ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นของทางอันตราย

1595 Words
“คุณแฟรงค์ครับ ผมไปตรวจที่เวทีมีอุปกรณ์ที่ดูน่าสนใจมากครับ แต่ไม่รู้ว่าทางร้านจะขายให้เรารึเปล่า” ลูกน้องของคุณแฟรงค์ที่ไปตรวจเวทีเดินมารายงาน นั่นจึงทำให้ฉันได้สติ แล้วหลุบตาลงไม่มองหน้าเขาต่อ และเขาก็หันไปสนใจกับเจ๊ปิ่นแทน “ว่าไงครับเจ๊ สะดวกจะขายเซตอุปกรณ์เวทีกับผมรึเปล่า” “เจ๊ต้องขอไปดูอีกที” “งั้นผมให้ลูกน้องผมตามไปดูครับ ผมจะนั่งอยู่ตรงนี้” จากนั้นเจ๊ปิ่นก็เดินออกไปพร้อมกับลูกน้องของคุณแฟรงค์ทำให้ตอนนี้ฉันยืนอยู่กับเขาสองคน “ใช้ได้นิ...สนใจมาทำงานที่คลับฉันรึเปล่า” ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย และสายตานั้นก็ตั้งใจมองฉันไปทั้งตัว ทำให้ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมานิด ๆ “คุณแฟรงค์รับสมัครพนักงานเสิร์ฟเหรอคะ งั้นขอถามเพิ่มเติมได้ไหม เงินเดือนเท่าไหร่ พูดตรง ๆ ฉันต้องการเงินค่ะ” “หนึ่งแสน” “จะ...จริงเหรอคะ” “อืม...ว่าไงสนใจไหม” เขาขยับมาใกล้ รอยยิ้มอันตรายนี่ทำให้ฉันถอยหลังอัตโนมัติ แต่เพราะตอนนี้มันเป็นหนทางเดียวที่ฉันจะได้เงิน ถ้าลองดูจะดีไหมนะ “เออ...ถ้าฉันอยากเบิกล่วงหน้า หนึ่งล้าน จะพอเป็นไปได้ไหมคะ ตอนนี้ฉันร้อนเงินจริง ๆ” “หนึ่งล้าน?” คุณแฟรงค์นั่งลงโซฟา ใช้สายตามองฉันอีกครั้งราวกับประเมินราคาความคุ้มค่าที่จะลงทุนมัน “เด็กเสิร์ฟเงินเดือนหนึ่งแสนน่ะให้ได้ทันที...แต่ถ้าอยากได้เงินหนึ่งล้านล่วงหน้าอีกก้อน เธอต้องจ่าย ‘ค่ามัดจำ’ ที่หนักกว่า ‘แรงงาน’” คำพูดนั้นพานทำให้ฉันนิ่งทื่อเป็นหิน ก่อนที่เขาจะโน้มมากระซิบข้างหูฉัน “มาเป็น ‘เด็กลับ’ ของฉันหนึ่งปี โดยมีกฎว่า ห้ามมีคนอื่น ห้ามปฏิเสธเวลาที่ฉันต้องการ และที่สำคัญ...ห้ามรักฉันโดยเด็ดขาด! ถ้าเธอตกลงไม่ใช่แค่หนึ่งล้านหรอก ที่พัก รถยนต์ค่าขนม ก็มีให้ ไม่รวมกับเงินเดือน” ‘นี่มันกฎบ้าอะไรเนี่ย...’ ฉันพึมพำในใจ “ฉันขอคิดดูก่อนค่ะ” เพราะเขายื่นข้อเสนอให้ง่ายดายเกินไปมันทำให้ฉันกลัว และยังไม่มั่นใจว่า เขาจะไม่ทำอะไรเกินกว่าที่พูดรึเปล่า หากเขาทำมากกว่านั้นเช่นส่งฉันไปขายตัวล่ะ ฉันคงทำไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นการที่ยังไม่ตอบรับแต่ไม่ถึงกับปฏิเสธจึงเป็นทางเดียวที่ฉันจะทำได้ตอนนี้ “หึ...กล้าต่อรองกับฉันงั้นเหรอ” “ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากรับนะคะเพียงแต่...” เขาถอยหลังกลับไปนั่งไขว่ห้างโซฟาตามเดิม แขนเขาพาดไปตามพนักพิงทำหน้ายิ้มกริ่มเหมือนคาดการณ์ไว้แล้วว่าฉันจะตอบแบบนี้ “ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เรียนที่ไหนปีไหน” เขาวางมาดสอบถาม “ชื่อมายด์ค่ะ อายุยี่สิบ เรียนมหาลัยA เคมีปีหนึ่งค่ะ” “ปีหนึ่ง? อายุ20?” “ฉันเคยดรอปเรียนหนึ่งปีค่ะ” “เอาเป็นว่าถ้าสนใจล่ะก็ติดต่อมา” เขายื่นนามบัตรให้ฉัน หรือถ้าต้องการเงินด่วนก็มาหาฉันที่ลานเกียร์” “คุณแฟรงค์ก็เรียนที่มหาลัยA? เหรอคะ” “ปีสี่ วิศวะคอม เธอเป็นรุ่นน้องมหาลัยฉันนี่แหละ” จากนั้นไม่นานนักเจ๊ปิ่นกับลูกน้องของเขาก็กลับมาทำให้การสนทนาลับนี้จบไป “เจ๊ตกลงขายเพิ่มให้จ๊ะ” “อืมขอบคุณมากครับเจ๊ปิ่นคนสวย พรุ่งนี้ผมจะให้พนักงานมาขนไปนะครับ” “ปากหวานจริงนะ คุณแฟรงค์เนี่ย” “งั้นผมขอตัวครับ...” จากนั้นคุณแฟรงค์และลูกน้องของเขาก็หันหลังเดินผ่านไป ทว่า...เขากลับหันมาอีกครั้งพร้อมยกยิ้มมุมปากหากัน “ถ้าสนใจรับงานล่ะก็ ติดต่อมาล่ะโอกาสที่ฉันยื่นให้ไม่ได้มีบ่อย ๆ หรอกนะ หึ” พูดจบเขาก็หันหลังกลับเดินออกไปจากบาร์ เจ๊ปิ่นทำหน้าเลิกคิ้วมาที่ฉัน ในขณะที่ฉันเหม่อเพราะใช้ความคิดอยู่ “อีมายด์...คุณแฟรงค์เสนองานอะไรให้ล่ะ เงินดีไหม” “คะ...กะ...ก็งานเด็กเสิร์ฟค่ะ เงินก็ถือว่าดีมาก” “แล้วตกลงรับรึยัง” “มายด์ของกลับไปคิดดูก่อนค่ะ” “งานดีขนาดนั้น อีพวกคนอื่น ๆ อยากไปเป็นเด็กเสิร์ฟคลับหรูนั่นจนตัวสั่นเลยนะ รีบติดต่อไปรับเถอะถ้าไม่อยากพลาดงานดี ๆ” “ไว้ฉันจะติดต่อคุณแฟรงค์อีกทีค่ะ ขอบคุณเจ๊มากนะคะ...ที่ผ่านมาทุกอย่างเลย” ฉันยกมือไหว้ก้มลงที่อกเจ๊ด้วยความรัก เพราะฉันนับถือเจ๊เหมือนแม่คนที่สองเลยล่ะ “เออ...ไหว้พระเถอะ จากนี้ไปชีวิตอาจจะลำบากบ้าง แต่เชื่อเถอะ ต้องมีสักวันที่เป็นวันของเรา” มือเจ๊ตบบ่าฉันเบา ๆ “น้อมรับคำสอนจ๊ะเจ๊ปิ่น งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” จากนั้นฉันเดินออกจากบาร์นี้ด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ หันกลับไปมองมันอีกครั้ง พร้อมกับถอนหายใจออกมา “เฮ้อ...” ฉันเดินทอดน่องไปตามฟุตพาทริมทางในเวลามืดค่ำแบบนี้ประจำเพราะอยากประหยัดเงินให้ได้มากที่สุด แม้มันจะน่ากลัวแค่ไหน แต่การไม่มีเงินมันน่ากลัวกว่าจริง ๆ จนเมื่อมาถึงบ้านที่ตอนนี้เงียบสงัด ทรุดตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้กลางบ้าน นั่งคิดถึงชีวิตที่แสนบัดสบที่เกิดขึ้นในปีนี้...พ่อตายทิ้งหนี้สินท่วมหัวไว้ แม่ป่วยหนักอยู่โรงพยาบาลด้วยค่ารักษาตัวที่แพงหูฉี่ แถมตอนนี้ก็ใกล้จ่ายค่าเทอมแล้วด้วย ประจวบกับต้องมาตกงานแบบนี้อีก ฉันรู้ว่าฉันต้องสู้เพื่อแม่ที่ฉันรัก แต่ทำไมโชคชะตาถึงใจร้ายกับฉันเหลือเกิน ทำไมไม่ทำให้ฉันมีเส้นทางให้ได้หายใจสะดวกบ้าง พอคิดถึงตรงนี้ทีไรน้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความน้อยใจต่อโชคชะตาจริง ๆ ‘ฮือ...................’ แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม ณ เวลานี้หนทางที่ทำให้ฉันได้เงินก้อนใหญ่มีเพียงจากเขาคนนั้น แต่หากฉันรับมันนั่นหมายถึงฉันต้องทิ้งศักดิ์ศรีตัวเองไป เป็นเพียงผู้หญิงที่ใช้ร่างกายหาเงิน ฉันไม่ได้อยากทำสักนิด บางทีพรุ่งนี้สวรรค์อาจจะเมตตาฉัน ส่งงานที่ดีกว่านี้มาให้ก็ได้ ใช่แล้ว ฉันต้องมีหวังสิ... (เช้าวันต่อมา) ‘สายเรียกเข้า’ ดังไม่หยุดในขณะที่ฉันกำลังนอนหลับได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่เมื่อลุกขึ้นมามองจอมือถือและพบว่าสายที่โทรมาคือโรงพยาบาลที่แม่รักษาตัวอยู่ ก็ทำให้นัยน์ตาที่ปรือ ลืมตาตื่นอย่างฉับพลัน “สวัสดีค่ะ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าคะ” (คุณเป็นญาติของคุณมาติกาใช่ไหมคะ) “ค่ะ...ฉันเป็นลูกของท่าน” (รบกวนคุณมาที่โรงพยาบาลตอนนี้ได้ไหมคะ อาการของคนไข้ทรุดหนักต้องได้รับความยินยอมให้ผ่าตัดด่วนค่ะ) สิ้นประโยคนั้นของทางโรงพยาบาลมันทำให้ฉันใจเต้นแรง มือไม้สั่น น้ำตาเริ่มคลอเบ้า คิดไปต่าง ๆ นานา ว่าแม่กำลังจะจากฉันไป “ดะ...ได้ค่ะ ฉันจะรีบไป” ฉันรีบลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า แทบไม่มองด้วยซ้ำว่าชุดนั้นจะสวยรึเปล่า เพราะใจของฉันแทบไม่มีเวลาให้คิดอะไรอีกนอกจากแม่... ใช้เวลาไม่นานนักฉันก็มาถึงโรงพยาบาลด้วยมอเตอร์ไซค์ที่มีอยู่คันเดียวของบ้าน ฉันนั่งรออยู่หน้าห้องไอซียูด้วยหัวใจที่แตกสลาย ความรู้สึกกระวนกระวายใจ หวาดกลัวที่จะเสียคนสำคัญในชีวิตไปมันยิ่งชัดเจนมากขึ้น พยาบาลที่เดินผ่านมาเห็นสภาพนั้นน้ำตานองเต็มหน้าก็เดินมายื่นทิชชู่ให้พลางปลอบใจว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น ‘ครืด...’ เสียงเปิดประตูของห้องไอซียูเปิดออกมา คุณหมอพร้อมพยาบาล เดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเรียกฉันไปพบด่วน “คุณหมอค่ะ คุณแม่ฉันเป็นยังไงบ้าง” “ตอนนี้อยู่ในสภาวะทรงตัวแล้วครับเพียงแต่...ถ้าปล่อยไว้อันตรายมาก จำเป็นต้องผ่าตัดให้เร็วที่สุด ไม่เช่นน้ำเลือดที่คลั่งตรงนั้นจะกดทับอาจทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตตลอดชีวิตได้” “ฉันยินดีให้ผ่าตัดค่ะคุณหมอ...คุณหมอทำยังไงก็ได้ให้แม่ของฉันหายดีนะคะ” “ผมเองก็อยากทำให้เต็มที่เช่นกันครับ เพียงแต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง...” “ฉันจะหามาจ่ายภายในเดือนนี้แน่นอนค่ะ คุณหมอต้องช่วยแม่ของฉันนะคะ ในชีวิตฉันไม่เหลือใครแล้วจริง ๆ” “ถ้าคุณยืนยันว่า จะสามารถจ่ายค่ารักษาได้ผมจะดูแลสุดความสามารถแน่นอนครับ เดี๋ยวผมช่วยพูดกับทางโรงพยาบาลเรื่องค่าใช้จ่ายว่าลดได้แค่ไหน และยืดการชำระได้นานแค่ไหนให้ครับ” “ขอบคุณมากนะคะ...คุณหมอ ฉันไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีกแล้วจริง ๆ ค่ะ” “ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณแม่นะครับ ผมเต็มที่แน่นอน งั้นผมจัดการส่งเรื่องผ่าตัดด่วนให้นะครับ” “ขอบคุณค่ะ คุณหมอฉันฝากด้วยนะคะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD