“คุณแฟรงค์ครับ ผมไปตรวจที่เวทีมีอุปกรณ์ที่ดูน่าสนใจมากครับ แต่ไม่รู้ว่าทางร้านจะขายให้เรารึเปล่า” ลูกน้องของคุณแฟรงค์ที่ไปตรวจเวทีเดินมารายงาน นั่นจึงทำให้ฉันได้สติ แล้วหลุบตาลงไม่มองหน้าเขาต่อ และเขาก็หันไปสนใจกับเจ๊ปิ่นแทน
“ว่าไงครับเจ๊ สะดวกจะขายเซตอุปกรณ์เวทีกับผมรึเปล่า”
“เจ๊ต้องขอไปดูอีกที”
“งั้นผมให้ลูกน้องผมตามไปดูครับ ผมจะนั่งอยู่ตรงนี้”
จากนั้นเจ๊ปิ่นก็เดินออกไปพร้อมกับลูกน้องของคุณแฟรงค์ทำให้ตอนนี้ฉันยืนอยู่กับเขาสองคน
“ใช้ได้นิ...สนใจมาทำงานที่คลับฉันรึเปล่า” ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย และสายตานั้นก็ตั้งใจมองฉันไปทั้งตัว ทำให้ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมานิด ๆ
“คุณแฟรงค์รับสมัครพนักงานเสิร์ฟเหรอคะ งั้นขอถามเพิ่มเติมได้ไหม เงินเดือนเท่าไหร่ พูดตรง ๆ ฉันต้องการเงินค่ะ”
“หนึ่งแสน”
“จะ...จริงเหรอคะ”
“อืม...ว่าไงสนใจไหม” เขาขยับมาใกล้ รอยยิ้มอันตรายนี่ทำให้ฉันถอยหลังอัตโนมัติ แต่เพราะตอนนี้มันเป็นหนทางเดียวที่ฉันจะได้เงิน ถ้าลองดูจะดีไหมนะ
“เออ...ถ้าฉันอยากเบิกล่วงหน้า หนึ่งล้าน จะพอเป็นไปได้ไหมคะ ตอนนี้ฉันร้อนเงินจริง ๆ”
“หนึ่งล้าน?” คุณแฟรงค์นั่งลงโซฟา ใช้สายตามองฉันอีกครั้งราวกับประเมินราคาความคุ้มค่าที่จะลงทุนมัน
“เด็กเสิร์ฟเงินเดือนหนึ่งแสนน่ะให้ได้ทันที...แต่ถ้าอยากได้เงินหนึ่งล้านล่วงหน้าอีกก้อน เธอต้องจ่าย ‘ค่ามัดจำ’ ที่หนักกว่า ‘แรงงาน’” คำพูดนั้นพานทำให้ฉันนิ่งทื่อเป็นหิน ก่อนที่เขาจะโน้มมากระซิบข้างหูฉัน “มาเป็น ‘เด็กลับ’ ของฉันหนึ่งปี โดยมีกฎว่า ห้ามมีคนอื่น ห้ามปฏิเสธเวลาที่ฉันต้องการ และที่สำคัญ...ห้ามรักฉันโดยเด็ดขาด! ถ้าเธอตกลงไม่ใช่แค่หนึ่งล้านหรอก ที่พัก รถยนต์ค่าขนม ก็มีให้ ไม่รวมกับเงินเดือน”
‘นี่มันกฎบ้าอะไรเนี่ย...’ ฉันพึมพำในใจ
“ฉันขอคิดดูก่อนค่ะ” เพราะเขายื่นข้อเสนอให้ง่ายดายเกินไปมันทำให้ฉันกลัว และยังไม่มั่นใจว่า เขาจะไม่ทำอะไรเกินกว่าที่พูดรึเปล่า หากเขาทำมากกว่านั้นเช่นส่งฉันไปขายตัวล่ะ ฉันคงทำไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นการที่ยังไม่ตอบรับแต่ไม่ถึงกับปฏิเสธจึงเป็นทางเดียวที่ฉันจะทำได้ตอนนี้
“หึ...กล้าต่อรองกับฉันงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากรับนะคะเพียงแต่...” เขาถอยหลังกลับไปนั่งไขว่ห้างโซฟาตามเดิม แขนเขาพาดไปตามพนักพิงทำหน้ายิ้มกริ่มเหมือนคาดการณ์ไว้แล้วว่าฉันจะตอบแบบนี้
“ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เรียนที่ไหนปีไหน” เขาวางมาดสอบถาม
“ชื่อมายด์ค่ะ อายุยี่สิบ เรียนมหาลัยA เคมีปีหนึ่งค่ะ”
“ปีหนึ่ง? อายุ20?”
“ฉันเคยดรอปเรียนหนึ่งปีค่ะ”
“เอาเป็นว่าถ้าสนใจล่ะก็ติดต่อมา” เขายื่นนามบัตรให้ฉัน หรือถ้าต้องการเงินด่วนก็มาหาฉันที่ลานเกียร์”
“คุณแฟรงค์ก็เรียนที่มหาลัยA? เหรอคะ”
“ปีสี่ วิศวะคอม เธอเป็นรุ่นน้องมหาลัยฉันนี่แหละ”
จากนั้นไม่นานนักเจ๊ปิ่นกับลูกน้องของเขาก็กลับมาทำให้การสนทนาลับนี้จบไป
“เจ๊ตกลงขายเพิ่มให้จ๊ะ”
“อืมขอบคุณมากครับเจ๊ปิ่นคนสวย พรุ่งนี้ผมจะให้พนักงานมาขนไปนะครับ”
“ปากหวานจริงนะ คุณแฟรงค์เนี่ย”
“งั้นผมขอตัวครับ...” จากนั้นคุณแฟรงค์และลูกน้องของเขาก็หันหลังเดินผ่านไป ทว่า...เขากลับหันมาอีกครั้งพร้อมยกยิ้มมุมปากหากัน “ถ้าสนใจรับงานล่ะก็ ติดต่อมาล่ะโอกาสที่ฉันยื่นให้ไม่ได้มีบ่อย ๆ หรอกนะ หึ” พูดจบเขาก็หันหลังกลับเดินออกไปจากบาร์
เจ๊ปิ่นทำหน้าเลิกคิ้วมาที่ฉัน ในขณะที่ฉันเหม่อเพราะใช้ความคิดอยู่
“อีมายด์...คุณแฟรงค์เสนองานอะไรให้ล่ะ เงินดีไหม”
“คะ...กะ...ก็งานเด็กเสิร์ฟค่ะ เงินก็ถือว่าดีมาก”
“แล้วตกลงรับรึยัง”
“มายด์ของกลับไปคิดดูก่อนค่ะ”
“งานดีขนาดนั้น อีพวกคนอื่น ๆ อยากไปเป็นเด็กเสิร์ฟคลับหรูนั่นจนตัวสั่นเลยนะ รีบติดต่อไปรับเถอะถ้าไม่อยากพลาดงานดี ๆ”
“ไว้ฉันจะติดต่อคุณแฟรงค์อีกทีค่ะ ขอบคุณเจ๊มากนะคะ...ที่ผ่านมาทุกอย่างเลย” ฉันยกมือไหว้ก้มลงที่อกเจ๊ด้วยความรัก เพราะฉันนับถือเจ๊เหมือนแม่คนที่สองเลยล่ะ
“เออ...ไหว้พระเถอะ จากนี้ไปชีวิตอาจจะลำบากบ้าง แต่เชื่อเถอะ ต้องมีสักวันที่เป็นวันของเรา” มือเจ๊ตบบ่าฉันเบา ๆ
“น้อมรับคำสอนจ๊ะเจ๊ปิ่น งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”
จากนั้นฉันเดินออกจากบาร์นี้ด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ หันกลับไปมองมันอีกครั้ง พร้อมกับถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ...” ฉันเดินทอดน่องไปตามฟุตพาทริมทางในเวลามืดค่ำแบบนี้ประจำเพราะอยากประหยัดเงินให้ได้มากที่สุด แม้มันจะน่ากลัวแค่ไหน แต่การไม่มีเงินมันน่ากลัวกว่าจริง ๆ
จนเมื่อมาถึงบ้านที่ตอนนี้เงียบสงัด ทรุดตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้กลางบ้าน นั่งคิดถึงชีวิตที่แสนบัดสบที่เกิดขึ้นในปีนี้...พ่อตายทิ้งหนี้สินท่วมหัวไว้ แม่ป่วยหนักอยู่โรงพยาบาลด้วยค่ารักษาตัวที่แพงหูฉี่ แถมตอนนี้ก็ใกล้จ่ายค่าเทอมแล้วด้วย ประจวบกับต้องมาตกงานแบบนี้อีก ฉันรู้ว่าฉันต้องสู้เพื่อแม่ที่ฉันรัก แต่ทำไมโชคชะตาถึงใจร้ายกับฉันเหลือเกิน ทำไมไม่ทำให้ฉันมีเส้นทางให้ได้หายใจสะดวกบ้าง พอคิดถึงตรงนี้ทีไรน้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความน้อยใจต่อโชคชะตาจริง ๆ ‘ฮือ...................’
แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม ณ เวลานี้หนทางที่ทำให้ฉันได้เงินก้อนใหญ่มีเพียงจากเขาคนนั้น แต่หากฉันรับมันนั่นหมายถึงฉันต้องทิ้งศักดิ์ศรีตัวเองไป เป็นเพียงผู้หญิงที่ใช้ร่างกายหาเงิน ฉันไม่ได้อยากทำสักนิด บางทีพรุ่งนี้สวรรค์อาจจะเมตตาฉัน ส่งงานที่ดีกว่านี้มาให้ก็ได้ ใช่แล้ว ฉันต้องมีหวังสิ...
(เช้าวันต่อมา)
‘สายเรียกเข้า’ ดังไม่หยุดในขณะที่ฉันกำลังนอนหลับได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่เมื่อลุกขึ้นมามองจอมือถือและพบว่าสายที่โทรมาคือโรงพยาบาลที่แม่รักษาตัวอยู่ ก็ทำให้นัยน์ตาที่ปรือ ลืมตาตื่นอย่างฉับพลัน
“สวัสดีค่ะ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าคะ”
(คุณเป็นญาติของคุณมาติกาใช่ไหมคะ)
“ค่ะ...ฉันเป็นลูกของท่าน”
(รบกวนคุณมาที่โรงพยาบาลตอนนี้ได้ไหมคะ อาการของคนไข้ทรุดหนักต้องได้รับความยินยอมให้ผ่าตัดด่วนค่ะ)
สิ้นประโยคนั้นของทางโรงพยาบาลมันทำให้ฉันใจเต้นแรง มือไม้สั่น น้ำตาเริ่มคลอเบ้า คิดไปต่าง ๆ นานา ว่าแม่กำลังจะจากฉันไป
“ดะ...ได้ค่ะ ฉันจะรีบไป”
ฉันรีบลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า แทบไม่มองด้วยซ้ำว่าชุดนั้นจะสวยรึเปล่า เพราะใจของฉันแทบไม่มีเวลาให้คิดอะไรอีกนอกจากแม่... ใช้เวลาไม่นานนักฉันก็มาถึงโรงพยาบาลด้วยมอเตอร์ไซค์ที่มีอยู่คันเดียวของบ้าน
ฉันนั่งรออยู่หน้าห้องไอซียูด้วยหัวใจที่แตกสลาย ความรู้สึกกระวนกระวายใจ หวาดกลัวที่จะเสียคนสำคัญในชีวิตไปมันยิ่งชัดเจนมากขึ้น พยาบาลที่เดินผ่านมาเห็นสภาพนั้นน้ำตานองเต็มหน้าก็เดินมายื่นทิชชู่ให้พลางปลอบใจว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น
‘ครืด...’ เสียงเปิดประตูของห้องไอซียูเปิดออกมา คุณหมอพร้อมพยาบาล เดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเรียกฉันไปพบด่วน
“คุณหมอค่ะ คุณแม่ฉันเป็นยังไงบ้าง”
“ตอนนี้อยู่ในสภาวะทรงตัวแล้วครับเพียงแต่...ถ้าปล่อยไว้อันตรายมาก จำเป็นต้องผ่าตัดให้เร็วที่สุด ไม่เช่นน้ำเลือดที่คลั่งตรงนั้นจะกดทับอาจทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตตลอดชีวิตได้”
“ฉันยินดีให้ผ่าตัดค่ะคุณหมอ...คุณหมอทำยังไงก็ได้ให้แม่ของฉันหายดีนะคะ”
“ผมเองก็อยากทำให้เต็มที่เช่นกันครับ เพียงแต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง...”
“ฉันจะหามาจ่ายภายในเดือนนี้แน่นอนค่ะ คุณหมอต้องช่วยแม่ของฉันนะคะ ในชีวิตฉันไม่เหลือใครแล้วจริง ๆ”
“ถ้าคุณยืนยันว่า จะสามารถจ่ายค่ารักษาได้ผมจะดูแลสุดความสามารถแน่นอนครับ เดี๋ยวผมช่วยพูดกับทางโรงพยาบาลเรื่องค่าใช้จ่ายว่าลดได้แค่ไหน และยืดการชำระได้นานแค่ไหนให้ครับ”
“ขอบคุณมากนะคะ...คุณหมอ ฉันไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีกแล้วจริง ๆ ค่ะ”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณแม่นะครับ ผมเต็มที่แน่นอน งั้นผมจัดการส่งเรื่องผ่าตัดด่วนให้นะครับ”
“ขอบคุณค่ะ คุณหมอฉันฝากด้วยนะคะ”