สำนักงานฝ่ายการตลาดบนชั้นยี่สิบสามของอาคารเต็มไปด้วยความคึกคัก พนักงานหลายคนทักทายเธอด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา
“พี่ลัลน์กลับมาแล้ว ดีใจจังเลยค่ะ!”
“ได้ข่าวว่าไม่สบาย เป็นยังไงบ้างคะ”
“ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วล่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ”
เธอยิ้มตอบเบาๆ
“อ้าว หายป่วยแล้วเหรอจ๊ะคุณลัลน์!”
ลัลน์ลลิตหันกลับไปตามเสียง เห็นอรดีเดินถือแฟ้มงานเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
“กลับมาแบบนี้แสดงว่าอาการดีขึ้นแน่เลย ลัลน์หายไปตั้งสามวันอรว่าจะชวนพั้นช์ไปเยี่ยม แต่คุณแม่บอกว่าอยากให้ลัลน์พักผ่อนเยอะๆ ก็เลยได้แต่โทรไปถาม ลัลน์นะลัลน์มือถือก็ไม่เปิด รู้มั้ยว่าเพื่อนเป็นห่วงแค่ไหนน่ะ”
“ขอโทษจ้ะที่ทำให้เป็นห่วง แต่...ลัลน์ไม่ได้ดูโทรศัพท์เลยนะ เลยไม่รู้ว่าแบตหมด”
“ไม่เป็นไร หายดีแล้วก็โอเค งั้นวันนี้ช่วงพักเที่ยงไปร้านยัยพั้นช์กันมั้ย เห็นว่ามีเมนูใหม่ล่าสุดอยากนำเสนอ จะได้นั่งเมาท์กันหน่อย”
“เอาสิ ลัลน์ก็อยากคุยกับพั้นช์อยู่เหมือนกัน”
หลังจากพูดคุยกันไม่นานพวกเธอก็เริ่มทำงานกันต่อไป และลัลน์ลลิตก็ใช้งานที่กองบนโต๊ะทำให้สมองของเธอไม่ว่างไปคิดเรื่องอื่น แม้จะอดแปลกใจไม่ได้ที่ไม่เห็นกันตวีร์มาทำงาน ยิ่งได้ยินอรดีบอกว่ากันตวีร์ก็หายไปตั้งแต่คืนวันเกิด เธอก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นเพราะภาพสุดท้ายที่เธอจำได้คือเห็นเขาโดนชายกลุ่มนั้นลากออกไปจากห้อง
ร้านกาแฟของพันทิวาเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ เสียงเครื่องบดกาแฟผสมกับเพลงสากลที่เปิดคลอเบาๆ ให้บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามา เจ้าของร้านพ่วงตำแหน่งบาริสต้าที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ก็หันมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ดูสิใครโผล่มา! พั้นช์นึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าคุณนายแล้วเนี่ย”
“เวอร์ไปแล้วพั้นช์ แค่ไม่สบายสองสามวันเอง” ลัลน์ลลิตตอบพร้อมหัวเราะบางๆ
“สามวันของลัลน์ แต่เหมือนนานสามเดือนอะ แล้วนี่หายดีแล้วแน่นะ ดูหน้าซีดๆ แก้มตอบไปเยอะเลยอย่างกะคนไม่ได้กินข้าวกินปลามาหลายวัน”
“ก็คนป่วยนี่จ๊ะจะให้หน้าตาสดชื่นเหมือนยืนบนไหล่เขาหรือยังไงล่ะ อย่าเพิ่งแซวมากเลย ไหนว่ามีเมนูใหม่จะให้ชิมไม่ใช่เหรอ รีบจัดมาสิ”
“ได้เลย แต่วันนี้ไม่ต้องจ่ายนะ เดี๋ยวเจ๊พั้นช์เลี้ยงเอง ถือว่าช่วยเป็นหนูทดลอง”
“ดีเลย งั้นขอเค้กช็อกโกแลตเพิ่มอีกชิ้น แล้วก็สตรอเบอรี่ชีสเค้กด้วยนะ” อรดีแกล้งพูด ก่อนทุกคนหัวเราะพร้อมกัน จากนั้นสองสาวก็ไปนั่งที่โต๊ะประจำระหว่างรอกาแฟและเค้ก ไม่นานพันทิวาก็ยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ ก่อนที่เด็กเสิร์ฟอีกคนจะนำเค้กตามมา
เสียงหัวเราะค่อยๆ เบาลงเมื่อบรรยากาศผ่อนคลาย พันทิวามองหน้าเพื่อนอย่างจริงจังก่อนเอ่ยถามขึ้น
“ว่าแต่คืนนั้นไอ้กันต์มันไปส่งลัลน์ถึงไหนนะ พอออกไปกับลัลน์แล้วก็ไม่เห็นโผล่มาอีกเลย เจ้าของวันเกิดอะไรปล่อยให้พั้นช์กับอรดูแลเพื่อนแทน กว่าไอ้พวกนั้นจะแยกย้ายก็เกือบตีสองแน่ะ”
ลัลน์ลลิตชะงัก ดวงตาไหววูบ เธอก้มมองถ้วยกาแฟในมืออยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ วางมันลงบนโต๊ะ อรดีเห็นท่าทางของเพื่อนก็ขมวดคิ้ว
“ลัลน์...มีอะไรรึเปล่า”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมเสียงที่สั่นของตัวเอง ก่อนจะพูดช้าๆ
“คืนนั้น...กันต์พยายามจะข่มขืนลัลน์”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งร้านเงียบลงในทันที เสียงดนตรีในลำโพงฟังเหมือนห่างออกไปเป็นกิโลเมตร
“อะไรนะ!” พันทิวาแทบจะลุกขึ้นจากเก้าอี้
“นี่กันต์เค้ากล้าทำแบบนี้กับลัลน์จริงๆ เหรอ?”
ไม่ใช่แค่พันทิวาที่ตกใจ อรดีเองก็แทบช็อกเมื่อได้ยินอย่างนั้น
“ใช่...” ลัลน์ลลิตตอบแผ่ว
“เค้าใส่อะไรบางอย่างในไวน์แก้วนั้นของลัลน์ แต่โชคดีที่...เค้าทำไม่สำเร็จ”
พันทิวากัดฟันแน่น “มันตายแน่! พั้นช์จะไปลากคอมันมาคุยเอง! ไอ้เพื่อนเลว กล้าทำแบบนี้กับลัลน์ได้ไงวะ ตอนนี้มันอยู่ไหนที่ห้างฯ ใช่มั้ยเดี๋ยวมันเจอหมัดของพั้นช์แน่นอน” สาวห้าวลุกขึ้นแล้วพับแขนเสื้อขึ้นเหมือนพร้อมจะต่อยใครบางคนแล้วจริงๆ
“พั้นช์ ใจเย็นก่อน” อรดีรีบจับแขนเพื่อนไว้แน่น “กันต์ไม่มาทำงานหลายวันแล้ว ก็ตั้งแต่หลังวันเกิดนั่นแหละ หายไปพร้อมลัลน์เลย จนตอนนี้ยังไม่มีใครติดต่อได้”
“หายไป?” พันทิวาถามเบาเสียงเครียด
“ใช่” อรดีพยักหน้า “เบอร์มือถือก็โทรไม่ติด โทรไปที่บ้านก็ไม่มีคนรับสาย”
พันทิวาทุบโต๊ะเสียงดัง “มันหนีแน่ๆ พั้นช์รู้นิสัยมันดี ตอนโดนจับได้มันไม่เคยกล้ายอมรับอะไรอยู่แล้ว!”
“อรไม่อยากเชื่อเลย...คนที่อรแอบชอบมาตลอด จะเป็นคนแบบนั้นไปได้ อรคงผิดเองที่เทหัวใจให้ผิดคน” อรดีนิ่งไป ดวงตาเริ่มแดงเพราะความเสียใจและผิดหวัง
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงอีกครั้ง ลัลน์ลลิตยื่นมือไปจับมือของอรดีไว้แน่น
“อร...เธอไม่ได้ผิดนะ เรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดของใครนอกจากกันต์คนเดียว”
“อรรู้...แต่อรเกลียดตัวเองที่มองไม่ออกเลยว่าเค้าเป็นคนแบบนั้น”
“อย่าโทษตัวเองเลยอร” ลัลน์ลลิตพูดด้วยน้ำเสียงสั่นแต่มั่นคง
“เราทุกคนต่างไว้ใจเค้า...แต่อย่างน้อย ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าเค้าไม่คู่ควรกับความรู้สึกดีๆ ของใครทั้งนั้น”
พันทิวามองเพื่อนทั้งสองคนอย่างเงียบๆ ก่อนพูดช้าๆ
“เพราะแบบนี้ใช่มั้ยลัลน์ถึงลาป่วย เพราะกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับไอ้เลวนั่นใช่รึเปล่า”
“เอ่อ...ก็...ใช่จ้ะ” เธอพยักหน้าช้าๆ อยากเล่าเรื่องคืนนั้นให้ละเอียด แต่ก็ไม่อยากให้เพื่อนต้องเจ็บปวดไปกับเธอด้วย