“แม่นบ่ปราบ ที่อีพรมันเว้าว่าเสี่ยเพชรสิแต่งเมียใหม่” (ใช่ไหมปราบ ที่อีพรมันพูดว่าเสี่ยเพชรจะแต่งเมียใหม่)
ชายหนุ่มที่ได้ยินคนในหมู่บ้านเลื่องลือเรื่องภรรยาใหม่ของผู้เป็นอาตัวเองกันให้แซ่ดกลอกตา ยามในที่สุดก็มีพวกปากกล้าใจถึงถามกับเขาโดยตรงที่มีวันว่างไม่ต้องไปเก็บค่าตลาดกับเฝ้าร้านทอง ออกมาซื้อน้ำแข็งและพวกกับแกล้มเบียร์เดินกลับยังไม่ถึงบ้านเลยด้วยซ้ำ ก็ต้องมาหยุดตอบคำถามพวกขี้เสือกเป็นรายคนแล้ว
“แล้วเจ้าสิมายากหยังนำ ได้ออกค่าแต่งเมียซ่อยเสี่ยมันติ” (แล้วคุณจะมายุ่งอะไรด้วย ได้ออกค่าสินสอดช่วยเสี่ยมันเหรอ)
“ปากหมาคักเนาะบักปราบ กูรุ่นยายมึงแล้ว” (ปากไม่ดีมากไอ้ปราบ กูรุ่นยายมึงแล้ว)
“รุ่นทวดกะบ่ได้ย่าน ถ้ายังเสือกเรื่องคนอื่นบ่เซาแบบนี้” (รุ่นทวดก็ไม่ได้กลัว ถ้ายังเสือกเรื่องคนอื่นไม่หยุดแบบนี้)
ปราบพูดแค่นั้น ก่อนจะสับเท้าเดินออกจากร้านขายของซำในหมู่บ้าน เขาก็อุตส่าห์นอนพอให้อารมณ์ดี ว่าจะลงไปใช้แรงแทนไอ้ดำลูกรักเสี่ยมันเสียหน่อย กลายเป็นว่าต้องมานึกหงุดหงิดใจตั้งแต่เช้าแทน
เฒ่ากะกล้าตีปากเด้อถ้ายังพ้อว้อแพ้แว้บ่เซา (แก่ก็กล้าตีปากนะถ้ายังไงขี้เสือกไม่หยุด)
ส่วนเจ้าตัวที่พาเด็กมันไปทำบุญถึงวัดจนคนเริ่มเอาไปพูดเสีย ๆ หาย ๆ ก็บินไปต่างจังหวัดกับลูกน้องแล้วทิ้งให้ปราบดูทั้งว่าที่เมียและกิจการแทน!
ถ่าเบิ่งจักมื้อกูสิฮุบกิจการเสี่ยมันแล้วไล่ทั้งผัวทั้งเมียหนี! หน่ายคนเด้ (รอดูสักวันกูจะฮุบกิจการเสี่ยมันแล้วไล่ทั้งผัวทั้งเมียหนี! เบื่อคน)
“ปราบ!”
“เว้ายังบ่ทันสุดความ ตายยากอีหลีเนาะมึง บัวหอม” (พูดยังไม่จบ ตายยากจริง ๆ เนอะมึง บัวหอม)
“ขึ้นกูมึงแล้วนะ”
“มันสิเป็นหยัง ระคายหู รับบ่ได้กะกลับกรุงเทพไปติ” (มันจะเป็นอะไร ระคายหู รับไม่ได้ก็กลับกรุงเทพไป)
“นี่ปราบ มีปมอะไรกับกรุงเทพไหมเนี่ย ไม่พอใจอะไรหน่อยก็จะไล่บัวกลับไปที่นั่นอย่างเดียวเลยนะ”
“มีบ่! หลบ สิเอามอไซค์” (ไม่มี หลบ จะเอามอไซค์)
“เอาไปไหนเหรอ บัวไปด้วยสิ”
“โว้ย ยากนำกูทั้งผัวทั้งเมีย!” (โว้ย เป็นภาระทั้งผัวทั้งเมีย!)
ถึงแม้จะพูดออกไปแบบนั้น ทว่าหลานชายเจ้าของตลอดที่ใหญ่สุดในอำเภอก็ยอมให้เพื่อนรุ่นเดียวกันนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกมาที่ไร่นาซึ่งปราบเองก็ไม่เคยจะได้ถามกับผู้เป็นอาเช่นกันว่ามันกี่ไร่ เพราะเป็นมารดกที่เขาไม่อยากจะรับช่วงต่อ เอาไว้ให้เสี่ยมันยกให้ลูกในอนาคตเถอะ
ถึงตอนนั้นเขาก็จะเกาะเด็ก ๆ มันกินต่อ เพราะบอกไปแล้วว่าจะจบมาเกาะคนอื่นแดก!
“โห ไกลสุดลูกหูลูกตามาก ที่นาของปราบทั้งหมดเลยเหรอ”
“ของเสี่ยสิ บอกแล้วว่าคบกับไอ้ปราบมันไม่มีอนาคตอะไรหรอก เพราะชอบเกาะคนอื่นกิน”
“ไม่จริง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ บัวก็เห็นปราบทำงานหนักไม่ได้ต่างจากเสี่ยเลยนะ แบบปราบเรียกไม่มีอนาคต แล้วแบบบัวจะเรียกว่าอะไรล่ะ”
“จะไปรู้ไหม ถึงแล้วก็ลง เอาน้ำแข็งไปใส่กระติกด้วย”
“ตรงนั้นใช่ไหม”
“เออ”
“แล้วปราบจะไปไหน”
“กะยังว่าอย่ายากนำหลาย เสี่ยมันให้กูมาไถนา มึงสิไถแทนติ” (ก็บอกว่าอย่าวุ่นวาย เสี่ยมันให้กูมาไถนา มึงจะทำแทนไหม)
“ถ้าปราบสอน บัวก็ไม่เกี่ยงงานหรอก ทำได้ทุกอย่างแหละ”
“โอ้ย หนีแน่บัวเอ้ย ถ้าเสี่ยฮู้ เสี่ยมันสิได้เตะกูก่อน” (โอ้ย อย่าวุ่นวายบัว ถ้าเสี่ยรู้ เสี่ยมันจะได้เตะกูก่อน)
งานสัมมนาที่ไม่นับว่าใหญ่มาก ทว่าก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้อยู่ดี ทำเอาหนุ่มใหญ่ที่ต้องอยู่ในลุคเงียบขรึมมากกว่าทุกทีอดนึกที่จะเป็นห่วงเด็กทั้งสองที่เขาจำต้องทิ้งให้เฝ้าบ้านไม่ได้ มีเวลาพักเที่ยงเลยตัดสินใจหลบออกมาที่สงบเพื่อต่อสายหาลูกน้องที่ไหว้วานให้ดูคนทั้งสองแทน
“เมื่อกี้เอ็งว่ายังไงนะ”
[เอ่อ... คุณปราบพาคุณบัวหอมลงไปไถนาครับเสี่ย]
คนที่ได้ยินดังนั้นคิ้วขมวดเข้าหากันมุ่น เคาะบุหรี่ที่นาน ๆ ทีจะหยิบมันขึ้นมาสูบสักครั้งลงถังใกล้มือ ก่อนจะต้องเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือราคาแพงอีกครั้ง
มันยังปรากฏเป็นเวลาเที่ยงวันดังเดิม
แล้วหน้าฝนในฤดูกาลทำนาก็ร้อนแบบไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยสักนิด กับหลานชายที่คุ้นชินมันมาตั้งแต่เด็กสิบเพชรพรรณรายณ์ไม่ได้นึกเป็นห่วงมาก แต่กับหญิงสาวที่เพิ่งมาอยู่ได้แค่หนึ่งเดือนเศษ ๆ อย่างไรถึงได้ใจกล้าลงไปแบบนั้น
“ขอคุยด้วยหน่อย”
[ครับ ผมพูดอยู่นะครับเสี่ย]
“ไม่ใช่เอ็ง”
[แล้วใครครับ อ๋อ คุณปราบใช่ไหมครับ]
“เมียข้า”
[ครับ?]
“บัวหอม ไปเรียกขึ้นมาคุยกับข้า”
แม้ว่าจะเป็นฤดูฝน แต่ความร้อนในวันที่ไร้เงาของพายุหรือเมฆจับตัวกันเป็นก้อนพัดผ่านก็ร้อนระอุเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน หากแต่จะให้บัวหอมนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บ้านหลังใหญ่มันก็น่าเบื่อมากโข เสี่ยที่คุยกันครั้งล่าสุดบอกแค่ว่าจะไปทำงานที่ต่างจังหวัด ไม่ได้บอกด้วยว่าจะกลับวันไหน ยิ่งทำให้หญิงสาวที่ยังไม่ชินกับความเงียบสงบของชนบทต่างจังหวัดโคตรจะรู้สึกเหงา
ต่อให้จะต้องตีกันกับปราบบ้าง แต่อีกฝ่ายก็ยอมสอนในส่วนที่บัวหอมนั้นทำได้ และพบว่ามันสนุกมากกว่าที่คิด ก่อนจะต้องเดินขึ้นจากน้ำโคลนตมเพื่อหวังจะข้ามไปดูดอกบัวซึ่งอยู่ในสระน้ำที่ดูแล้วไม่ได้ลึกอะไรมาก จากที่แค่ตาเห็นน่ะนะ
“คุณบัวหอมครับ!”
“คุณจิ… มีอะไรกับบัวหรือเปล่าคะ”
จิรากรเป็นลูกน้องคนสนิทของสิบเพชรพรรณรายณ์ที่เริ่มจะสนิทกันบ้างแล้ว เพราะแทบจะเป็นธุระให้เธอทุกอย่าง วันไหนที่อยากคุยกับมารดาก็ขอกับเสี่ยแล้วจะเป็นเขาที่พาไปทำบุญเท่าที่เธออยากจะทำที่วัด
“เสี่ยอยากคุยด้วยครับ!”
“อ่า เขาไม่ได้ทำงานอยู่เหรอคะ”
“น่าจะพักเที่ยงพอดีครับ นี่ครับ ต่อสายกันอยู่ คุณบัวสามารถคุยได้เลยครับ”
หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ รับเอาโทรศัพท์ราคาครึ่งแสนสีเข้มขึ้นไปแนบใบหู ก่อนจะต้องผละออก เพราะลืมว่าตอนนี้ตัวเองเปื้อนเปรอะมากแค่ไหน
[เปิดกล้องหน่อย]
“ได้จ้ะ ๆ เสี่ยมีอะไรจะคุยกับหนูจ๊ะ”
[มอมแมม]
เพียงแค่เรียวนิ้วจิ้มเปิดกล้อง ธุระที่เข้าใจว่าจะเป็นเรื่องสำคัญก็ทำเอาบัวหอมคิ้วขวมดชนกันในทันที จะโทรมาบอกว่าเธอมอมแมมหรือยังไงกัน
“อะไรของเสี่ยจ๊ะ”
[ลงไปทำอะไรในนั้น]
“อ๋อ ปราบให้หนูช่วยถอนหญ้าจ้ะ”
[ถอดหญ้า?]
“ใช่จ้ะ หนูทำได้ตั้งครึ่งหนึ่งแล้วนะจ๊ะเสี่ย ดูสิ ปราบบอกว่าตอนเอาเมล็ดข้าวมาหว่านน้องจะได้งอกเยอะ ๆ จ้ะ”
[ขึ้นมา]
“จ๊ะ? มันยังไม่เสร็จเลยนะจ๊ะเสี่ย ปราบเองก็ยังทำอยู่เลยจ้ะ”
[ขึ้น ก่อนที่ข้าจะโมโหไปมากกว่านี้]
“งั้นหนูขอเดินข้ามตรงนี้ไปเอาดอกบัวก่อนได้ไหมจ๊ะ แจกันห้องพระในบ้านดอกไม้เริ่มเฉาแล้ว”
[ขึ้นมาเดี๋ยวนี้บัวหอม ส่วนดอกบัวถ้าอยากได้ ข้ากลับไปแล้วจะลงไปเอาให้ เอ็งอยากเอาไปไหว้พระ หรือทำอะไรก็ช่าง แต่ถ้ายังพูดไม่ฟังอยู่ ข้าจะกักบริเวณเอ็งสักอาทิตย์หนึ่งดีไหม]
“มะ...ไม่ดีจ้ะ ๆ หนูขึ้นแล้ว”
ส่วนคนที่คุมรถไถอยู่ในตอนแรกนั้นได้เวลาพักก็รีบจอดแล้วกระโดดลงพื้น หรี่ตามองหญิงสาวที่ถือโทรศัพท์แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปที่ร่มด้วยความนึกแปลกใจ เพราะเห็นบัวหอมสนุกอยู่ ไม่น่าจะสำอางจนทนร้อนแค่นี้ไม่ได้
“บัวมันคุยกับใครครับพี่จิ”
“เอ่อ... เสี่ยโทรมาน่ะครับ”
“เสี่ยเพชร?”
“ครับ”
“โคตรแม่มึงเอ้ย หาเวียกให้กูแล้ว อ้ายคือบ่บอกผมก่อน” [ไอ้ห่า หาเรื่องให้กูแล้วไง ทำไมพี่ไม่บอกผมก่อน]
TBC.
เมียกี่คำแล้วคะ 555555