ร่างอรชรเดินเลี่ยงจะออกจากครัว แต่ต้องหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของพี่ชาย
ออสโลดูเสียใจมาก แต่เธอเองก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะเป็นแผนกสมน้ำหน้าให้สาสมกับความโง่ของพี่ชาย ในขณะเดียวกันภารกิจขอปะป๊าออกไปอยู่ข้างนอกก็สำคัญเช่นเดียวกัน
“ซิดนีย์มีรูปยัยมิรินตอนคริสต์มาส”
“ขอ!!” แน่นอนว่าออสโลโพล่งขึ้นเสียงดังทันที
“ขอฟรีได้ไงล่ะ”
“น้องอยากได้เท่าไหร่ พี่จะโอนให้เดี๋ยวนี้” มือข้างซ้ายที่เริ่มมีรอยสักของพี่ชายล้วงหยิบโทรศัพท์มาเปิดแอปพลิเคชันธนาคารรอ
“ซิดนีย์ไม่อยากได้เงิน”
“แล้วน้องอยากได้อะไร พี่จะซื้อให้” คนไม่เคยตามใจน้องสาวกลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายทันตา
ซิดนีย์อยากจะหัวเราะให้ดังถึงฝรั่งเศส คำว่าบักโบ้คือนิยามของพี่ชายตนเองตอนนี้
“ซิดนีย์อยากออกไปอยู่คอนโดแบบพี่โลกับพี่กันบ้าง” ความปรารถนาหนึ่งเดียวในตอนนี้ออกจากเจ้าของริมฝีปากอวบอิ่มอย่างไม่ปกปิด
“...”
“พี่โลพูดกับป๊าได้ใช่ไหม ซิดนีย์มีคลิปอวยพรปีใหม่จากยัยมิรินด้วยนะ” เธอเอาสิ่งที่พี่ชายปรารถนามาต่อรองอย่างเลือดเย็น
รู้ดีว่าพี่กับเสียใจ และความรู้สึกพังทลายเรื่องของเพื่อนสนิท
แต่ก็นั่นแหละ...
ออสโลทำตัวเอง เธอแค่ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ก็แค่นั้น ใครว่าซิดนีย์ใจร้ายจะตบเรียงตัวให้...
✦✦✦
ภายในห้องอาหารซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข วันนี้มีอาหารหลากหลายสัญชาติเพราะนานๆ ครั้งลูกชายและลูกสาวจะอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า
ซิดนีย์รับประทานอาหารทุกอย่างที่ปะป๊าเป็นคนตักให้ แตกต่างจากออสโลที่ยังมีอาหารเต็มจาน มาเฟียหนุ่มเอาแต่ยกแก้วไวน์ดื่มซ้ำๆ หลายต่อหลายแก้วในขณะที่ใช้สติครุ่นคิด
“ปะป๊าขา~” ซิดนีย์สบโอกาสในช่วงที่บิดากำลังอารมณ์ดีเอ่ยขอสิ่งที่ตนเองต้องการออกมา เพื่อให้ออสโลช่วยสานต่อ
“ลูกจะอ้อนเอาอะไรครับ?” เสียงทุ้มหัวเราะในลำคอดังกังวาน บ่งบอกว่ารู้ทันว่าเธอต้องอยากได้อะไรบางอย่าง
ร่างเล็กขยับลุกจากเก้าอี้ลงไปซบตักแกร่งของผู้เป็นพ่อ มาเฟียใหญ่จึงรีบยกจานอาหารและมีดส้มออกห่างจากตนเองเพราะกลัวว่าลูกสาวจะได้รับอันตราย
“ซิดนีย์ขอไปอยู่ที่คอนโดเดียวกับพี่โลได้ไหมคะ?”
สิ้นคำพูดของลูกสาวคนเล็ก บรรยากาศในห้องอาหารก็เงียบเชียบขึ้นทันตา แม้แต่พริมโรสเองก็วางมือจากอาหารที่รับประทานอยู่และยกแก้วน้ำมาดื่มสลับกับมองหน้าสามี
“ลูกไม่สบายใจที่จะอยู่ที่นี่?”
คำถามของพ่อทำเอาเธออ้าปากเหวอ แม้จะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นแต่น้ำตากลับรื้นขึ้นขอบตากับคำถามตรงไปตรงมาของท่าน
“มะ ไม่ใช่ค่ะ ฮึก ซะ ซิดนีย์แค่ขอออกไปหาที่เงียบๆ ทำรายงานชั่วคราว” เสียงเล็กๆ สั่นเครือด้วยความกังวลว่าจะไม่สามารถเหตุผลที่ดีพอมาซัปพอร์ตตนเองได้ “ซิดนีย์ต้องไปฝึกงานช่วงปีสาม หลังจากนั้นต้องใช้สมาธิทำรายงานส่งอาจารย์ด้วยค่ะ”
“อยู่บ้านลูกไม่มีสมาธิ?”
“คะ คือ ปะป๊าขา...”
“ผมเห็นด้วยกับน้องนะครับ ซิดนีย์ฝึกงานที่วีกรุปของอาเวย์ใช่ไหม?” ออสโลแสร้งถามเธอทั้งที่ทราบดีอยู่แล้ว
ซิดนีย์รีบพยักหน้าหงึกหงัก
“เพนท์เฮาส์ผมอยู่ใกล้กับวีกรุปมาก ให้น้องไปอยู่ห้องที่ว่างก็ได้ครับ”
“ป๊าไม่ได้มีปัญหาเรื่องลูกไปอยู่กับออสโล” เซนเน้นย้ำคำพูดของตนเองเสียงเข้ม “แต่ป๊าอยากทราบว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ลูกไม่มีสมาธิเวลาอยู่บ้านเรา”
คำพูดเป็นทางการของบิดาทำเอาร่างบางขนลุกชัน ใบหน้าเล็กก้มหน้างุดนึกหาข้ออ้างที่ทำให้ท่านไม่สามารถปฏิเสธได้
“คะ คือ ช่วงที่ซิดนีย์ตื่นมาอ่านหนังสือสอบกลางดึก ซิดนีย์ได้ยินเสียงบางอย่าง...” ลูกสาวคนเล็กเริ่มเล่าสิ่งที่เคยประสบให้บิดาฟังเสียงเบา “สะ เสียงมาจากห้องปะป๊ากับหม่ามี้...คือ...ดึกๆ”
“...”
“สะ เสียงเตียง สะ เสียง...”
“พะ พอแล้วค่ะ หม่ามี้เข้าใจแล้ว” เป็นพริมโรสที่ออกปากห้ามคำพูดของลูกสาว ก่อนที่มาเฟียใหญ่จะกระแอมไอและผินหน้าหนี “รับปากหม่ามี้ได้ไหมคะ ว่าจะกลับบ้านบ่อยๆ”
“ระ รับปากค่ะ!!”
“ถ้าป๊าโทรหา ซิดนีย์ต้องกดรับสายภายในหนึ่งนาที...” เงื่อนไขของผู้เป็นพ่อถูกบอกออกไปบ้าง
“...”
“ถ้าป๊าต้องโทรซ้ำรอบที่สอง เราคงต้องคุยเรื่องนี้กันใหม่อีกครั้ง”
สายตาของพ่อไม่เคยโกหก ซิดนีย์เข้าใจดีว่าเบื้องหลังของเงื่อนไขผูกมัดเช่นนี้คือความรักและความหวังดีของผู้เป็นพ่อ
“ซิดนีย์รับปากค่ะ” เธอเองก็มั่นใจว่าดูแลตนเองได้ดี
นอกจากเสียตัวให้เขา ซิดนีย์ก็ไม่ได้ปรารถนาจะเสียอย่างอื่น
ปะป๊าสบายใจได้เลยค่ะ!
•─✦❅✦─•