2 ยายจ๊า

1431 Words
เวลาต่อมา “ปริมไปก่อนนะพี่น้ำขิง บาย...” “บายจ้ะ เดินดีๆ ล่ะ ซอยบ้านเรามันเปลี่ยว ถึงแล้วไลน์มาบอกพี่ด้วยนะ” “ได้ค่ะ...” ปริมโบกมือลาพี่น้ำขิง ก่อนจะเดินเลี้ยวเข้าซอยบ้านที่ทั้งลึกและมืดสนิท แสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่ติดๆ ดับๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวดูวังเวงเหมือนกับทุกวัน เด็กสาวกระชับสายเป้แน่น พลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงหน้าบ้านไม้หลังเล็กของตัวเอง ปริมชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูรั้วไม้ แววตาที่เคยห้าวหาญฉายแววสับสน ‘ทำไมวันนี้ยายปิดบ้านมืดขนาดนี้ล่ะ’ เธอคิดในใจพลางค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปในเขตบ้านด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เพราะปกติแล้ว ไม่ว่าเธอจะกลับดึกแค่ไหน ยายก็จะเปิดไฟดวงเล็กหน้าบ้านทิ้งไว้เพื่อรอรับเธอตลอด แต่วันนี้ทุกอย่างกลับมืดสนิทและเงียบกริบ จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง “ยาย... ยายคะ” ปริมตะโกนเรียกพลางกวาดสายตาฝ่าความมืดมองหาเงาของคนเป็นยาย หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความประหม่า ในหัวคิดอะไรที่ฟุ้งซ่านไปเรื่อย “ยาย... หลับอยู่หรือเปล่าคะ” มือเรียวค่อยๆ ผลักบานประตูห้องนอนของยายกำไลให้แง้มออกช้าๆ หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวด้วยความกลัว ว่าจะมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น แต่แล้วเสียงของผู้เป็นยายก็ดังขึ้น “กลับมาแล้วเหรอลูก” เสียงแหบพร่าที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาปริมสะดุ้งสุดตัวจนหัวใจแทบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม “ฮึก! อุ๊ย! ยาย... ขวัญเอ๊ยขวัญมา ปริมตกใจหมดเลยค่ะยาย” เด็กสาวรีบยกมือน้อยๆ ขึ้นทาบอกตัวเองพลางหลับตาแน่น หายใจหอบถี่ติดขัดเพราะหัวใจยังเต้นรัวเร็วด้วยความตกใจที่ยังไม่จางหาย “ตกใจอะไรขนาดนั้นหึเรา” ยายกำไลถามพลางมองหลานสาวด้วยความเอ็นดู “ก็ตกใจยายนั่นแหละค่ะ ยายไปไหนมา ปริมเรียกตั้งนานไม่เห็นขานรับเลย” “ยายไปเข้าห้องน้ำมาลูก พอดียายเพิ่งเดินออกมาเนี่ย” “ปริมนึกว่ายายจะเป็นอะไรไปซะแล้ว...” คำพูดท้ายประโยคแผ่วเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน “นึกว่ายายอะไรของแก” “เอ่อ... เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร งั้นยายเข้าไปนอนเถอะค่ะ เดี๋ยวปริมไปอาบน้ำก่อน” “อืม... อาบเสร็จแล้วก็รีบปิดไฟนอนซะนะลูก พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้า” “ค่ะยาย...” ปริมก้าวขาออกจากประตูห้องเพื่อหลบให้ยายกำไรเดินเข้าห้องไป ก่อนที่เธอจะหันไปมองแผ่นหลังคุ้มงอของยายที่เดินกลับเข้าห้องไป รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้า แต่ในส่วนลึกของหัวใจกลับมีความกังวลบางอย่างรบกวนอยู่ในใจ 'ยายแก่ลงไปมากแล้วจริงๆ' ความกังวลใจพาดผ่านนัยน์ตาคู่สวย ปริมยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังที่หายเข้าไปในห้อง ของคนสำคัญเพียงคนเดียวในชีวิตด้วยความรู้สึกไม่สบายใจในอก เธอรู้ดีว่ากาลเวลาไม่เคยรอใคร และความโรยราของยายก็เตือนให้เธอรู้ว่าต้องรีบเข้มแข็งเพื่อเป็นที่พึ่งให้ท่านให้ได้ "เฮ้ออออ" เด็กสาวถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อไล่ความฟุ้งซ่าน ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง เช้าของวันใหม่ กริ่ง!!! เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นในเวลาตีห้าครึ่ง ปริมงัวเงียตื่นขึ้นมาเตรียมตัวอาบน้ำเพื่อไปเรียนตามปกติ เธอจัดการอาบน้ำแต่งตัวในชุดนักเรียนเรียบร้อย ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมทำอาหารไว้ให้ยายเหมือนทุกวัน "วันนี้ทำไมยายตื่นสายจัง..." ปริมพึมพำพลางขมวดคิ้ว ปกติเวลานี้เธอจะได้ยินเสียงกุกกักจากการที่ยายลุกขึ้นมาหุงข้าว เพื่อตักบาตรในเช้าของวันแล้ว เด็กสาวเดินไปเคาะประตูห้องนอนของยายทันที "ยายคะ... ตื่นหรือยัง ปริมทำกับข้าวไว้ให้แล้วนะ" แต่ภายในห้องกับเงียบ ไร้ซึ่งเสียงตอบรับของยาย หัวใจของปริมเริ่มเต้นระรัวด้วยความลางสังหรณ์ไม่ดี เธอตัดสินใจผลักประตูเข้าไปทันที ร่างของยายกำไลนอนนิ่งอยู่บนเตียง ลมหายใจแผ่วเบาจนน่าใจหาย ใบหน้าของท่านซีดเผือดและมีเหงื่อเย็นๆ ซึมเต็มหน้าผาก "ยาย!... ยายคะ ตื่นสิยาย" ปริมถลาเข้าไปเขย่าตัวยายอย่างบ้าคลั่ง แต่ยายกลับทำเพียงปรือตามองเธออย่างยากลำบาก ริมฝีปากสั่นระริกพยายามจะพูดบางอย่างแต่ไม่มีเสียงออกมา "ยาย... ยายคะ!... ยายเป็นอะไรคะยาย..." ปริมมองไปรอบๆตัวของยาย เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ยายของเธอต้องนอนนิ่งแบบนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรที่ผิดปกติเลยนอกจากอาการที่ยายกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ "รอเดี๋ยวนะคะยาย ปริมจะพาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ" ในวินาทีนั้น ความห้าวเก่งที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่สั่นเทาไปด้วยความกลัว ปริมรีบกดโทรศัพท์เรียกกู้ภัยด้วยมือที่สั่นงันงก น้ำตาใสๆ ร่วงเผาะลงบนหลังมือของยาย 'อย่าเป็นอะไรไปนะยาย... ปริมเหลือยายแค่คนเดียวแล้วนะ' ปริมคิดไปจนถึงกลัวว่ายายจะทิ้งเธอไปอีกคน กลัวว่ายายจะไม่อยู่กับเธอแล้ว ปริมร้องไห้พร้อมทั้งสะอึกสะอื้นทั้งตื่นกลัว วี้ว!! วี้ว!! วี้ว!! เพียงไม่นานเสียงไซเรนรถพยาบาลที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กลายเป็นเสียงที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของเธอ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปริมรู้ซึ้งว่า ลำพังแค่แรงของเด็กวัย 18 ปีอย่างเธอ มันไม่เพียงพอที่จะยื้อชีวิตใครไว้ได้เลย @โรงพยาบาล "ยาย... ยายอย่าเป็นอะไรนะคะยาย... ฮึก..." ปริมในชุดนักเรียนที่หลุดรุ่ย นั่งกุมมือตัวเองที่สั่นเทา น้ำตาใสๆ ร่วงลงบนตักครั้งแล้วครั้งเล่า เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงตรงหน้า คลืด... เสียงประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิดออก พร้อมกับร่างของนายแพทย์วัยกลางคนที่ก้าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ปริมรีบถลาเข้าไปหาทันที “คุณหมอคะ! ยาย... ยายปริมเป็นยังไงบ้างคะหมอ” เสียงของเธอสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นภาษา “ใจเย็นๆ นะครับคุณหนู... หมอตรวจเบื้องต้นแล้ว อาการของคนไข้ค่อนข้างวิกฤตครับ ยายของหนูเป็นโรคร้ายแรงที่เกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิตและระบบประสาท ซึ่งมันรักษายากมาก” นายแพทย์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะสบตาเด็กสาวด้วยความหนักใจ “หมอต้องพูดตามตรงว่า... ศักยภาพของโรงพยาบาลรัฐขนาดเล็กแบบเราในตอนนี้อาจจะรักษาไม่ถึงขีดสุด เครื่องมือและทีมแพทย์เฉพาะทางเรายังมีไม่พอ” “หมายความว่ายังไงคะหมอ... ยายจะ... ยายจะทิ้งปริมไปเหรอคะ” น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก “ตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดคือการส่งตัวด่วนครับ ยายจำเป็นต้องย้ายเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในเมือง ที่นั่นมีทั้งหมอเฉพาะทาง และอุปกรณ์การแพทย์ที่ครบถ้วนกว่า และที่สำคัญยายต้องนอนในห้องไอซียู เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงครับ” คำว่าโรงพยาบาลเอกชนและห้องไอซียู ดังสะท้อนอยู่ในหัวของปริมเหมือนเสียงระฆังที่บอกกังวานถึงความตาย ไม่ใช่ความตายของยาย แต่เป็นความตายของอนาคตและเงินในกระเป๋าที่มีไม่ถึงหลักพันด้วยซ้ำ “ค่าใช้จ่าย... มันสูงมากใช่ไหมคะหมอ” ปริมถามเสียงแผ่ว พยายามปาดน้ำตาที่บังตาจนพร่ามัว “เฉพาะค่ามัดจำแรกรับและค่าห้องไอซียูต่อวัน ก็หลักแสนแล้วครับ ยังไม่รวมค่าผ่าตัดและตัวยาเฉพาะทาง” หมอแตะไหล่เธอเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ “แต่ถึงยังไงคุณหนูต้องรีบตัดสินใจนะครับ ยิ่งช้าโอกาสรอดของยายยิ่งน้อยลง” ปริมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นโรงพยาบาลอย่างหมดแรง ความห้าวเก่งหายไปเหลือเพียงความสิ้นหวัง มือเรียวสั่นเทาหยิบโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแตกร้าวขึ้นมา แสงสว่างจากหน้าจอโชว์ภาพพื้นหลังที่เธอถ่ายคู่กับยาย "ยายจ๊า... ฮึก!..."
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD