ประตูร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ที่ตกแต่งอย่างน่ารักถูกเปิดเข้ามาโดยโมนา เธอกวาดตามองรอบร้านไม่เห็นขุนพล จึงรีบเดินไปนั่งแอบที่มุมด้านในสุด
พลันคนที่เธออยากเจอก็ออกมาจากครัวพร้อมด้วยถาดอาหารเดินผ่านโต๊ะของเธอไปจึงรีบยกเล่มเมนูขึ้นอ่านเพื่อปิดบังใบหน้า
เมื่อเสิร์ฟอาหารโต๊ะใหญ่เสร็จ จึงเดินกลับมารับออเดอร์ลูกค้าคนใหม่
“สวัสดีครับ รับอะไรดีครับ”
“เอ่อ...เอา...”
เสียงที่คุ้นหูทำขุนผลเลิกคิ้ว เหลือบตาขึ้นมองลูกค้าที่ยังคงยกเมนูปิดหน้าก็ต้องขมวดคิ้ว
เขายื่นมือไปลดเมนูเล่มนั้นลงมาจนเห็นหน้าสาวสวยที่ส่งยิ้มแหยราวเด็กทำผิด
“อ้าว สวัสดีค่ะพี่ขุน”
เธอรีบยกมือไหว้ทักทายเขาอย่างเคย แต่คราวนี้นอกจากเขาจะไม่ยกมือรับไหว้ ยังจ้องหน้าเธอเขม็ง จึงขยับตัวอย่างอึดอัดเพราะไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ตามมาเหรอ”
“เปล่านะคะ โมนาไม่ได้ตามพี่ขุนมาสักหน่อย โมนาแค่มากินข้าวค่ะ วันนี้รถน่าจะติด กว่าจะถึงคอนโดคงทนหิวไม่ไหว เลยมาแวะร้านนี้ก่อน ไม่รู้จริง ๆ ว่าพี่ขุนทำงานอยู่ร้านนี้”
คำอธิบายยาวเหยียด พยายามอย่างยิ่งที่จะเรียกร้องความบริสุทธิ์ให้ตัวเองไม่ได้ทำให้ขุนพลเชื่อแม้แต่น้อย เธอตามเขามาแน่นอน
“โกหกไม่เนียน ว่าไง ตามมาทำไม”
“โมนาหิวค่ะ”
“หิวก็กินข้าว ไม่ใช่มากินพี่”
“กินพี่ขุนได้ด้วยหรือคะ”
“ไม่ได้”
“แหม งั้นก็แนะนำมาเถอะค่ะ ว่าร้านนี้มีอะไรเด็ด”
ทำหน้ามุ่ยอย่างเด็กเอาแต่ใจ ก่อนมือจะแย่งเล่มเมนูมาจากเขาแล้วเปิดหาอาหารที่ตัวเองชอบ
“สลัดแล้วกันนะ เธอไม่ค่อยกินของหนักมื้อเย็นนี่”
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่ขุน ที่จำได้ว่าโมนาชอบอะไร”
ส่งยิ้มหวานจนเขาตาพร่า จึงพยักหน้ารับส่ง ๆ แล้วเดินกลับไปดูแลลูกค้าโต๊ะอื่น
หลายชั่วโมงผ่านไป โมนายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ขุนพลถอนใจพรืดแล้วเดินไปไล่แขกคนสำคัญกลับบ้าน
“โมนา กลับได้แล้ว นั่งตั้งแต่ร้านเปิดจนร้านจะปิด”
“พี่ขุนเลิกงานกี่โมงคะ”
“วันนี้เลิกสามทุ่ม”
“งั้นโมนารอนะ”
“จะรอพี่ทำไม”
“โมนาจะไปส่งพี่ขุนที่บ้าน”
“ไม่ต้อง เธอกลับไปเลย เดี๋ยวค่าอาหารพี่จ่ายให้”
“ได้ไงคะ พี่ขุนทำงานเหนื่อยแทบตาย ไม่ต้องมาจ่ายค่าอาหารให้โมนาหรอกค่ะ โมนาจ่ายเองได้”
“เลี้ยงน้องแค่คนเดียวไม่ทำให้พี่หมดตัวหรอกนะ”
“แต่โมนาไม่ได้อยากเป็นน้อง ไม่ต้องมาเลี้ยงเลยนะ”
สาวสวยตวัดสายตามองค้อน ก่อนจะลุกพรวดไปเช็กบิล แล้วเดินงอนตุ๊บป่องออกจากร้านไป
ไม่นานหลังจากนั้นก็ถึงเวลาเลิกงานของขุนพล แต่ฝนดันตกปรอย ๆ เขาจึงรีบเดินออกไปยังป้ายรถเมล์
“พี่ขุน” โมนาที่จอดรถตู้รออยู่แถวนั้นวิ่งลงไปหา
“โมนา ทำไมยังไม่กลับ”
“ก็เป็นห่วงพี่ขุนนี่ โมนาจะไปส่งที่บ้านค่ะ”
“ไม่ต้อง พี่กลับเอง รีบกลับขึ้นรถไปซะ ฝนเริ่มจะตกหนักแล้ว”
“ก็เพราะฝนตกหนักแล้วไงคะ พี่ขุนถึงต้องไปกับโมนา ไปค่ะ”
อยากจะปฏิเสธแต่ฝนดันตกลงมาห่าใหญ่จนทั้งเธอและเขาเปียกโชกอย่างรวดเร็ว จึงจำต้องจับมือเธอแล้วพากันวิ่งขึ้นรถตู้
“ลุงยอดคะ ไปคอนโดโมนานะ”
“ครับ คุณหนู”
ขุนพลไม่ได้พูดอะไร กะว่าพอถึงคอนโดมิเนียมของเธอแล้วเขาจะขึ้นรถเมล์กลับ แต่เมื่อมาถึงจริง ๆ เธอดันคะยั้นคะยอให้เขาขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เพราะฝนยังคงตกกระหน่ำไม่ขาดสายเลยสักนิด
“พี่ขุนนั่งนี่ก่อนค่ะ”
จับมือพาเขาเดินผ่านห้องรับแขกเข้ามานั่งบนเตียง เธอเดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัว ไม่นานก็ออกมาพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็ก
“เปียกหมดเลย โมนาเช็ดให้นะ”
ขุนพลชะงัก เบิกตาตกใจเมื่อโมนาขยับเข้าหามายืนเช็ดผมให้เขาซึ่งนั่งอยู่ปลายเตียง ขาแกร่งที่อ้ากว้างมีร่างบอบบางยืนแทรกกลางอยู่ เธออยู่ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่น้ำฝนทำอะไรไม่ได้แม้ร่างกายของเธอจะเปียกโชกไม่ต่างจากเขา
คิดถึงตรงนี้ก็ตกใจ เมื่อในระดับสายตาเป็นหน้าอกขนาดใหญ่ที่อยู่ภายใต้เสื้อนักศึกษาบางเฉียบ มองเห็นเสื้อชั้นในลายลูกไม้สีดำซึ่งไม่อาจปกปิดความอวบอิ่มของวัยสาวไว้ได้
“พอแล้วโมนา พี่เช็ดเอง”
ขุนพลแย่งผ้าขนหนูจากมือเธอ แต่เธอกลับแย่งคืนไปอีกแล้วเช็ดผมให้เขาอย่างอ่อนโยน ทั้งยังขยับเข้าใกล้จนดอกบัวตูมอยู่ห่างจากหน้าเขาเพียงคืบราวกับต้องการกลั่นแกล้ง
“อย่าดื้อสิคะ เช็ดเองไม่ถนัดหรอก โมนาเช็ดให้ค่ะ”
ในที่สุดเขาก็ต้องยอมนั่งนิ่ง ๆ ให้เธอบริการ เวลาผ่านไปพักใหญ่แต่ฝนก็ยังไม่มีท่าทีจะหยุดลง
ขุนพลที่เปิดพยากรณ์อากาศฟังก็ถอนใจพรืด เมื่อเขาได้ยินชัดเต็มสองหูว่าคืนนี้ฝนจะไม่หยุดตกง่าย ๆ อาจกินเวลายาวนานถึงช่วงสายของอีกวัน
“พี่ขุน...นอนกับโมนานะ”
“ไม่ได้”
“ทำไมคะ กลัวโมนาปล้ำเหรอ”
โมนาผละจากศีรษะทุยที่เช็ดจนเกือบแห้งก็ทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ
“ตัวแค่นี้ทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก พี่บิดข้อมือนิดเดียวเธอก็กระดูกหักแล้ว”
“แหม ไม่ต้องมาขู่หรอกค่ะ โมนาไม่ได้หน้าไม่อายจนถึงขั้นจับพี่ปล้ำทั้งที่พี่ไม่เต็มใจหรอกนะคะ พักผ่อนที่นี่ได้ตามสบายค่ะ คิดเสียว่าอยู่กับน้องสาว โอเคไหมคะ”
พูดจบก็ลุกขึ้น ยื่นผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ให้ แล้วดึงเขาให้ลุกตามเธอมายังห้องน้ำ
“อาบน้ำนะคะ เดี๋ยวโมนาเอาเสื้อผ้าให้ใส่นอนค่ะ รีบถอดเสื้อผ้ามาให้โมนาล่ะ จะเอาไปซักแห้งให้”
ราวหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น หนุ่มสาวก็อาบน้ำเรียบร้อย ในขณะที่ขุนพลรีดเสื้อผ้าของตัวเองเสร็จ โมนาก็เป่าผมจนแห้งเช่นกัน
หนุ่มสาวยืนสบตากันด้วยท่าทีประดักประเดิด ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ต่างพยายามซุกซ่อนความประหม่าเอาไว้สุดชีวิต
“ฮึ่ม เดี๋ยวพี่ออกไปนอนที่โซฟานะ”
“โมนาส่งชุดเครื่องนอนไปซักเมื่อเช้าเองค่ะ ตอนนี้มีแค่ชุดเดียว ผ้าห่มก็มีผืนเดียวด้วย โดนฝนมาอย่างนี้แล้วไม่ได้ห่มผ้าจะป่วยเอานะคะ”
ชายร่างใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงเอวยางยืดขายาวยอมเดินตามร่างบางที่ใส่ชุดนอนสายเดี่ยวกระโปรงสั้นผ้าซาตินมายังเตียงกว้าง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนชิดริมขอบเตียงอีกฝั่ง
ที่นอนด้านหลังยุบยวบเมื่อทั้งห้องเหลือเพียงโคมไฟแสงเหลืองนวลหัวเตียง กลิ่นโลชั่นหอมอ่อน ๆ ทำหัวใจดวงใหญ่สั่นไหว
“พี่ขุน หลับหรือยังคะ”
“กำลังจะหลับแล้ว”
“ทำไมนอนริมจังเลย เดี๋ยวก็ตกเตียงหรอก”
พื้นที่ด้านหลังขยับยวบจนร่างใหญ่ขยับตามแรงเด้งของฟูกราคาแพง ก่อนขุนพลจะตกใจตัวชาวาบเมื่อร่างบอบบางนุ่มนิ่มสวมกอดเขาจากทางด้านหลัง
“โมนา ทำอะไร ถอยไป”
หัวใจดวงโตเต้นกระหน่ำคร่อมจังหวะจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นใด นอกจากเสียงจังหวะเร้าใจของก้อนเนื้อไม่รักดี
“ไม่ค่ะ ขอกอดหน่อยไม่ได้หรือคะ”
“ไม่ได้”
“ก็โมนาหนาวนี่คะ จะเป็นไข้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เปียกฝนตั้งนาน”
“เธอดื้อเองนะ ใครใช้ให้รอพี่ล่ะ”
“โมนานี่แหละค่ะที่ใช้ตัวเอง ก็โมนาเป็นห่วงพี่ขุนนี่คะ แล้วพี่ขุนก็เปียกฝนจริง ๆ ด้วย”
“ฮึ่ม ถ้าเธอไม่มายุ่ง ป่านนี้พี่ถึงบ้านไปแล้ว”
“ก็ถึงแบบเปียก ๆ อยู่ดี พี่ขุนเป็นไข้หรือเปล่าคะ ปวดหัวไหม ทำไมตัวร้อนจัง”
กรามแกร่งขบแน่นจนสันขึ้นนูน ความเป็นชายตื่นเพริดดีดดิ้นร้องขอการปลดปล่อย ทั้งที่เธอทำเพียงแค่กอดเขาเท่านั้น ยังตื่นเต้นจนแทบพุ่งกระฉูดให้ขายหน้า
“ฮึ่ม เปล่า”
เสียงแหบพร่าปร่าแปร่งร้องตอบ มือเล็กจึงลูบไล้บนมือใหญ่ ลากขึ้นมาจนถึงต้นแขน แล้วเลื่อนขึ้นมาลูบใบหน้าและคำคอแกร่งเพื่อวัดไข้