แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดลอดผ่านยอดไม้ใหญ่ ละอองหมอกบางลอยเหนือภูเขาที่ล้อมรอบเมืองลำปาง
เสียงระฆังจากวัดใกล้ ๆ ดัง “ก๊องแก๊ง” คลอไปกับเสียงไก่ขันจากเรือนข้าง ๆ กลิ่นกาแฟคั่วสดจากร้านริมทางลอยมาตามลมเย็นที่พัดแผ่วเบา
อุณหภูมิเริ่มลดลงตามฤดูกาล ความเย็นยามเช้าแตะผิวกายจนต้องห่อตัวในผ้าพันคอผืนเล็ก ๆ
อัญชัน พิริยะกุล ลูกสาวคนเดียวของ คุณไพโรจน์ และ แม่จันทร์ฉาย พิริยะกุล เจ้าของสวนลำไย ลิ้นจี่ และส้มชื่อดังของอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
บนชานเรือนไม้สักเก่า อัญชัน พิริยะกุล เด็กสาววัยสิบแปดในชุดนักเรียน ม.6 ของโรงเรียนประจำจังหวัด
กำลังมัดผมหางม้าด้วยริบบิ้นสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาใสสะท้อนแสงแดดยามเช้า ริมฝีปากมีรอยยิ้มบาง ๆ
ก่อนจะได้ยินเสียงพ่อดังขึ้นจากล่างบ้าน
“อัญชัน! ลงมาได้แล้วลูก เดี๋ยวไปโรงเรียนสายเอาเน้อ!”
“ค่าพ่อ~ ลงเดี๋ยวนี้แหละ!” เธอตอบพลางคว้าเป้ผ้าใบคู่ใจมากอดแน่น แล้ววิ่งลงบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ ทุกย่างก้าว
แม่จันทร์ฉายวางจานข้าวต้มร้อน ๆ ลงบนโต๊ะไม้
“กินข้าวก่อนลูก เดี๋ยวไปถึงโรงเรียนท้องว่างจะปวดท้องเอานะ”
“หนูไม่ปวดท้องหรอกแม่ แค่วันนี้มีสอบย่อย หนูกะจะรีบไปอ่านเพิ่มก่อนเข้าแถวค่ะ”
เสียงใสของอัญชันพูดพลางตักข้าวต้มเข้าปากสองคำ ก่อนรีบคว้ากระเป๋าแล้วโบกมือลาพ่อแม่
“ไปก่อนนะพ่อแม่!”
“ขับรถดี ๆ เด้ออัญ!” เสียงพ่อดังตามหลัง
รถมอเตอร์ไซค์คันเล็กสีฟ้าเคลื่อนออกจากบ้าน ล้อบดไปตามถนนลูกรังสายเล็ก ๆ ท่ามกลางแสงเช้าสีทองของเมืองลำปาง…
ใครจะรู้ เส้นทางที่อัญชันวิ่งผ่านในเช้าวันนี้ จะพาเธอไปเจอกับชายแปลกหน้าเลือดโชกที่หลงทางเข้ามาจากอีกโลกหนึ่ง…
เสียงเครื่องยนต์เล็ก ๆ ของมอเตอร์ไซค์คันสีฟ้าดังแผ่วไปตามถนนลูกรังที่คดเคี้ยวผ่านแนวสวนลำไยสองข้างทาง แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านยอดไม้เป็นลำทองสวยงาม ลมเย็นพัดเบา ๆ จนกลีบดอกหญ้าไหวตาม
“วันนี้อากาศดีจัง…”
อัญชันพึมพำเบา ๆ พลางยิ้มบางให้กับท้องฟ้า
แต่แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันจางลง เมื่อเธอขับมาถึงทางโค้งก่อนออกสู่ถนนใหญ่
รถกระบะคันเก่าสีเทาเข้มจอดคาอยู่ข้างทาง สภาพหน้ารถบุบชนเข้ากับเสาไฟฟ้าแรงสูง ด้านหน้ากระจังแตก ฝุ่นและควันบาง ๆ ยังลอยออกมาจากฝากระโปรง
“ตายแล้ว…เกิดอุบัติเหตุเหรอเนี่ย!”
อัญชันรีบจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ข้างทาง ก่อนจะวิ่งเข้าไปใกล้ด้วยหัวใจที่เต้นแรง มือเล็ก ๆ สั่นน้อย ๆ ด้วยความตกใจ
เมื่อมองลอดกระจกรถเข้าไป เธอเห็นชายคนหนึ่ง
ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีขาวเปรอะเลือด ฟุบหน้ากับพวงมาลัย มือข้างหนึ่งยังจับไว้แน่น ส่วนเบาะข้างคนขับมีชายอีกคนหมดสติ ศีรษะพิงกระจก มีเลือดซึมออกมาตรงขา
อัญชันรีบเปิดประตูรถทันที
เสียง แกร๊ก! ดังขึ้น ก่อนที่กลิ่นควันน้ำมันจะตีเข้าจมูก
“คุณคะ! ได้ยินไหมคะ!?” เธอเขย่าตัวเขาเบา ๆ แต่ชายคนนั้นไม่ตอบ
ใบหน้าคมเข้มที่ซบอยู่กับพวงมาลัยซีดเผือด เส้นผมเปียกชื้นด้วยเหงื่อ เลือดสีเข้มไหลอาบลงมาตามแขนซ้าย
“คุณ! ฟื้นสิคะ!” เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความตกใจ
มือเล็กรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขฉุกเฉิน แต่สัญญาณกลับไม่ขึ้น ถนนเส้นนี้อยู่ในเขตห่างไกลจากตัวเมืองเกินไป
“บ้าเอ๊ย…ไม่มีสัญญาณ…”
เธอเม้มปากแน่น ก่อนตัดสินใจเปิดประตูฝั่งคนขับกว้างขึ้น แล้วพยายามพยุงร่างเขาออกมา
“อดทนนะคะ…ฉันจะพาคุณไปโรงพยาบาลเอง…”
เลือดอุ่น ๆ ซึมเปื้อนเต็มฝ่ามือเธอ กลิ่นคาวเข้มลอยคละคลุ้ง เธอกัดฟันแน่นทั้งที่น้ำตาเริ่มคลอ แต่ไม่ยอมปล่อยมือจากชายแปลกหน้าคนนั้นแม้แต่นิดเดียว
อัญชันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรขอความช่วยเหลืออีกครั้ง แต่สัญญาณกลับยังขาด ๆ หาย ๆ อยู่
เธอกัดริมฝีปากแน่น ใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ก่อนตัดสินใจวิ่งออกไปที่ถนน โบกรถทุกคันที่แล่นผ่านแต่เช้า ทว่าก็ไม่มีใครชะลอเพราะถนนเส้นนี้ยังไม่ค่อยมีคนสัญจร
“พ่อ… พ่ออยู่ไหนเนี่ย” เธอพูดกับตัวเองอย่างร้อนรน
ไม่นาน เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูดังขึ้นจากทางโค้งข้างหลัง รถกระบะสีน้ำเงินที่เธอคุ้นตามาตลอดชีวิตแล่นเข้ามาช้า ๆ
“พ่อ!”
อัญชันรีบโบกมือสุดแรง น้ำเสียงแผ่วแต่เต็มไปด้วยความโล่งใจ
พอรถหยุดสนิท พ่อไพโรจน์ลดกระจกลงทันที “อัญ! เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้ ไม่ไปเรียน!”
“พ่อ! มีคนประสบอุบัติเหตุอยู่ตรงนู้น รถชนเสาไฟ หนูว่าคนในรถเขาบาดเจ็บหนักมาก!”
พ่อไพโรจน์ไม่รอช้า รีบดับเครื่องแล้วเปิดประตูลงมา “พาไปลูก เร็วเข้า!”
อัญชันชี้ไปยังรถที่พังอยู่ข้างถนน พ่อไพโรจน์รีบวิ่งเข้าไปที่รถกระบะคันเก่าซึ่งชนอัดเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างทาง
ภาพชายหนุ่มเลือดท่วมตัวตรงพวงมาลัยทำให้ทั้งคู่ถึงกับชะงัก “เฮ้ย! พ่อหนุ่ม ได้ยินไหม!”
คิริวที่ฟุบหน้าอยู่กับพวงมาลัยค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาเหม่อลอย เสียงหอบแผ่วราวคนหมดแรง “ช…ช่วย…เพื่อน…”
“อัญ ไปดูอีกฝั่งเร็ว!”
“ค่ะพ่อ!”
อัญชันรีบอ้อมไปเปิดประตูอีกข้าง เธอแทบชะงักเมื่อเห็นผู้ชายอีกคนหมดสติ ศีรษะพิงกระจก เลือดซึมเปื้อนเต็มกางเกงตรงขา
“พ่อ! เขาเลือดออกเยอะเลยค่ะ!”
“ใจเย็น ๆ เดี๋ยวพ่อจัดการ”
ไพโรจน์พูดพลางถอดเสื้อแจ็กเก็ตเก่าของตัวเองมาพันขาไนท์แน่น ๆ เพื่อห้ามเลือดชั่วคราว ก่อนหันไปประคองคิริวที่ยังพยายามยันตัวออกจากเบาะ
“ระวังหน่อยลูก จับหัวไว้ดี ๆ …เอ้า ระวังแขนเขาด้วย”
คิริวกัดฟันแน่น หายใจสะอื้นแต่ยังพยายามพยุงตัว “ขอบ…คุณ…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว พาไปบ้านก่อน เดี๋ยวพ่อจัดการให้” พ่อพูดเสียงหนักแน่นแต่แววตาเปี่ยมความห่วงใย
อัญชันรีบวิ่งกลับไปสตาร์ทรถกระบะของพ่อ เสียงเครื่องยนต์เก่ากระตุกขึ้นมาท่ามกลางอากาศเย็นจัด “พ่อ เร็วค่ะ!”
ทั้งคู่ช่วยกันพาคิริวกับไนท์ขึ้นกระบะหลัง เสียงกรวดบดกับล้อดังกรอด ๆ เมื่อพ่อเหยียบคันเร่งพารถออกจากจุดเกิดเหตุ
ระหว่างทาง อัญชันหันไปมองชายแปลกหน้าที่นอนแน่นิ่งอยู่เบาะหลัง ดวงหน้าซีดขาวแต่แววตาที่หลับอยู่นั้นกลับมีบางอย่างที่เธอรู้สึกแปลกใจ เหมือนเคยเห็นมาก่อน…
“ถึงบ้านแล้วทำแผลให้เขาก่อน เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน” พ่อพูดโดยไม่ละสายตาจากถนน
อัญชันพยักหน้าช้า ๆ “ค่ะพ่อ…”
เสียงไก่ขันแว่วอยู่ไกล ๆ ขณะรถเลี้ยวเข้าทางดินหน้าบ้าน กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นลำไยที่เพิ่งร่วงหล่นจากต้นลอยคละคลุ้งในอากาศ
เมื่อรถกระบะของพ่อไพโรจน์ขับเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้าน เสียงเครื่องยนต์เก่าดับลงพร้อมกลิ่นน้ำมันที่ลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นดินชื้นยามเช้า
แม่จันทร์ฉายซึ่งกำลังเตรียมของเพื่อจะเข้าสวน ถึงกับชะงักไปทันที ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างของชายสองคนที่เปื้อนเลือดนอนอยู่ท้ายรถ
“ตายแล้วพี่โรจน์! นั่นมันใครกัน ทำไมถึงมีเลือดเต็มตัวแบบนั้น!” เสียงของเธอสั่นเครือ ทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว
“ใจเย็นก่อนจ้ะ เขาประสบอุบัติเหตุ พี่ไปเจอข้างทางเลยช่วยมานี่แหละ”
ไพโรจน์รีบพูด ขณะลงจากรถแล้วหันไปเปิดท้ายกระบะ “อัญ มาช่วยพ่อหน่อยลูก พยุงเขาเข้าบ้านก่อน”
“ค่ะพ่อ”
อัญชันรีบวิ่งมาช่วย แม้จะยังกลัวกับภาพเลือดที่เปรอะเสื้อผ้าชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่ก็กลั้นหายใจเข้าพยุงร่างเขาไว้
คิริวกัดฟันแน่น ดวงตาพร่าเลือนแต่ยังพยายามทรงตัว “ผม…ขอโทษ…”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วลูก เอาแรงไว้ก่อน เดี๋ยวแม่หายามา”
แม่จันทร์ฉายพูดเสียงสั่น พลางรีบหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน
กลิ่นน้ำค้างยามเช้าเริ่มเจือกลิ่นคาวเลือดที่ติดมากับตัวทั้งสอง เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ดังเอี๊ยด ๆ ขณะที่พวกเขาช่วยกันพาร่างของชายแปลกหน้าทั้งคู่เข้าไปในบ้านสวน
“พ่อ เขาเจ็บหนักนะ ดูเหมือนโดนยิงเลย…” อัญชันเอ่ยเสียงเบา สายตามองเลือดที่ซึมออกจากแผลบริเวณหน้าอกคิริวอย่างไม่เชื่อสายตา
ไพโรจน์ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เราต้องช่วยเขาไว้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
อัญชันพยักหน้ารับอย่างลังเล แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม
ผู้ชายสองคนนี้… เขาเป็นใครกันแน่ และหนีอะไรมา?