วันรุ่งขึ้นชายหนุ่มเข้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อรายงานตัวกับผู้บังคับบัญชาคนใหม่ และเข้าไปที่แผนกศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกเพื่อทำความรู้จักกับบุคลากรอื่นๆ รวมถึงรับตารางงานซึ่งทั้งหมดผ่านไปด้วยดี
การทำงานในที่ทำงานใหม่เป็นไปด้วยดี แต่ด้วยปริมาณคนไข้ที่มากมายทำให้ในแต่ละวันของเขาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานเขาก็รู้สึกตัวว่าผ่านสองสัปดาห์แรกไปแล้วเมื่อพยาบาลประจำแผนกทักขึ้น
“อาจารย์คิงคะ กลางวันนี้แผนกจะเลี้ยงต้อนรับอาจารย์นะคะ อาจารย์สะดวกไหม” รสนา หัวหน้าทีมพยาบาลของแผนกถาม อัครัชขยับแว่นไปมาด้วยความเคยชิน ซึ่งแว่นนี้เขาจะสวมเฉพาะเวลาอยู่ที่โรงพยาบาล
“ครับ แต่ผมมีนัดคอนซัลท์ตอนบ่ายสอง ถ้าไม่นานมากก็คงได้ไม่ทราบว่าเลี้ยงที่ไหนกันครับ”
“ที่นี่ล่ะค่ะอาจารย์ ชั้นสองตึกเรามีร้านอาหารอยู่ อาจารย์เคยไปหรือยังคะ”
“ยังเลยครับ เคยแค่เดินผ่าน” ร้านอาหารที่ชั้นสอง ชายหนุ่มเคยเห็นอยู่เพราะว่าอยู่ชั้นเดียวกับร้านสะดวกซื้อในโรงพยาบาล ความที่งานเขาค่อนข้างมากทำให้ตอนเที่ยงเขาเลือกที่จะฝากแม่บ้านซื้อข้าวมาให้ เน้นอาหารที่รับประทานง่ายๆ
ส่วนตอนเย็นเขาได้รับอานิสงค์จากเจ้าของบ้านที่เช่าอยู่ สั่งให้เด็กในบ้านส่งมื้อเย็นมาให้เขาทุกวัน จนวันหนึ่งชายหนุ่มมีโอกาสได้พบนางจึงรู้ว่านางเป็นมารดาของพิมพิกา ได้ทำความรู้จักและพูดคุยกันในระดับหนึ่ง
เที่ยงวันนั้น ที่ร้านจันทร์เคียงดาวซึ่งเป็นร้านอาหารกึ่งคาเฟ เมนูหลักเป็นเครื่องดื่มและของหวาน ในมื้อเที่ยงมีอาหารจานเดียวบริการหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นเมนูข้าว หรือก๋วยเตี๋ยวรวมถึงสลัดและสเต๊กต่างๆ
ร้านที่มีส่วนให้บริการสำหรับลูกค้ารับประทานที่ร้านมากพอสมควร ซึ่งวันนี้ถูกจองเหมาด้านในโซนวีไอพีและกินพื้นที่เกือบครึ่งของโต๊ะที่มีให้บริการ อัครัชนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนแพทย์และพยาบาลรวมถึงบุคลากรอื่นๆ ในแผนกร่วมยี่สิบชีวิต ชายหนุ่มตักขนมจีนน้ำยาปูเข้าปากแล้วรู้สึกคุ้นในรสชาติจนชะงัก
“ทำไมเหรอหมอคิง เป็นอะไร เผ็ดไปหรือไง” นายแพทย์มาวินหัวหน้าแผนกทักขึ้น
“เปล่าครับอาจารย์ ผมรู้สึกว่ารสชาติคุ้นๆ” อัครัชตอบตามตรงแต่ก็เลิกสนใจเพราะคิดเอาเองว่า น้ำยาปูที่ไหนรสชาติก็อาจจะไม่ต่างกันเท่าใด
“ร้านนี้มีหลายสาขา อาจารย์เขาอาจจะเคยได้กินจากที่อื่นก็ได้มั้งคะ” แพทย์หญิงโสมมาภาพูดขึ้นบ้าง เธอเป็นแพทย์ประจำบ้านในสาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก และว่างพอดีจึงถูกชวนมาในวันนี้ด้วย
“นั่นหนูพิมมาแล้วหรือว่าคิงอาจจะเคยกินข้าวบ้านหนูพิม เราเช่าบ้านหนูพิมไม่ใช่เหรอ” นายแพทย์มาวินนึกขึ้นได้พอดี ว่าอัครัชเองก็เป็นลูกบ้านของพิมพิกา แพทย์วัยกลางคนยกมือรับไหว้พิมพิกาที่เดินเข้าร้านมาทักทายลูกค้าวีไอพี
“ครับอาจารย์ทราบด้วยเหรอครับ” อัครัชไม่รู้มาก่อนว่ามาวินจะรู้เรื่องที่พักของตนด้วย อีกฝ่ายหัวเราะร่วน
“สังคมที่นี่แคบจะตาย ใช่ไหมหนูพิมขอบใจมากนะที่ดูแลอาหารวันนี้อย่างดี อร่อยทุกอย่างเหมือนเดิม”
พิมพิกายกมือไหว้อีกครั้ง “ขอบคุณค่ะลุงหมอ ถ้ามีปัญหาอะไรแจ้งพิมได้เลยนะคะ” หลังจากนั้นเธอจึงหันมาทักทายอัครัช
“สวัสดีค่ะคุณหมอ อาหารถูกปากไหมคะ”
“ถูกปากมากครับ ผมเพิ่งรู้ว่าที่นี่เป็นร้านของพิม ไม่งั้นคงมาอุดหนุนหลายวันแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มมุมปากทำให้เธอหัวเราะน้อยๆ รักษามารยาท
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณหมอผูกปิ่นโตมื้อเย็นก็พอ มื้อกลางวันถือเป็นมื้อฟรีสไตล์เถอะค่ะ”
“อะไรนะคะ ที่นี่มีผูกปิ่นโตด้วยเหรอคะ โสมไม่เห็นทราบ” โสมมาภาขมวดคิ้ว จู่ๆ เธอก็นึกไม่ชอบใจความรู้จักมักจี่ของอัครัชและแม่ค้าเจ้าของร้านอาหารที่มีต่อกัน แม้ว่าทั้งสองคนนั้นจะไม่ได้มีท่าทีอะไรที่ผิดปกติมากกว่าการทักทายก็ตาม
พิมพิกายิ้มแต่ไม่ตอบอะไร เธอมองนาฬิกาที่ข้อมือและทำท่าจะขอตัว “อุ๊ย... พิมลืมว่ามีนัดคุยงาน ยังไงขอตัวก่อนนะคะ” เธอก้มศีรษะนิดๆ ให้ทุกคนในโต๊ะและบอกลานายแพทย์มาวินด้วยเพราะว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ที่สุด ณ ที่นั้น
“พิมไปก่อนค่ะลุงหมอ ลานะคะ”
พิมพิกาสตาร์ตรถอยู่นานแต่เครื่องยนต์เหมือนจะติดแล้วก็ดับลงไปเหมือนเดิมจนเธอเริ่มหงุดหงิด หญิงสาวเงยหน้ามองกระจกเมื่อได้ยินเสียงเคาะจากด้านนอก พบว่าเป็นอัครัชที่มายืนข้างประตูฝั่งคนขับ
“คะคุณหมอ” เธอเลื่อนกระจกลง
“รถเป็นอะไรครับ ผมเห็นพิมสตาร์ตนานแล้ว”
หรือจะพูดให้ถูกก็คืออัครัชเผอิญเดินตามเธอออกมาห่างๆ ตั้งแต่ออกจากตึก หลังเลิกงานที่วันนี้อยู่จนเย็นเกือบค่ำเพราะว่ามีเคสฉุกเฉิน
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะหมอ คงต้องเรียกช่าง” เรียกได้ว่าพิมพิกาใช้เป็นอย่างเดียว แต่อย่าถามเรื่องการบำรุงรักษารถยนต์เป็นอันขาด คนฟังเองก็ทำท่าไม่แปลกใจ
“งั้นก็เรียกเลย เดี๋ยวผมอยู่รอเป็นเพื่อน” ไม่พูดเปล่า อัครัชปลดกระดุมที่แขนเสื้อแล้วพับขึ้นมาถึงศอก
“อุ๊ย... ไม่เป็นไรค่ะ คุณหมอทำงานเหนื่อยทั้งวันกลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพิมโทรเรียกคนรถที่บ้านมารับก็ได้” พิมพิการีบปฏิเสธ ใครจะกล้ารบกวนให้เขามาอยู่เป็นเพื่อน และกว่าที่ช่างจากอู่จะมาถึงอาจจะใช้เวลาเป็นชั่วโมง อึดอัดใจตายเราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น เธอคิดในใจ
“แล้วคุณไม่เหนื่อยรึไง คุณเองก็ทำงานทั้งวัน รีบโทรเถอะอย่ามัวมาเถียงกับผม”
พิมพิกาทำหน้างง เธอกำลังถูกดุ! ในระหว่างนั้นอัครัชก็พูดต่อ “หยิบเอกสารไปหาเบอร์ประกันแล้วล็อกรถ ไปนั่งโทรในรถผมดีกว่า” ไม่พูดเปล่าชายหนุ่มเดินอ้อมไปอีกฝั่งเปิดประตูรถช่วยค้นหาเอกสารเกี่ยวกับตัวรถยนต์และประกันออกมา พอเจอเขาก็หยิบออกมาชูให้เจ้าของรถดูเพราะเห็นท่าทางหญิงสาวตรงหน้าเหมือนจะทำอะไรไม่ถูก
“ขอบคุณค่ะ” พิมพิกายื่นมือจะรับแต่ซองเอกสารนั้นก็ลอยหวือไปจนเธอคว้าไม่ทัน
“ลุกขึ้นแล้วล็อกรถ ไปคุยที่รถผมดีกว่า ไม่ร้อนหรือ หืม...” เพราะว่าเมื่อสตาร์ตรถไม่ได้ แอร์ในรถจึงใช้ไม่ได้เช่นกัน เขามองผิวหน้าเนียนเริ่มแดง เห็นเหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดตามหน้าผากและไรผมก็อดไม่ได้ที่จะใช้ปลายนิ้วแข็งแรงเกลี่ยซับให้เหมือนลืมตัว
พิมพิกาทำตามที่เขาว่าอย่างมึนงง เธอเดินตามเขาลงจากรถตัวเองย้ายไปยังรถอีกคันที่จอดไม่ห่างกันนัก อัครัชเปิดประตูรถให้กดไหล่เธอให้นั่งลงบนเบาะข้างคนขับ ในตอนนั้นเองภาพในฝันที่เธอเห็นเจ้าอินทรกดไหล่เจ้านางจันทร์แรมให้นั่งลงบนเตียงก็เข้ามาในความคิด
‘พี่ออกไปดูให้เอง น้องแต่งตัวเถิด’
กว่าเธอจะรู้สึกตัวชายหนุ่มก็โทรไปคุยกับประกันเรียบร้อยแล้ว เพราะเธอได้ยินเสียงเขาคุยประโยคสุดท้ายก่อนจะวางสาย
“โอเคครับ เจ้าหน้าที่จะมาภายในสิบนาทีใช่ไหม ขอบคุณมากครับ”
อัครัชคืนเอกสารให้เธอพร้อมกับคำถาม “รถไม่เคยเสียเหรอ พิมถึงทำอะไรไม่ถูก”
“อ่อ เปล่าค่ะเคยเสียสองสามครั้ง แต่ว่าคนรถที่บ้านจัดการค่ะ” เธอไม่อยากบอกว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเอกสารประกันอยู่ที่ไหน ที่ผ่านมาก็เป็นคนจ่ายเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา แต่เขาก็ไม่แปลกใจมากเพราะบุคลิกของเธอก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าตัวจะสนใจอะไรเกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกเลย ทั้งสองรอประกันไม่นาน เจ้าหน้าที่ประกันมาถึงและสอบถามเหตุการณ์ตามหน้าที่แล้วจึงรับเรื่องไป พร้อมกับช่างลากรถยนต์ของพิมพิกาออกจากตรงนั้นหลังจากที่เธอขนของส่วนตัวออกจากท้ายรถหมดแล้ว