ร่างโปร่งบางของสตรีสาววัยสามสิบเอ็ดย่างสามสิบสองปรากฏตัวขึ้นในบูทหนึ่งในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับของแฟนคลับ
“ขอเสียงปรบมือต้อนรับคุณโรส สุคนธรสหรือเจ้าของนามปากกา โรสมาลี ที่กำลังโด่งดังในขณะนี้ด้วยครับ”
หญิงสาวก้าวขึ้นมายืนบนเวทีเล็กๆ ที่ทางสำนักพิมพ์จัดทำ แสงแฟลชสว่างวาบจากหลากหลายจุดเมื่อเธอมายืน ณ ตรงนี้
“สวัสดีค่ะ โรสต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่สนับสนุนผลงานนะคะ ขอให้งานของโรสเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนมีรอยยิ้มได้ในภาวะบ้านเมืองตึงเครียดแบบนี้ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ”
เสียงของเธอดังกระทบโสตประสาทคนที่กำลังก้าวเข้ามาในบูทหนังสือนั้น แต่เขาไม่ได้สนใจนักเพราะกำลังรีบเดินมาตามแรงจูงของหลานสาวสุดที่รัก
“อาเธมส์คะ เร็วๆ สิเดี๋ยวหนังสือเล่มใหม่ของพี่โรสหมด” ปรายแสง เด็กสาววัยสิบแปดดึงมือชายหนุ่มวัยสามสิบห้าผู้เป็นอาให้รีบเดินมาซื้อหนังสือนิยายเรื่องใหม่ของโรสมาลีนักเขียนชื่อดังในยุคนี้
เธอหยิบหนังสือได้มาสองเล่มจึงรีบไปจ่ายเงิน เพราะจะต้องไปต่อคิวให้โรสมาลีเซ็นชื่อลงที่ปกในให้ เป็นความพิเศษสุดที่เด็กสาวพยายามเพื่อจะมาซื้อหนังสือในวันนี้ให้ได้นั่นเอง
กันต์ธีร์หยิบเงินมาจ่ายค่าหนังสือให้หลานสาวเมื่อถึงคิวจ่าย
“ทำไมต้องซื้อสองเล่มละปาย” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย
“อ้าว... ก็เอาไว้อ่านเล่มนึง เอาไว้เก็บเข้าชั้นอีกเล่มไงคะอาเธมส์” เด็กสาวตอบเธอส่งหนังสือให้อาถือหนึ่งเล่ม ตัวเธอถืออีกเล่มขณะที่เดินไปต่อท้ายแถว
กันต์ธีร์งงๆ ทำไมต้องถือคนละเล่ม แล้วนี่ต่อแถวอะไรกัน เขาชะโงกไปมองด้านหน้าจึงบางอ้อว่านี่คือแถวที่เข้าคิวให้นักเขียนเซ็นชื่อลงบนหนังสือให้
สองอาหลานรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงคิว เมื่อสุคนธรสเซ็นชื่อให้ปรายแสงแล้วจึงถึงคิวของเขา สุคนธรสเงยหน้าตั้งใจจะส่งยิ้มให้เขาเหมือนที่ยิ้มให้แฟนคลับคนอื่นๆ ของเธอ แต่ทั้งสองก็ต้องชะงักเมื่อสบตากัน
สุคนธรสรู้สึกตัวก่อนเธอปรับสีหน้าให้เป็นปกติ พลางยื่นมือมารับหนังสือจากกันต์ธีร์ และตวัดปากกาลงไปอย่างรวดเร็วในขณะที่กันต์ธีร์ยังทำอะไรไม่ถูก จนเมื่อนักเขียนสาวส่งหนังสือคืนให้และหลานสาวเรียกเขาเสียงดังขึ้น
“อาเธมส์เป็นอะไรคะ”
เขาหันไปมองหนังสือที่ปรายแสงรับไว้ให้ หลานสาวหันไปยิ้มให้สุคนธรสซึ่งเธอก็ยิ้มตอบโดยอัตโนมัติ
“ขอบคุณที่สนับสนุนผลงานนะคะ”
“หนูชอบพี่โรสมากเลยค่ะ ตามอ่านทุกเรื่องเลยนะคะพี่ และจะตามตลอดไปค่ะ” ปรายแสงดีใจที่ได้พบกับนักเขียนในดวงใจ และเธอไม่มีท่าทีจะถือตัวจึงยิ่งปลาบปลื้มมากขึ้น
สุคนธรสพยักหน้าให้น้อยๆ เธอขอบคุณปรายแสงอีกครั้งและหันไปสนใจกับแฟนคลับคนต่อไป
กันต์ธีร์ยังคงเหมือนคนอยู่ในภวังค์เมื่อเดินห่างออกมาจากบูทนั้น
“ไม่ซื้ออะไรแล้วเหรอปาย”
“ไม่ค่ะ ปายจะรีบกลับไปอ่านนิยายพี่โรส แต่แวะหาอะไรทานก่อนก็ได้ค่ะปายชักหิวแล้ว” เธอกอดแขนอาหนุ่ม ทำให้อีกฝ่ายมองด้วยความเอ็นดู ปรายแสงเป็นลูกสาวของกันตธรพี่ชายเขา เป็นหลานที่เขาสนิทมากเพราะเลี้ยงมากับมือ เขาหันไปมองบูทนั้นเมื่อกำลังจะก้าวออกไปจากฮอลล์ แต่ใจหนึ่งก็บอกตัวเองว่าเขาคงหาข้อมูลของเธอได้ไม่ยาก โรสมาลี นักเขียนชื่อดังคนนั้น
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทันทีที่แฟนคลับคนสุดท้ายออกจากบูทไป สุคนธรสรีบลุกขึ้นออกจากบริเวณนั้น
“คุณโรสจะรีบไปไหนคะ รับเช็คก่อนค่ะ” ทีมงานรีบเรียกเธอไว้ก่อนที่หญิงสาวจะเดินออกจากบูท
“ขอบคุณค่ะพี่อ้อย” พี่อ้อย บก.คู่บุญของเธอส่งเช็คให้และแซวว่า
“จะรีบไปเข้าห้องน้ำใช่ไหมเนี่ย ไปได้เลยค่ะไม่มีอะไรแล้ว”
บรรณาธิการสาวยิ้มให้นักเขียนที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่หญิงสาวเข้าวงการใหม่ๆ ยาวนานจนถึงตอนนี้ก็หลายปีแล้ว
“งั้นเดี๋ยวมีอะไรคุยกันในแชตนะคะพี่” สุคนธรสไม่ได้ปวดท้องเข้าห้องน้ำ แต่การพบผู้ชายคนนั้นทำให้เธอปั่นป่วนในท้องจนอยากหาที่สงบสติอารมณ์
เธอเลือกเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเข้าไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นมากขึ้น เธอเปิดน้ำล้างหน้าโชคดีที่วันนี้เธอไม่ได้ลงรองพื้นจึงสามารถล้างน้ำเปล่าได้เลย เธอซับหน้าให้แห้งแล้วจึงเริ่มผัดหน้าด้วยแป้งเด็ก ทาลิปกลอสเพียงแค่นั้นก็พอ
“อุ๊ยพี่โรส เจอกันอีกแล้วค่ะ”
ปรายแสงออกมาจากห้องน้ำ เด็กสาวดีใจที่เห็นสุคนธรสอยู่ในห้องน้ำ หญิงสาวหันมามองเธออย่างตกใจ
“คะ สวัสดีค่ะน้องเป็นแฟนคลับที่ซื้อนิยายใช่ไหมคะ” เธอถามทั้งที่จำได้
“ใช่ค่ะดีใจจังเลยที่พี่จำหนูได้ หนูชื่อปายนะคะวันนี้มากับคุณอาค่ะ ดีใจมากเลยที่มาทันซื้อนิยายของพี่” เด็กสาวล้างมือไปด้วยพูดไปด้วย เธอเพิ่งทานข้าวกับคุณอาเสร็จดันเกิดปวดท้องขึ้นมา จึงขอมาเข้าห้องน้ำ
'โชคดีจังที่ปวดท้อง เลยได้เจอพี่โรส' เด็กสาวคิดในใจ
“พี่ขอบคุณนะคะที่ติดตามผลงาน ยังไงพี่ขอตัวก่อนค่ะ” สุคนธรสยิ้มให้และขอตัวกลับ ปรายแสงรีบเช็ดมือ
“ปายก็เสร็จพอดีค่ะ กำลังจะออกไปพอดีพี่ลีจอดรถไว้ที่ชั้นไหนคะ”
“เอ่อ 1b ค่ะ” สุคนธรสตอบไปตามตรง ทำให้ปรายแสงยิ้มอย่างยินดี
“จอดโซนเดียวกันเลยค่ะ อาของปายบอกว่าจะไปรอที่รถนี่ปายก็ไม่แน่ใจจะหารถเจอไหม งั้นขอเดินไปกับพี่โรสได้ไหมคะ” เด็กสาวไม่ได้มีเจตนาจะซอกแซกในตอนแรก เธอแค่อยากชวนคุยแต่เมื่อทราบว่าลีจอดรถยนต์ที่จุดเดียวกัน เด็กสาวจึงขอเดินไปด้วยกัน
นักเขียนสาวมองสาวน้อยตรงหน้า นึกตำหนิคนเป็นอาในใจว่าทำไมจึงปล่อยให้หลานสาวเดินไปที่จอดรถคนเดียว ผู้คนมากหน้าหลายตา ใครจะเป็นโจรบ้างก็ดูยากเหลือเกิน
“ค่ะ พี่จะกลับแล้ว งั้นไปกันเลยไหมคะ”
สองสาวต่างวัยเดินมาด้วยกัน รถยนต์ของสุคนธรสกับกันต์ธีร์จอดล็อกเดียวกันแต่คนละฝั่ง เธอจึงโบกมือให้ปรายแสงและเดินอ้อมไปรถยนต์ของตนเอง ไม่สนใจมองกันต์ธีร์ที่เปิดประตูรถค้างมองเธอ หญิงสาวสตาร์ตรถและถอยออกไปจากซองอย่างรวดเร็ว เห็นรถยนต์คันหลังตามมาในระยะที่เห็นได้จากกระจกมองหลัง และแยกกันไปตามเส้นทางเดินทางกลับบ้านของแต่ละคน
สุคนธรสถอนใจโล่งอกเมื่อพ้นจากสี่แยกแล้วรถของกันต์ธีร์แยกไปอีกทาง เธอร้อนรนในอกจนแทบจะคุมสติขับรถไม่ได้ ใจที่เคยคิดมาตลอดว่าลืมเขาได้หมดใจแล้ว เมื่อถึงวันนี้เธอจึงรู้ว่ามันไม่ใช่
หญิงสาวขับรถต่อไปจนถึงที่พักซึ่งเป็นห้องชุดแบบดูเพล็กซ์ และเธอหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ความที่เคยโดนดูถูกเหยียดหยามในอดีต ทำให้สุคนธรสทะเยอทะยานดิ้นรนที่จะถีบตัวเองให้พ้นจากความจนจนมาถึงวันนี้ในที่สุด
เธอเข้าห้องอย่างเหนื่อยล้า และเมื่อนั่งลงในห้องของตนเองแล้วสิ่งที่เธอเลือกทำคือโทรหาเพื่อนสนิท
“แตเหรอ ว่างไหม” กระแตเพื่อนสาวรับสายและส่งเสียงมาทันที
“เพิ่งเลิกงาน แล้วแกล่ะอยู่ไหน” ดาราสาวชื่อดังถามมาในสาย
“อยู่ห้องเพิ่งกลับจากงานหนังสือ”
“อ้าว...ทำไมรีบกลับ นี่ฉันว่าจะไปหาแกที่นั่นพอดีเลย” เพื่อนสาวมองเวลาแล้วคิดในใจมันเพิ่งสี่โมงเย็นเอง มีอะไรทำไมลีรีบกลับห้อง
“แต.. วันนี้ฉันเจอใครแกรู้ไหม” สุคนธรสถามเสียงระโหย
“ทำไม ทำเสียงยังกะเจอเจ้าหนี้ แต่แกไม่มีหนี้นี่หว่า” เพื่อนสาวสงสัย
“เปล่าไม่ใช่เจ้าหนี้ แต่ฉันเจอคุณเธมส์ กันต์ธีร์” เธอตอบ
“หะ.... ไอ้หมอนั่นที่เป็นพ่อยายหนูมาลินเหรอ” กระแตเสียงดังจนคนอื่นหันมามอง เธอรีบทำมือขอโทษขอโพยและเงียบเสียงลง
“แกอยู่ที่ห้องใช่ไหม เดี๋ยวฉันไปหาแกเดี๋ยวนี้ อย่าเพิ่งไปไหนล่ะ”