“อัญชัน พิริยะกุล”

1555 Words
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดลอดผ่านยอดไม้ใหญ่ ละอองหมอกบางลอยเหนือภูเขาที่ล้อมรอบเมืองลำปาง เสียงระฆังจากวัดใกล้ ๆ ดัง “ก๊องแก๊ง” คลอไปกับเสียงไก่ขันจากเรือนข้าง ๆ กลิ่นกาแฟคั่วสดจากร้านริมทางลอยมาตามลมเย็นที่พัดแผ่วเบา อุณหภูมิเริ่มลดลงตามฤดูกาล ความเย็นยามเช้าแตะผิวกายจนต้องห่อตัวในผ้าพันคอผืนเล็ก ๆ อัญชัน พิริยะกุล ลูกสาวคนเดียวของ คุณไพโรจน์ และ แม่จันทร์ฉาย พิริยะกุล เจ้าของสวนลำไย ลิ้นจี่ และส้มชื่อดังของอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง บนชานเรือนไม้สักเก่า อัญชัน พิริยะกุล เด็กสาววัยสิบแปดในชุดนักเรียน ม.6 ของโรงเรียนประจำจังหวัด กำลังมัดผมหางม้าด้วยริบบิ้นสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาใสสะท้อนแสงแดดยามเช้า ริมฝีปากมีรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงพ่อดังขึ้นจากล่างบ้าน “อัญชัน! ลงมาได้แล้วลูก เดี๋ยวไปโรงเรียนสายเอาเน้อ!” “ค่าพ่อ~ ลงเดี๋ยวนี้แหละ!” เธอตอบพลางคว้าเป้ผ้าใบคู่ใจมากอดแน่น แล้ววิ่งลงบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ ทุกย่างก้าว แม่จันทร์ฉายวางจานข้าวต้มร้อน ๆ ลงบนโต๊ะไม้ “กินข้าวก่อนลูก เดี๋ยวไปถึงโรงเรียนท้องว่างจะปวดท้องเอานะ” “หนูไม่ปวดท้องหรอกแม่ แค่วันนี้มีสอบย่อย หนูกะจะรีบไปอ่านเพิ่มก่อนเข้าแถวค่ะ” เสียงใสของอัญชันพูดพลางตักข้าวต้มเข้าปากสองคำ ก่อนรีบคว้ากระเป๋าแล้วโบกมือลาพ่อแม่ “ไปก่อนนะพ่อแม่!” “ขับรถดี ๆ เด้ออัญ!” เสียงพ่อดังตามหลัง รถมอเตอร์ไซค์คันเล็กสีฟ้าเคลื่อนออกจากบ้าน ล้อบดไปตามถนนลูกรังสายเล็ก ๆ ท่ามกลางแสงเช้าสีทองของเมืองลำปาง… ใครจะรู้ เส้นทางที่อัญชันวิ่งผ่านในเช้าวันนี้ จะพาเธอไปเจอกับชายแปลกหน้าเลือดโชกที่หลงทางเข้ามาจากอีกโลกหนึ่ง… เสียงเครื่องยนต์เล็ก ๆ ของมอเตอร์ไซค์คันสีฟ้าดังแผ่วไปตามถนนลูกรังที่คดเคี้ยวผ่านแนวสวนลำไยสองข้างทาง แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านยอดไม้เป็นลำทองสวยงาม ลมเย็นพัดเบา ๆ จนกลีบดอกหญ้าไหวตาม “วันนี้อากาศดีจัง…” อัญชันพึมพำเบา ๆ พลางยิ้มบางให้กับท้องฟ้า แต่แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันจางลง เมื่อเธอขับมาถึงทางโค้งก่อนออกสู่ถนนใหญ่ รถกระบะคันเก่าสีเทาเข้มจอดคาอยู่ข้างทาง สภาพหน้ารถบุบชนเข้ากับเสาไฟฟ้าแรงสูง ด้านหน้ากระจังแตก ฝุ่นและควันบาง ๆ ยังลอยออกมาจากฝากระโปรง “ตายแล้ว…เกิดอุบัติเหตุเหรอเนี่ย!” อัญชันรีบจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ข้างทาง ก่อนจะวิ่งเข้าไปใกล้ด้วยหัวใจที่เต้นแรง มือเล็ก ๆ สั่นน้อย ๆ ด้วยความตกใจ เมื่อมองลอดกระจกรถเข้าไป เธอเห็นชายคนหนึ่ง ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีขาวเปรอะเลือด ฟุบหน้ากับพวงมาลัย มือข้างหนึ่งยังจับไว้แน่น ส่วนเบาะข้างคนขับมีชายอีกคนหมดสติ ศีรษะพิงกระจก มีเลือดซึมออกมาตรงขา อัญชันรีบเปิดประตูรถทันที เสียง แกร๊ก! ดังขึ้น ก่อนที่กลิ่นควันน้ำมันจะตีเข้าจมูก “คุณคะ! ได้ยินไหมคะ!?” เธอเขย่าตัวเขาเบา ๆ แต่ชายคนนั้นไม่ตอบ ใบหน้าคมเข้มที่ซบอยู่กับพวงมาลัยซีดเผือด เส้นผมเปียกชื้นด้วยเหงื่อ เลือดสีเข้มไหลอาบลงมาตามแขนซ้าย “คุณ! ฟื้นสิคะ!” เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความตกใจ มือเล็กรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขฉุกเฉิน แต่สัญญาณกลับไม่ขึ้น ถนนเส้นนี้อยู่ในเขตห่างไกลจากตัวเมืองเกินไป “บ้าเอ๊ย…ไม่มีสัญญาณ…” เธอเม้มปากแน่น ก่อนตัดสินใจเปิดประตูฝั่งคนขับกว้างขึ้น แล้วพยายามพยุงร่างเขาออกมา “อดทนนะคะ…ฉันจะพาคุณไปโรงพยาบาลเอง…” เลือดอุ่น ๆ ซึมเปื้อนเต็มฝ่ามือเธอ กลิ่นคาวเข้มลอยคละคลุ้ง เธอกัดฟันแน่นทั้งที่น้ำตาเริ่มคลอ แต่ไม่ยอมปล่อยมือจากชายแปลกหน้าคนนั้นแม้แต่นิดเดียว อัญชันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรขอความช่วยเหลืออีกครั้ง แต่สัญญาณกลับยังขาด ๆ หาย ๆ อยู่ เธอกัดริมฝีปากแน่น ใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ก่อนตัดสินใจวิ่งออกไปที่ถนน โบกรถทุกคันที่แล่นผ่านแต่เช้า ทว่าก็ไม่มีใครชะลอเพราะถนนเส้นนี้ยังไม่ค่อยมีคนสัญจร “พ่อ… พ่ออยู่ไหนเนี่ย” เธอพูดกับตัวเองอย่างร้อนรน ไม่นาน เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูดังขึ้นจากทางโค้งข้างหลัง รถกระบะสีน้ำเงินที่เธอคุ้นตามาตลอดชีวิตแล่นเข้ามาช้า ๆ “พ่อ!” อัญชันรีบโบกมือสุดแรง น้ำเสียงแผ่วแต่เต็มไปด้วยความโล่งใจ พอรถหยุดสนิท พ่อไพโรจน์ลดกระจกลงทันที “อัญ! เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้ ไม่ไปเรียน!” “พ่อ! มีคนประสบอุบัติเหตุอยู่ตรงนู้น รถชนเสาไฟ หนูว่าคนในรถเขาบาดเจ็บหนักมาก!” พ่อไพโรจน์ไม่รอช้า รีบดับเครื่องแล้วเปิดประตูลงมา “พาไปลูก เร็วเข้า!” อัญชันชี้ไปยังรถที่พังอยู่ข้างถนน พ่อไพโรจน์รีบวิ่งเข้าไปที่รถกระบะคันเก่าซึ่งชนอัดเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างทาง ภาพชายหนุ่มเลือดท่วมตัวตรงพวงมาลัยทำให้ทั้งคู่ถึงกับชะงัก “เฮ้ย! พ่อหนุ่ม ได้ยินไหม!” คิริวที่ฟุบหน้าอยู่กับพวงมาลัยค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาเหม่อลอย เสียงหอบแผ่วราวคนหมดแรง “ช…ช่วย…เพื่อน…” “อัญ ไปดูอีกฝั่งเร็ว!” “ค่ะพ่อ!” อัญชันรีบอ้อมไปเปิดประตูอีกข้าง เธอแทบชะงักเมื่อเห็นผู้ชายอีกคนหมดสติ ศีรษะพิงกระจก เลือดซึมเปื้อนเต็มกางเกงตรงขา “พ่อ! เขาเลือดออกเยอะเลยค่ะ!” “ใจเย็น ๆ เดี๋ยวพ่อจัดการ” ไพโรจน์พูดพลางถอดเสื้อแจ็กเก็ตเก่าของตัวเองมาพันขาไนท์แน่น ๆ เพื่อห้ามเลือดชั่วคราว ก่อนหันไปประคองคิริวที่ยังพยายามยันตัวออกจากเบาะ “ระวังหน่อยลูก จับหัวไว้ดี ๆ …เอ้า ระวังแขนเขาด้วย” คิริวกัดฟันแน่น หายใจสะอื้นแต่ยังพยายามพยุงตัว “ขอบ…คุณ…” “ไม่ต้องพูดแล้ว พาไปบ้านก่อน เดี๋ยวพ่อจัดการให้” พ่อพูดเสียงหนักแน่นแต่แววตาเปี่ยมความห่วงใย อัญชันรีบวิ่งกลับไปสตาร์ทรถกระบะของพ่อ เสียงเครื่องยนต์เก่ากระตุกขึ้นมาท่ามกลางอากาศเย็นจัด “พ่อ เร็วค่ะ!” ทั้งคู่ช่วยกันพาคิริวกับไนท์ขึ้นกระบะหลัง เสียงกรวดบดกับล้อดังกรอด ๆ เมื่อพ่อเหยียบคันเร่งพารถออกจากจุดเกิดเหตุ ระหว่างทาง อัญชันหันไปมองชายแปลกหน้าที่นอนแน่นิ่งอยู่เบาะหลัง ดวงหน้าซีดขาวแต่แววตาที่หลับอยู่นั้นกลับมีบางอย่างที่เธอรู้สึกแปลกใจ เหมือนเคยเห็นมาก่อน… “ถึงบ้านแล้วทำแผลให้เขาก่อน เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน” พ่อพูดโดยไม่ละสายตาจากถนน อัญชันพยักหน้าช้า ๆ “ค่ะพ่อ…” เสียงไก่ขันแว่วอยู่ไกล ๆ ขณะรถเลี้ยวเข้าทางดินหน้าบ้าน กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นลำไยที่เพิ่งร่วงหล่นจากต้นลอยคละคลุ้งในอากาศ เมื่อรถกระบะของพ่อไพโรจน์ขับเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้าน เสียงเครื่องยนต์เก่าดับลงพร้อมกลิ่นน้ำมันที่ลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นดินชื้นยามเช้า แม่จันทร์ฉายซึ่งกำลังเตรียมของเพื่อจะเข้าสวน ถึงกับชะงักไปทันที ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างของชายสองคนที่เปื้อนเลือดนอนอยู่ท้ายรถ “ตายแล้วพี่โรจน์! นั่นมันใครกัน ทำไมถึงมีเลือดเต็มตัวแบบนั้น!” เสียงของเธอสั่นเครือ ทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว “ใจเย็นก่อนจ้ะ เขาประสบอุบัติเหตุ พี่ไปเจอข้างทางเลยช่วยมานี่แหละ” ไพโรจน์รีบพูด ขณะลงจากรถแล้วหันไปเปิดท้ายกระบะ “อัญ มาช่วยพ่อหน่อยลูก พยุงเขาเข้าบ้านก่อน” “ค่ะพ่อ” อัญชันรีบวิ่งมาช่วย แม้จะยังกลัวกับภาพเลือดที่เปรอะเสื้อผ้าชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่ก็กลั้นหายใจเข้าพยุงร่างเขาไว้ คิริวกัดฟันแน่น ดวงตาพร่าเลือนแต่ยังพยายามทรงตัว “ผม…ขอโทษ…” “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วลูก เอาแรงไว้ก่อน เดี๋ยวแม่หายามา” แม่จันทร์ฉายพูดเสียงสั่น พลางรีบหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน กลิ่นน้ำค้างยามเช้าเริ่มเจือกลิ่นคาวเลือดที่ติดมากับตัวทั้งสอง เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ดังเอี๊ยด ๆ ขณะที่พวกเขาช่วยกันพาร่างของชายแปลกหน้าทั้งคู่เข้าไปในบ้านสวน “พ่อ เขาเจ็บหนักนะ ดูเหมือนโดนยิงเลย…” อัญชันเอ่ยเสียงเบา สายตามองเลือดที่ซึมออกจากแผลบริเวณหน้าอกคิริวอย่างไม่เชื่อสายตา ไพโรจน์ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เราต้องช่วยเขาไว้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง” อัญชันพยักหน้ารับอย่างลังเล แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม ผู้ชายสองคนนี้… เขาเป็นใครกันแน่ และหนีอะไรมา?
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD