จู่ ๆ ม่านเมฆก็จอดรถข้างทาง “เฮียจอดรถทำไมคะ” ฟาเดียหันไปถามด้วยความสงสัย
“เซอร์ไพรส์ค่ะ” ม่านเมฆยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะหยิบผ้าผืนหนึ่งออกมาจากช่องเก็บของ แล้วนำมาผูกปิดตาให้ฟาเดียอย่างอ่อนโยนที่สุด
“ทำไมต้องทำเป็นลับลมคมในด้วยคะ”
“ไม่งั้นจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ยังไงล่ะคะ”
เวลาผ่านไปพร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่เงียบ และเสียงนุ่มทุ้มก็ดังขึ้นใกล้หูของเธอ
“พร้อมหรือยังคะ”
ผ้าปิดตาถูกเปิดออก แสงไฟค่อย ๆ ปรากฎตรงหน้า ฟาเดียเบิกตากว้าง เบื้องหน้าไม่ใช่ร้านอาหาร ไม่ใช่โรงแรม แต่คือภายในเครื่องบินส่วนตัว โต๊ะดินเนอร์ถูกจัดอย่างประณีต ผ้าปูโต๊ะสีครีม แก้วคริสตัลสะท้อนแสง แชมเปญเย็นฉ่ำวางรออยู่ข้างจานอาหารหรู
“ยินดีกับเฟรชชี่คนใหม่อย่างเป็นทางการค่ะ” ค่ำคืนนี้กัปตันม่านเมฆไม่ได้ขับเครื่องบินด้วยตัวเอง โค้งตัวเล็กน้อยให้กับหญิงสาวในชุดนักศึกษาตรงหน้า
ฟาเดียยกมือขึ้นปิดปาก หัวใจเต้นแรงจนพูดไม่ออก “บ้าไปแล้ว เฮียเมฆไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย”
เขายิ้มอ่อนแล้วเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่ง “สำหรับฟาเดีย แค่นี้เฮียทำให้ได้อยู่แล้ว หรือต่อให้มากกว่านี้เฮียก็ทำให้หนูได้”
“เฮียเมฆใจดีกับหนูตลอดเลย”
“เพราะฟาเดียน่ารัก เฮียก็ต้องใจดีสิ กินกันดีกว่าค่ะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด”
“ค่ะ” แม้ลึก ๆ จะคาดหวังคำพูดที่มากกว่านี้ แต่สิ่งที่คนตรงหน้าทำให้ก็พิเศษมากจนพอจะทดแทนกันได้
เสียงเครื่องบินลอยนิ่งบนท้องฟ้า ดนตรีคลอเบา ๆ ดินเนอร์หรูเริ่มต้นขึ้น พร้อมรอยยิ้มเขินอายของฟาเดีย
นอกหน้าต่าง เมืองยามค่ำคืนกลายเป็นทะเลดาวอยู่ใต้ปีกเครื่องบิน แม้นี่จะไม่ใช่การขึ้นเครื่องบินครั้งแรก แต่การขึ้นเครื่องบินครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ฟาเดียจะจดจำตลอดไป
ม่านเมฆเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ เบาะนุ่มยุบตัวลงตามน้ำหนักเขา ฟาเดียรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมอ่อน ๆ กับไออุ่นข้างกาย
เขาโน้มตัวเข้าใกล้ กระซิบเบา ๆ ข้างหู “เป็นแฟนกันนะคะ”
เสียงนั้นกลืนหายไปกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังสม่ำเสมอ ฟาเดียขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปหาเขา “คะ? เฮียเมฆว่าอะไรนะคะ”
ม่านเมฆยิ้มบาง ๆ แต่แววตาจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ก่อนจะถามออกมาอีกครั้งอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เป็นแฟนกันนะคะ”
“เฮีย...” หัวใจของฟาเดียเต้นแรง ภาพแสงไฟนอกหน้าต่างพร่าเลือนไปชั่วขณะ เธอก้มหน้าหลบสายตา
“ว่าไงคะ ฟาเดียจะเป็นแฟนกับเฮียไหม”
“แต่...ป๊า...”
“เฮียถามหนู ไม่ได้ถามป๊าฟลอยด์ซะหน่อย” ม่านเมฆรู้ดีว่านั่นเป็นเรื่องเดียวที่ฟาเดียกังวล
“หนู...”
“ถ้าใจเราตรงกัน ฟาเดียก็ตอบตกลง แต่ถ้าไม่ ฟาเดียก็ปฏิเสธได้เลย ไม่ต้องกลัวเฮียเสียใจ”
“....”
“แต่ถึงฟาเดียจะปฏิเสธเฮีย เฮียก็จะตามจีบฟาเดีย จะตามจีบจนกว่าฟาเดียจะยอมใจอ่อนรับเฮียเป็นแฟน”
“เฮียเมฆ...”
“ว่าไงคะ เป็นแฟนกันไหม”
“ค่ะ” ฟาเดียพยักหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม เสียงหัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ
ม่านเมฆยิ้มอย่างโล่งใจ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแจ็คเก็ต ฟาเดียเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเห็นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มถูกเปิดออก ชั่วขณะนั้น แสงไฟในห้องโดยสารสะท้อนกับสร้อยเส้นบางระยับ ที่มีจี้เครื่องบินกับหัวใจเล็ก ๆ แต่มีความหมายเพราะถูกสลักอักษรย่อ F&M ไว้ด้วย
“เฮียใส่ให้นะคะ” ม่านเมฆขยับเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นอย่างขออนุญาต ฟาเดียพยักหน้าเบา ๆ เขาจึงค่อย ๆ ใส่สร้อยให้
“ตั้งแต่วินาทีนี้” เขากระซิบใกล้หู “ฟาเดียเป็นแฟนเฮียแล้วนะคะ”
ฟาเดียยกมือแตะจี้ที่แนบอก ความเย็นของโลหะตัดกับความอุ่นในหัวใจ เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา ด้วยตาเป็นประกาย “ขอบคุณนะคะเฮียเมฆ”
ม่านเมฆยิ้มกว้าง มือเขาเอื้อมมาจับมือเธอไว้แน่น เครื่องบินยังคงลอยอยู่บนฟ้ายามค่ำคืน มีเพียงสองหัวใจที่ผูกพันกันไว้ด้วยคำว่าแฟน และสร้อยเส้นเล็กที่กลายเป็นสัญญาระหว่างกัน
บันไดเครื่องบินทอดยาวลงสู่พื้น ไฟรันเวย์สว่างยามค่ำคืน ลมเย็นพัดมากระทบใบหน้า ม่านเมฆยื่นมือมาให้ ฟาเดียมองเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะวางมือลงในฝ่ามือเขา ทั้งคู่ก้าวลงมาอย่างช้า ๆ
“ระวังนะ” ม่านเมฆกระซิบ พร้อมประคองคนน้องอย่างใส่ใจ
รถหรูจอดอยู่ไม่ไกล ม่านเมฆเปิดประตูให้ ก่อนจะอ้อมไปยังฝั่งคนขับ เครื่องยนต์ทำงาน รถเคลื่อนตัวออกจากสนามบิน ทิ้งค่ำคืนบนฟ้าไว้ด้านหลัง
ตลอดทาง ม่านเมฆยังจับมือฟาเดียไว้ ไม่พูดอะไรมาก แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความสบายใจ ฟาเดียเอนศีรษะพิงเบาะ มองไฟข้างทางไหลผ่าน รอยยิ้มบาง ๆ ยังไม่จางจากริมฝีปาก
ไม่นาน รถก็จอดหน้าคอนโดฯ ม่านเมฆลงมาเปิดประตูให้คนน้อง ก่อนจะเดินไปส่งถึงล็อบบี้
“ถึงแล้ว” เขาพูดเบา ๆ แต่แววตายังไม่อยากปล่อย
“ขอบคุณสำหรับคืนนี้นะคะ มันเหมือนฝันเลย” ฟาเดียสบตาคนพี่ มือหนึ่งแตะสร้อยที่คอไว้
ม่านเมฆยิ้ม เอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็ก “ฝันดีนะคะ”
“ค่ะ ว่าแต่เฮียเมฆจะกลับกรุงเทพฯ เมื่อไรเหรอคะ”
“กลับเลยค่ะ พรุ่งนี้เฮียมีประชุมแต่เช้า”
“แต่นี่มันจะสามทุ่มแล้วนะคะ”
“เฮียไม่ได้ขับกลับเองหรอก”
“ค่อยโล่งอกหน่อย ถ้าถึงแล้ว ไลน์บอกหนูด้วยนะคะ”
“โอเคค่ะ ถึงแล้วเฮียจะไลน์บอกทันทีเลย”
“งั้นหนูขึ้นห้องแล้วนะคะ”
“ค่ะ”
ฟาเดียรวบรวมความกล้า จุ๊บเบา ๆ ที่แก้มของคนพี่อย่างรวดเร็ว “ฝันดีนะคะ”
ก่อนที่ม่านเมฆจะทันตั้งตัว ฟาเดียก็ผละออกมา แก้มแดงจัด หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเองกับหู แล้วรีบหันหลังวิ่งไปยังลิฟต์อย่างคนเขินจัด ไม่กล้าหันกลับมามองอีก
ม่านเมฆยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะเบา ๆ ยกมือแตะแก้มตัวเอง รอยยิ้มกว้างปรากฏชัดบนใบหน้า
“แฟนเฮียน่ารักจริง ๆ” เขามองแผ่นหลังเล็กที่หายเข้าไปในลิฟต์ด้วยสายตาอ่อนโยน ค่ำคืนนี้เขาคงหลับฝันดีตลอดคืน และต่อจากนี้ ขอนแก่นก็แค่หน้าปากซอย
จังหวัดสกลนคร
เสียงเรียกเข้าดังขึ้นในเวลาสามทุ่ม เพียงเห็นรายชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ฟลอยด์ก็กลอกตามองบนอย่างเอือม ๆ แต่ก็กดรับสาย
“หึ! โทรมาทำไมไม่ทราบ” เสียงขุ่นเคืองส่งไปหาอีกฝ่าย
(เมฆโทรมาบอกว่าส่งฟาเดียถึงห้องเรียบร้อยแล้วครับ)
“ถึงห้อง...” ดวงตาเบิกกว้าง สมองคิดไปไกล หากไปส่งถึงห้อง ลูกสาวจะถูกทำมิดีมิร้ายไหม
(เมฆส่งแค่หน้าคอนโดครับ ป๊าฟลอยด์สบายใจได้)
“ยังไม่ได้ถาม แล้วก็ช่วยเรียกให้ถูกด้วย อาฟลอยด์ ไม่ใช่ป๊าฟลอยด์”
(ที่สกลนครเวลานี้อากาศที่เถียงนาน่าจะเย็นจนหนาว ยุงก็น่าจะชุม ยังไงก็อย่าลืมกางมุ้งและห่มผ้าก่อนนอนนะครับ ด้วยรักและเป็นห่วงจากลูกเขยครับ ป๊าฟลอยด์) คำว่า ‘ป๊าฟลอยด์’ ยังคงถูกเน้นย้ำเสมอ และสายก็ถูกตัดไป
“....” ความงงงวยไม่รู้ว่าคนปลายสายรู้ได้ยังไงว่าตัวเองต้องระเห็จมานอนที่เถียงนา พลันชะโงกหน้าให้พันชายคาแล้วแหงนมองท้องฟ้าสีเข้ม ดวงดาวแข่งกันส่องแสงระยิบระยับ ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นนักบิน จึงทำให้คิดว่าคนที่ทึกทักเป็นลูกเขยของเขาจะขับเครื่องบินมาที่นี่ แต่ก็ไม่เห็นเครื่องบินสักลำ
โฮ่ง โฮ่ง บรู๊ววว ~
“ไอ้สเตฟาน มึงจะหอนหาพ่อมึงเหรอ” คนพาลที่ตอนนี้พาลแม้กระทั่งหมาที่อุตส่าห์มานอนเป็นเพื่อน
พอถูกโวย เจ้าสเตฟาน หมาพันธุ์ทางตัวดำเมี่ยม ก็วิ่งอ้าวฝ่าความมืดไปตามคันนามุ่งหน้ากลับบ้าน ปล่อยให้คนที่ถูกเมียไล่มานอนนอกบ้านเดียวดายอยู่ที่เถียงนาตามลำพัง