น้ำหยดลงหิน หินบอกว่ารำคาญ

1412 Words
พุฒิเมธขอตัวกลับไปแล้วแต่อิสริยายังนั่งนิ่งที่เดิม หญิงสาวพยายามคิดว่าเพื่อนรุ่นพี่ไปเอาเรื่องที่ดินผืนนี้มาได้อย่างไรว่าสกนธีจะขาย เที่ยงวันนั้นสกนธีมาหาที่ร้านหญิงสาวจึงถือโอกาสพูดเรื่องที่ดินผืนนั้น “คุณเคยบอกขายที่ผืนนั้นหรือเปล่า” สกนธีกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ ที่ผืนนี้เขาออกปากยกให้เธอไปแล้วตั้งแต่วันที่แต่งงานกันเมื่อเจ็ดปีก่อน แล้วเขาจะเอาไปขายได้อย่างไร “ไม่นี่ พี่จะขายได้ยังไงก็บอกยกให้เอ๋ไปตั้งนานแล้ว” แทนคำตอบอิสริยาส่งแฟ้มเอกสารที่พุฒิเมธทิ้งไว้ให้ ชายหนุ่มมองหน้าเธอและรับมาเปิดดู สกนธีสีหน้าเปลี่ยนเมื่ออ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ ยิ่งเปิดหน้าต่อๆ มาเขายิ่งเคร่งเครียด “เอ๋เอามาจากไหน” เขาถาม “พี่เมธเอามาให้ค่ะ เขาบอกว่าที่สวยราคาแรง” สกนธีทำเสียงในคอ ทำไมจะไม่สวยที่ผืนนี้เขาได้เป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ย่าที่เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งคู่ ท่านทั้งสองซื้อตั้งแต่ตอนที่ราคามันยังไม่แพง จะเรียกว่าสมัยปู่ย่าเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ว่าได้ แล้วไอ้หมอนั่นได้ข้อมูลมาได้อย่างไรว่าเขาจะขาย “เอ๋บอกมันหรือเปล่า ว่าที่ผืนนี้เป็นของเรา” หญิงสาวส่ายหน้า “เปล่าค่ะ ฉันไม่แน่ใจว่าคุณอาจจะเคยอยากได้ อาจจะเคยไปฝากขายที่ไหนไว้หรือเปล่า” “เป็นไปไม่ได้ พี่ไม่เคยมีความคิดเรื่องขายที่” ชายหนุ่มเดาะลิ้นเป็นจังหวะอย่างกำลังใช้ความคิด “งั้นเอ๋บอกมันว่า สนใจที่ผืนนี้อยากคุยกับเจ้าของที่ พี่อยากรู้ว่ามันเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าเราอยากขาย” หากเป็นเรื่องอื่นเธอแน่ใจว่าคงไม่ให้ความร่วมมือเป็นแน่ แต่เมื่อมาเป็นเรื่องที่ดินและเกี่ยวข้องกับพุฒิเมธทำให้เธออยากรู้ว่าต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไร “ได้ค่ะ ส่วนเรื่องที่ป๊ากับเฮียบอกว่าอยากขอซื้อค่ะ” “ถ้าเอ๋อยากขายก็ขายไปสิ เดี๋ยววันโอนพี่ไปเซ็นให้” เขายังยืนกรานว่าที่ผืนนั้นเป็นของเธอจนหญิงสาวเริ่มโมโห “คุณสกนธี เราคุยกันจริงจังสักทีเถอะ” “พี่จริงจังแล้ว มีแต่เอ๋นี่ล่ะที่คุยคนละเรื่องกับพี่ตลอด” เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ยกขาขึ้นไขว่ห้างราวกับกำลังสบายใจมาก “พี่บอกว่ายกให้ก็ยกให้ แต่ถ้าที่บ้านเอ๋ป๊ากับเฮียไม่สบายใจก็ทำสัญญาเช่ามาก็ได้ อย่าซื้อเลยเก็บเงินสำรองไว้เรื่องค่าก่อสร้างกับหมุนในห้างดีกว่า” ข้อเสนอของเขาเข้าท่าจนเธอขัดไม่ได้ อิสริยาหลุบตาลงมองเอกสารบนโต๊ะก่อนที่สกนธีจะพูดเรื่องต่อไป “ส่วนเรื่องก่อสร้างพี่อยากให้เปิดเสนอราคา พี่จะบอกเพื่อนให้มายื่นซองด้วยเราจะได้งานที่มีคุณภาพแล้วก็ไม่แพงเกินไป” อิสริยาขมวดคิ้ว เธอไม่อยากรับความช่วยเหลือจากคนที่นับแล้วว่าเป็นอดีตสามีแต่อีกใจก็เห็นด้วยว่าเขารู้เรื่องพวกนี้ดีกว่าเธอ และเพื่อนของเขาที่เธอรู้จักล้วนเป็นคนดีกว่าสกนธีมาก ต่อให้วันหนึ่งถ้าเราสองคนต้องเลิกกันไปจริงๆ ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเลิกคบกับนักธุรกิจเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสมิติหัวหน้าใหญ่ของกลุ่ม หรืออัศราเจ้าของบริษัทก่อสร้างอีกคน หรือแม้แต่ชานนท์หุ้นส่วนของสกนธีเองก็ล้วนแล้วมีความประพฤติดีกว่าพ่อของลูกเธอทั้งนั้น “ฉันอยากคุยกับเพื่อนๆ คุณเอง น่าจะดีกว่านะคะ” เธอลังเล “ไม่ดีหรอก เอ๋เป็นเจ้าของงานถ้ามาคุยกับพวกมันนอกรอบจะโดนครหานะว่าฮั้วกัน ไม่ดีๆ พี่ไปคุยเองดีกว่า” ช่างน่ารำคาญ อย่าคิดว่ารู้ไม่ทัน! อิสริยาคิดในใจ หญิงสาวลุกขึ้นเดินออกจากห้อง “คุณกลับไปได้แล้วค่ะ ฉันจะไปรับลูก” “พี่จะไปด้วย ลูกบอกว่าอยากให้พ่อแม่ไปรับด้วยกัน” หญิงสาวเม้มปาก “ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก มันใช้ไม่ได้ทุกสถานการณ์หรอกนะคะ” โดยเฉพาะในยามที่เธอหมดความรู้สึกไปแล้วแบบนี้ “พี่ไม่ชอบคตินั้น ของพี่ต้องบอกว่าน้ำหยดลงหินทุกวัน หินยัง...” เขาเงียบเมื่อเธอขัดขึ้นมา “หินมันบอกว่ารำคาญค่ะ รำคาญมากคุณไปได้แล้ววันนี้เราคุยกันเยอะไปแล้ว” สกนธีทำเสียงจิ๊จ๊ะในคอ เขามองเธอเหมือนจะค้อนแต่ก็ยอมกลับไปเมื่อเห็นว่าเธอเอาจริง “กลับก็ได้ พรุ่งนี้พี่จะเอาโจ๊กมาฝากลูกแต่เช้า ลูกบอกอยากกิน” “เรื่องที่ผืนนั้นตกลงเจ้าของเขาจะขายเท่าไหร่ครับคุณมิ” พุฒิเมธถามเพื่อนร่วมอาชีพสาวสวยคนหนึ่งที่ทำงานร่วมกันกับเขามาหลายครั้งแล้ว “เขายังไม่ให้ราคาแน่นอนมาเลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะถามเขาใหม่อีกที คุณรออีกสักวันสองวันนะไม่อยากไปตามง้อมาก” มิลินตอบ “เขาขายแน่ใช่ไหม ผมเปิดขายไปแล้วลูกค้าก็ทำท่าสนใจด้วย ถ้าคุณเจรจากับเจ้าของที่ไม่ได้ลองให้ผมไปคุยเองไหม” มิลินปรายตามองพุฒิเมธแล้วเมิน “ฉันจัดการเอง เชื่อมือสิ” หญิงสาวคิดไปถึงชายหนุ่มเจ้าของที่รูปหล่อที่พบจากการแนะนำของชานนท์ เนื่องจากว่าสกนธีเป็นหุ้นส่วนของญาติเธอเอง ‘สงสัยเราจะต้องไปดื่มที่ร้านคุณสมิติอีกครั้งแล้ว’ เธอนิ่วหน้าเมื่อคิดถึงตรงนี้ เพราะว่าเธอไม่เคยเจอสกนธีที่อื่นเลยนอกจากที่นั่น หญิงสาวรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของที่ดินผืนนั้นเพราะว่าชานนท์เป็นคนบอก ในฐานะนายหน้าตามนิสัยเธอจึงมองหาที่ผืนใหม่ๆ เพื่อบอกขายเสมอ และเธอได้รู้ว่าที่ดินเปล่าในทำเลดีที่หมายตามานานเป็นของเพื่อนชานนท์โดยบังเอิญ จึงพยายามเลียบๆ เคียงๆ ถามมาตลอด แน่ใจว่าเจ้าของไม่มีโครงการจะทำอะไรจึงพยายามหาคอนแท็กต์ของสกนธีจนญาติหนุ่มยอมให้ในที่สุด ค่ำวันนั้นเธอไปที่โรงเบียร์และได้พบชานนท์ที่มากับคนรักของเขา แต่ไม่เจอชายหนุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของเธอ “ไอ้เก่งเหรอ มันไม่มาหรอก” ชานนท์พูดปดแม้จะรู้ว่าอีกสักครู่สกนธีจะมาตามนัดที่เขานัดคุยกับลูกค้าไว้อีกคน “งั้นมิขอเบอร์โทรเขาได้ไหมนนท์ มีเรื่องสำคัญจะต้องคุยจริงๆ” ชานนท์ถอนใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่ามิลินเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนมีปัญหากับภรรยา ถึงแม้ว่าสกนธีจะไม่เล่าหรือโทษใครแต่เขาก็ยังจำได้ว่าคืนล่าสุดที่มิลินได้เจอเพื่อนของตัวเอง เช้าต่อมาอิสริยาโทรมาหาเขาและหลังจากนั้นเขาก็ได้รู้ว่ามันถูกเมียทิ้ง “อย่าไปยุ่งกับมันเลย ที่ผืนนั้นมันไม่ขายหรอกเธอกลับไปได้แล้วมิลิน” “มิอยากพยายามอีกที วันนั้นคุณเก่งอาจจะยังไม่ได้ตั้งใจฟังก็ได้เลยไม่สนใจ” มิลินไม่หมดความหวัง “เธอทำมันมีปัญหากับเมีย อยู่ดีๆ ไปจูบบนปกเสื้อมันทำไม เขาทะเลาะกันใหญ่โตจนเมียมันหอบเสื้อผ้าหอบลูกหนีไปแล้ว ยังไม่เลิกคิดอีกเหรอ” มิลินตาโต ถ้าสกนธีเลิกกับภรรยางั้นที่ผืนนั้นที่เขาว่ายกให้ภรรยามันก็พอมีหวังที่เธอจะได้มาขายงั้นสิ “ก็ดีน่ะสิ งั้นก็มีความหวังที่เขาจะขายที่มากขึ้นเพราะเมียทิ้งไปแล้ว” ญาณินวางแก้วลงบนโต๊ะค่อนข้างแรง เธอฟังแล้วรู้สึกรังเกียจญาติของแฟนหนุ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้หญิงอะไรไม่มีจิตสำนึก “นินไปห้องน้ำก่อนนะนนท์ จะอ้วกน่ะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD