Badass 2 | หลงลืม

1451 Words
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาคลุมเครือเช่นนี้กระทั่งออส‍โลเข้ามหาวิทยาลัย การเรียนต่างสถาบันยิ่งทำให้เธอกับเขาห่างเหินกันมากขึ้น มิ‍รินในวัยย่างเข้าสิบแปดปีเป็นวัยที่ใกล้เข้ามหาวิทยาลัย ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังเรียนอยู่ปีที่สาม เป็นวัยที่กำลังสนุกและเคยชินกับสังคมในรั้วมหาวิทยาลัย สังคมที่มีแต่คนวัยเดียวกันเท่านั้นจึงจะเข้าใจ วันนี้เป็นวันเสาร์ สาวน้อยวัยสิบแปดที่พยายามแต่งตัวให้ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุด้วยการสวมเดรสสีพื้นกับรองเท้าส้นสูง แถมยังประโคมเครื่องประดับราคาแพงที่พี่สาวเป็นคนซื้อให้ทั้งที่ไม่เคยมีความคิดจะหยิบมันขึ้นมาใส่ด้วยซ้ำ ในมือของเธอมีตั๋วหนังสองใบกับแก้วน้ำและถังป๊อบคอร์นรสคาราเมล คนตัวเล็กหอบมันเดินวนไปมาเพราะเลยเวลาฉายหนังมาสิบนาทีแล้ว แต่ยังคงไร้วี่แววการปรากฏตัวของคนชวน ออส‍โลเป็นคนส่งข้อความมาชวนเธอออกไปเดตด้วยกันในรอบหลายปี ทั้งที่เมื่อก่อนเขาเป็นฝ่ายเข้าไปหาพ่อเธอถึงที่บ้านและออกปากขออนุญาตด้วยตนเอง แต่วันนี้กลับนัดมาเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านเขาดื้อๆ ช่างมัน...สำหรับเธอแล้ว ต่อให้ไกลกว่านี้ก็จะไป นัดไปดูหนังที่เชียงใหม่เธอก็จะไป...ถ้าคนชวนคือเขา ตื๊ดด... ตื๊ดด... เสียงโทรศัพท์ที่เอาแนบหูส่งสัญญาณให้รอสายจากอีกฝ่ายเป็นรอบที่ห้า ดวงตาคู่งามของร่างน้อยมองไปยังบันไดเลื่อนด้านหน้า เผื่อเขาจะปรากฏตัวให้เธอเซอร์ไพรส์ (ฮัลโหลมิ‍ริน...) เสียงจากปลายสายดังมากจนแทบไม่รู้ว่าเขาเพิ่งพูดอะไรออกมา เสียงของมันดังจนเธอเองคาดเดาไม่ถูกว่าเขาอยู่ที่ไหน “พี่โลอยู่ไหนคะ?” (มิ‍รินเข้าไปรอในโรงหนังก่อน เดี๋ยวพี่ตามไป) น้ำเสียงของอีกฝ่ายกระหืดกระหอบดังแว่วมาอย่างเห็นได้ชัด เขาเองก็คงรีบมาหาเธอเช่นกัน “ตั๋วอยู่กับมิ‍ริน แล้วพี่จะเข้าไปยังไง” เธอห่วงเรื่องนี้เช่นกัน ต่อให้เขาซื้อตั๋วตามเข้ามาก็ต้องนั่งแยกกันอยู่ดี (...ฝากไว้กับพนักงาน แค่นี้ก่อนนะ!) ติ๊ด! มิ‍รินยอมเดินเข้าไปในโรงหนังตามที่เขาบอก แม้ในใจจะรู้อยู่แล้วว่าเขาคงมาไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้นก็คาดหวังทุกช่วงจังหวะที่นั่งกอดถังป็อบคอร์นภายในโรงหนังรอบบ่าย ทั้งในตอนที่ภาพยนตร์กำลังฉายฉากบู๊เลือดสาด เธอก็หวังให้เขามาทันและปลอบโยนเธอเอาไว้ว่า ‘ไม่ต้องกลัว’ หรือแม้กระทั่งฉากโรแมนติกในฉากจบของเรื่องที่พระเอกคุกเข่าขอนางเอกแต่งงาน เธอเองก็คาดหวังว่าเขาจะเข้ามาทันดูฉากนั้นด้วยกัน ××× 19.00น. ลูกสาวมา‍เฟียนั่งบนเบาะหน้าช่องขายตั๋วพร้อมกับตั๋วอีกใบที่ไม่ผ่านการใช้งาน เธอเดินไปขอมันคืนจากพนักงานขายตั๋วเก็บเป็นที่ระลึกและนั่งรอเขามารับอยู่ตรงนั้น ความโกรธที่มีมากในตอนแรกคิดไปต่างๆ นานาว่าจะด่าคนอย่างเขาอย่างไรดี จะอาละวาดแล้วถามถึงเหตุผลของการมาสายขนาดนี้เลยดีไหม แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่โผล่หัวมา ชัดเจนแล้วว่าเธอไม่ได้สำคัญกับเขาเหมือนเมื่อก่อน มือที่กำลังจะกดโทรออกเรียกคนขับรถมารับหยุดชะงัก ปกติหากออส‍โลเป็นคนขออนุญาตพาเธอออกมาข้างนอก เขาจะเป็นคนส่งเธอถึงบ้านด้วยตนเองทุกครั้ง การกลับโดยให้คนของตนเองมารับอาจทำให้บิดาไม่พอใจและกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกับครอบครัวฝั่งเขา คนตัวเล็กจึงตัดสินใจเปิดแอปพลิเคชันและเรียกแท็กซี่แทน ร่างเล็กกะทัดรัดเดินลงไปยืนรอที่จุดนัดหมายไม่เกินสิบนาทีรถแท็กซี่สีชมพูก็มาจอดรับ “ตามหมุดนะครับลูกค้า” “ค่ะ” มิ‍รินตอบส่งๆ และเหม่อมองท้องฟ้าด้านนอก ในหัวมีแต่เรื่องของเขาเต็มไปหมด เธอควรทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเขาและตนเองเสียทีหรือควรให้โอกาสเขาอีกครั้ง เธอเคยได้ยินสำนวนที่กล่าวว่า ‘ผิดเป็นครู’ และหากเทียบความผิดของเขากับเรื่องดีๆ ที่เขาปฏิบัติกับเธอมาทั้งชีวิต แค่นี้ก็คือว่าเล็กน้อย หากกลั้นใจปล่อยผ่าน อีกไม่นานเธอก็คงลืมได้เอง “มาเที่ยวไกลจังเลยนะครับ...” เสียงจากคนขับเรียกเธอให้หันกลับมาสนใจปัจจุบัน และรู้สึกตัวอีกครั้งที่นี่กลับไม่คุ้นตาเอาเสียเลย “ถึงไหนแล้วคะ?” “ใกล้แล้วครับ ผมพามาทางลัด” รอยยิ้มที่มองผ่านกระจกมองหลังทำให้เด็กสาวรู้สึกกลัวขึ้นจับใจ สัญชาตญาณสั่งให้หยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาเปิดจีพีเอสนำทางก็พบว่าเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไปห่างจากบ้านไปคนละทิศละทาง “ช่วยจอดปั๊มข้างหน้าให้ทีค่ะ พอดีนึกขึ้นได้ว่าต้องไปหาเพื่อนก่อน” “อ้าว งั้นให้ผมไปส่งไหมครับ?” “มะ ไม่เป็นไรค่ะ จะโทรเรียกเพื่อนมารับ” เธอกดโทรศัพท์หาออส‍โลเพราะเป็นเบอร์ล่าสุดที่โทรออก ‘บริการฝากหมายเลขโทรกลับ...’ ออส‍โล!! “เพื่อนไม่รับสาย งั้นให้พี่ไปส่งไหมครับ” คราวนี้สรรพนามที่คนขับใช้เรียกแทนตนเองเปลี่ยนไป อีกทั้งการชะลอความเร็วรถจอดข้างทางในซอยเปลี่ยวไร้ผู้คน มองไปทางใดก็มีเพียงป่าละเมาะและพงหญ้ารกชัฏยิ่งทำให้เด็กสาวเกิดความกลัวจับขั้วหัวใจ “จอดทำไม!!” “ก็น้องบอกให้พี่จอด ก็นึกว่าอยากโดนตรงนี้” เจ้าร่างสูงใหญ่ดับเครื่องลงจากรถลงมาเปิดประตูด้านหลังคนขับ คนตัวเล็กรวบรวมแรงทั้งหมดใช้สองเท้าถีบเข้าที่กลางอกของคนขับจนล้มหงายหลัง พร้อมกับกระโดดเหยียบซ้ำกลางลำตัว แบบนี้คงใช้เวลาพักใหญ่กว่ามันจะลุกขึ้นมาได้ “กรี๊ดด!!” เด็กสาววัยสิบแปดกำโทรศัพท์วิ่งหนีไปข้างหน้าสุดชีวิต เธอกรีดร้องเสียงดังไปตลอดทางหวังให้ใครสักคนผ่านมาได้ยิน ในขณะที่ดวงตาก็เพ่งมองไปยังจีพีเอสบนหน้าจอค่อยๆ ขยับตามเวลาวิ่ง อีกสามร้อยเมตรถึงปั๊มน้ำมัน!! พร้อมกับเสียงรถยนต์ที่กำลังขับตามมาไม่หยุด “ช่วยด้วยค่ะ!! ช่วยด้วย!!” ปิ๊นๆ รถแท็กซี่สาดไฟหน้าขับตามหลังมาทำเอาขาที่ไม่ค่อยได้ออกแรงสับฝีเท้าวิ่งสุดกำลัง อะดรีนาลีนหลั่งจนเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาไม่รู้แต่ตอนนี้เธอวิ่งเข้ามาถึงเขตปั๊มแล้ว มิ‍รินวิ่งตรงเข้าไปในมินิมาร์ตข้างใน ไล่เลี่ยกับมันที่ขับรถมาจอดรออยู่หน้าร้านสะดวกซื้อแต่ไม่กล้าเข้ามา จึงได้แต่เดินวนรอให้เธอออกไป คนตัวเล็กตัดใจเลิกโทรหาไอ้ผู้ชายพึ่งพาไม่ได้ เปลี่ยนเป็นการโทรหาลุงบูรณ์คนขับรถประจำบ้านแทน “ฮะ ฮัลโหล ลุงบูรณ์มารับมิ‍รินหน่อยได้ไหมคะ?” (ตอนนี้คุณหนูอยู่ที่ไหนครับ?) ใบหน้าเล็กมองซ้ายมองขวา เธอเองก็ไม่รู้ว่าถนนเส้นนี้เรียกว่าอะไร “เดี๋ยวมิ‍รินส่งพิกัดให้ รีบมาได้ไหมคะ?” ลูกสาวมา‍เฟียพยายามผ่อนปรนลมหายใจให้เป็นปกติ ทั้งตอนนี้เส้นเลือดในสมองเต้นดังตุ๊บๆ จนแทบระเบิดออกมา (ครับ ไม่มีปัญหาครับ) ลุงบูรณ์วางสายไปแล้ว มิ‍รินจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินวนไปวนมาในร้านฆ่าเวลา และเมื่อแอบมองไปด้านนอกก็พบว่าแท็กซี่คันนั้นหายไปแล้ว มันคงกลัวว่าเธอจะแจ้งความ ทั้งที่จริงเธอแจ้งความไม่ได้ บอกใครไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะหากทำแบบนั้น พ่อของเธอกับพ่อของเขาทะเลาะกันแน่ หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นลุงบูรณ์ก็มารับกลับบ้าน แม้จะถูกถามว่าทำไมมาในที่เปลี่ยวขนาดนี้ได้ ลูกสาวมา‍เฟียก็ได้แต่บอกว่าหลงทางและถูกแท็กซี่ปล่อยทิ้งไว้ที่ปั๊ม น่าเจ็บใจกว่านั้นคือการที่ออส‍โลไม่โทรกลับหาเธอแม้แต่น้อย ทั้งที่เธอเห็นเขาเป็นที่พึ่งแรกในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แบบนี้จะฝากชีวิตไว้กับเขาได้ยังไง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD