เวลาต่อมา
“ปริมไปก่อนนะพี่น้ำขิง บาย...”
“บายจ้ะ เดินดีๆ ล่ะ ซอยบ้านเรามันเปลี่ยว ถึงแล้วไลน์มาบอกพี่ด้วยนะ”
“ได้ค่ะ...”
ปริมโบกมือลาพี่น้ำขิง ก่อนจะเดินเลี้ยวเข้าซอยบ้านที่ทั้งลึกและมืดสนิท แสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่ติดๆ ดับๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวดูวังเวงเหมือนกับทุกวัน เด็กสาวกระชับสายเป้แน่น พลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงหน้าบ้านไม้หลังเล็กของตัวเอง
ปริมชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูรั้วไม้ แววตาที่เคยห้าวหาญฉายแววสับสน ‘ทำไมวันนี้ยายปิดบ้านมืดขนาดนี้ล่ะ’ เธอคิดในใจพลางค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปในเขตบ้านด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เพราะปกติแล้ว ไม่ว่าเธอจะกลับดึกแค่ไหน ยายก็จะเปิดไฟดวงเล็กหน้าบ้านทิ้งไว้เพื่อรอรับเธอตลอด แต่วันนี้ทุกอย่างกลับมืดสนิทและเงียบกริบ จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง
“ยาย... ยายคะ”
ปริมตะโกนเรียกพลางกวาดสายตาฝ่าความมืดมองหาเงาของคนเป็นยาย หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความประหม่า ในหัวคิดอะไรที่ฟุ้งซ่านไปเรื่อย
“ยาย... หลับอยู่หรือเปล่าคะ”
มือเรียวค่อยๆ ผลักบานประตูห้องนอนของยายกำไลให้แง้มออกช้าๆ หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวด้วยความกลัว ว่าจะมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น แต่แล้วเสียงของผู้เป็นยายก็ดังขึ้น
“กลับมาแล้วเหรอลูก”
เสียงแหบพร่าที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาปริมสะดุ้งสุดตัวจนหัวใจแทบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“ฮึก! อุ๊ย! ยาย... ขวัญเอ๊ยขวัญมา ปริมตกใจหมดเลยค่ะยาย”
เด็กสาวรีบยกมือน้อยๆ ขึ้นทาบอกตัวเองพลางหลับตาแน่น หายใจหอบถี่ติดขัดเพราะหัวใจยังเต้นรัวเร็วด้วยความตกใจที่ยังไม่จางหาย
“ตกใจอะไรขนาดนั้นหึเรา”
ยายกำไลถามพลางมองหลานสาวด้วยความเอ็นดู
“ก็ตกใจยายนั่นแหละค่ะ ยายไปไหนมา ปริมเรียกตั้งนานไม่เห็นขานรับเลย”
“ยายไปเข้าห้องน้ำมาลูก พอดียายเพิ่งเดินออกมาเนี่ย”
“ปริมนึกว่ายายจะเป็นอะไรไปซะแล้ว...”
คำพูดท้ายประโยคแผ่วเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
“นึกว่ายายอะไรของแก”
“เอ่อ... เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร งั้นยายเข้าไปนอนเถอะค่ะ เดี๋ยวปริมไปอาบน้ำก่อน”
“อืม... อาบเสร็จแล้วก็รีบปิดไฟนอนซะนะลูก พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้า”
“ค่ะยาย...”
ปริมก้าวขาออกจากประตูห้องเพื่อหลบให้ยายกำไรเดินเข้าห้องไป ก่อนที่เธอจะหันไปมองแผ่นหลังคุ้มงอของยายที่เดินกลับเข้าห้องไป รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้า แต่ในส่วนลึกของหัวใจกลับมีความกังวลบางอย่างรบกวนอยู่ในใจ 'ยายแก่ลงไปมากแล้วจริงๆ' ความกังวลใจพาดผ่านนัยน์ตาคู่สวย ปริมยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังที่หายเข้าไปในห้อง ของคนสำคัญเพียงคนเดียวในชีวิตด้วยความรู้สึกไม่สบายใจในอก เธอรู้ดีว่ากาลเวลาไม่เคยรอใคร และความโรยราของยายก็เตือนให้เธอรู้ว่าต้องรีบเข้มแข็งเพื่อเป็นที่พึ่งให้ท่านให้ได้
"เฮ้ออออ"
เด็กสาวถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อไล่ความฟุ้งซ่าน ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง
เช้าของวันใหม่
กริ่ง!!!
เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นในเวลาตีห้าครึ่ง ปริมงัวเงียตื่นขึ้นมาเตรียมตัวอาบน้ำเพื่อไปเรียนตามปกติ เธอจัดการอาบน้ำแต่งตัวในชุดนักเรียนเรียบร้อย ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมทำอาหารไว้ให้ยายเหมือนทุกวัน
"วันนี้ทำไมยายตื่นสายจัง..."
ปริมพึมพำพลางขมวดคิ้ว ปกติเวลานี้เธอจะได้ยินเสียงกุกกักจากการที่ยายลุกขึ้นมาหุงข้าว เพื่อตักบาตรในเช้าของวันแล้ว
เด็กสาวเดินไปเคาะประตูห้องนอนของยายทันที
"ยายคะ... ตื่นหรือยัง ปริมทำกับข้าวไว้ให้แล้วนะ"
แต่ภายในห้องกับเงียบ ไร้ซึ่งเสียงตอบรับของยาย
หัวใจของปริมเริ่มเต้นระรัวด้วยความลางสังหรณ์ไม่ดี เธอตัดสินใจผลักประตูเข้าไปทันที ร่างของยายกำไลนอนนิ่งอยู่บนเตียง ลมหายใจแผ่วเบาจนน่าใจหาย ใบหน้าของท่านซีดเผือดและมีเหงื่อเย็นๆ ซึมเต็มหน้าผาก
"ยาย!... ยายคะ ตื่นสิยาย"
ปริมถลาเข้าไปเขย่าตัวยายอย่างบ้าคลั่ง แต่ยายกลับทำเพียงปรือตามองเธออย่างยากลำบาก ริมฝีปากสั่นระริกพยายามจะพูดบางอย่างแต่ไม่มีเสียงออกมา
"ยาย... ยายคะ!... ยายเป็นอะไรคะยาย..."
ปริมมองไปรอบๆตัวของยาย เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ยายของเธอต้องนอนนิ่งแบบนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรที่ผิดปกติเลยนอกจากอาการที่ยายกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้
"รอเดี๋ยวนะคะยาย ปริมจะพาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ"
ในวินาทีนั้น ความห้าวเก่งที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่สั่นเทาไปด้วยความกลัว ปริมรีบกดโทรศัพท์เรียกกู้ภัยด้วยมือที่สั่นงันงก น้ำตาใสๆ ร่วงเผาะลงบนหลังมือของยาย
'อย่าเป็นอะไรไปนะยาย... ปริมเหลือยายแค่คนเดียวแล้วนะ' ปริมคิดไปจนถึงกลัวว่ายายจะทิ้งเธอไปอีกคน กลัวว่ายายจะไม่อยู่กับเธอแล้ว ปริมร้องไห้พร้อมทั้งสะอึกสะอื้นทั้งตื่นกลัว
วี้ว!! วี้ว!! วี้ว!!
เพียงไม่นานเสียงไซเรนรถพยาบาลที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กลายเป็นเสียงที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของเธอ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปริมรู้ซึ้งว่า ลำพังแค่แรงของเด็กวัย 18 ปีอย่างเธอ มันไม่เพียงพอที่จะยื้อชีวิตใครไว้ได้เลย
@โรงพยาบาล
"ยาย... ยายอย่าเป็นอะไรนะคะยาย... ฮึก..."
ปริมในชุดนักเรียนที่หลุดรุ่ย นั่งกุมมือตัวเองที่สั่นเทา น้ำตาใสๆ ร่วงลงบนตักครั้งแล้วครั้งเล่า เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงตรงหน้า
คลืด...
เสียงประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิดออก พร้อมกับร่างของนายแพทย์วัยกลางคนที่ก้าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ปริมรีบถลาเข้าไปหาทันที
“คุณหมอคะ! ยาย... ยายปริมเป็นยังไงบ้างคะหมอ”
เสียงของเธอสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นภาษา
“ใจเย็นๆ นะครับคุณหนู... หมอตรวจเบื้องต้นแล้ว อาการของคนไข้ค่อนข้างวิกฤตครับ ยายของหนูเป็นโรคร้ายแรงที่เกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิตและระบบประสาท ซึ่งมันรักษายากมาก”
นายแพทย์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะสบตาเด็กสาวด้วยความหนักใจ
“หมอต้องพูดตามตรงว่า... ศักยภาพของโรงพยาบาลรัฐขนาดเล็กแบบเราในตอนนี้อาจจะรักษาไม่ถึงขีดสุด เครื่องมือและทีมแพทย์เฉพาะทางเรายังมีไม่พอ”
“หมายความว่ายังไงคะหมอ... ยายจะ... ยายจะทิ้งปริมไปเหรอคะ”
น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก
“ตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดคือการส่งตัวด่วนครับ ยายจำเป็นต้องย้ายเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในเมือง ที่นั่นมีทั้งหมอเฉพาะทาง และอุปกรณ์การแพทย์ที่ครบถ้วนกว่า และที่สำคัญยายต้องนอนในห้องไอซียู เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงครับ”
คำว่าโรงพยาบาลเอกชนและห้องไอซียู ดังสะท้อนอยู่ในหัวของปริมเหมือนเสียงระฆังที่บอกกังวานถึงความตาย ไม่ใช่ความตายของยาย แต่เป็นความตายของอนาคตและเงินในกระเป๋าที่มีไม่ถึงหลักพันด้วยซ้ำ
“ค่าใช้จ่าย... มันสูงมากใช่ไหมคะหมอ”
ปริมถามเสียงแผ่ว พยายามปาดน้ำตาที่บังตาจนพร่ามัว
“เฉพาะค่ามัดจำแรกรับและค่าห้องไอซียูต่อวัน ก็หลักแสนแล้วครับ ยังไม่รวมค่าผ่าตัดและตัวยาเฉพาะทาง”
หมอแตะไหล่เธอเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ
“แต่ถึงยังไงคุณหนูต้องรีบตัดสินใจนะครับ ยิ่งช้าโอกาสรอดของยายยิ่งน้อยลง”
ปริมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นโรงพยาบาลอย่างหมดแรง ความห้าวเก่งหายไปเหลือเพียงความสิ้นหวัง มือเรียวสั่นเทาหยิบโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแตกร้าวขึ้นมา แสงสว่างจากหน้าจอโชว์ภาพพื้นหลังที่เธอถ่ายคู่กับยาย
"ยายจ๊า... ฮึก!..."