ตอนที่ 8 ควบคุมความรู้สึก

1365 Words
-คิมหันต์- “ถ้าไม่อยากตายก็วิ่งต่อไป ฉิบหายแล้ว!!!” ผมบอกและเคาะปืนของมันอย่างหัวเสียเพราะกระสุนนั้นมันหมดแล้ว ขณะที่วิ่งไปในตรอกแคบๆ และดันเธอเข้าชิดผนังทันที “มึงต้องช่วยกู” ผมเอ่ยบอกอย่างหัวเสีย ผมใช้ริมฝีปากจรดลงมาที่ริมฝีปากของเธออย่าหนักหน่วง และถลกเสื้อของเธอขึ้นขยำราวนมอย่างหนักหน่วงเช่นกัน ขณะที่เธอขัดขืนผมอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่นานนักมือเรียวทั้งสองโอบกอดผมทันที ผมกัดริมฝีปากของเธอแผ่วเบาสอดลิ้นเข้ามาในโพรงปาก ขณะที่เธอกำลังหอบหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย ผมสอดลิ้นอีกครั้ง ครั้งนี้สอดเข้ามาอย่างดุเดือดและเร่าร้อนในเวลาเดียวกัน ขณะที่ได้ยินเสียงเอะอะ และเสียงฝีเท้าคนที่ห่างออกไปไกลพอสมควร ไม่ช้าเสียงนั้นก็เงียบลงไป มันค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก เธอมองผมด้วยสายตาอำมหิตด้วยความโกรธ และตบใบหน้าของผม ทำให้ผมหันไปตามแรงที่เธอตบมา “มึงลากกูมาทำไม ไอ้เหี้ย” เธอระเบิดอารมณ์ใส่มันโดยทันที ภาพของเธอยังคงวนเวียนในสมองของผมตั้งแต่คืนแรกที่เธอกัน ผมจึงรีบสะบัดหัวตัวเองให้ลืมภาพของเธอ แล้วก้าวเดินกลับมาในห้องนอนอีกครั้ง เดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์ หยิบขวดบรั่นดีที่มีอยู่ครึ่งขวด เทใส่แก้วคริสตัน แล้วก้าวเดินมายังโต๊ะทำงาน เปิดลิ้นชักออกมาทอดมองรูปภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่ถ่ายรูปกับผม ทำให้ผมถอนหายใจยาวๆ และวางรูปนั้นลงในลิ้นชักเช่นเดิม ปิดลิ้นชักโดยทันที ผมก้าวเดินมานั่งที่เก้าอี้เบาะหนังทอดสายตามองไปยังห้องกว้าง มันมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวสมอง ทำไมผมถึงต้องการให้เธอมาอยู่ใกล้ ทั้งที่เธอนั้นไม่ใช่สเปคผมเลย ผมเป็นคนที่ชอบผู้หญิงอ่อนโยน ไม่ใช้อารมณ์ ซึ่งต่างจากเธอที่แข็งกร้าวและดุดันเป็นอย่างมาก ผมกลับต้องการเธออย่างน่าประหลาดใจ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดัง ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ดังขึ้นมา ผมวางแก้วลงบนโต๊ะ “เข้ามาได้” ผมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทันใดนั้นอดุลหัวหน้าบอดี้การ์ดของผมเดินเข้ามา และก้มโค้งทำความเคารพผมอย่างนอบน้อม “หายดีแล้วเหรอ” ผมเอ่ยถาม “ยังมีปวดที่แขนอยู่บ้างครับ นายท่านต้องการผมที่ห้องครับ” “ไปเลย” ผมเอ่ยบอกแล้วก้าวเดินออกจากห้องไปทันที ผมเข้ามาในห้องกว้างโดยมีบอดี้การ์ดเปิดประตูให้ผมก้าวเดินเข้าไป ผมเห็นเขานั่งดื่มชา และมองไอแพด โดยมีพี่เชษฐ์ยืนอยู่ข้างๆ พี่เชษฐ์ก้มโค้งให้ผมเล็กน้อย “ได้ข่าวว่าช่วงนี้กำลังไล่ล่าผู้หญิงคนหนึ่ง” ป๊าพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ครับ วันนั้นผมพาเธอไปเสี่ยงตายด้วยกัน ผมจึงอยากตอบแทนเธอ” ผมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้ามันทำให้แกสบายใจ ก็นำตัวเธอมาอยู่ที่นี่” ป๊าเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบ ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจอย่างมากผมคิดว่าเขาจะ... “คิดว่าฉันจะว่าแกในเรื่องนี้เหรอ” “ครับ” “แค่มีคนมาเพิ่มใหม่ในบ้านก็ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย” ป๊าเอ่ยบอกและยกน้ำชาขึ้นดื่ม “แต่เธอดื้อดึงไม่ยอมมา” “พาตัวเธอมาให้ได้” “แต่...” “ฉันจะนอนแล้ว แกไปพักผ่อนเถอะ เห็นว่าเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ” “ครับ” ผมเอ่ยบอกเช่นนี้ ป๊าก้าวเดินเข้าไปด้านในทันที ผมจึงเดินออกมาจากห้อง พร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ ผมที่รู้จะทำอย่างไงที่จะพาเธอมาแล้วจริงๆ เฮ้ยยยยยยย ผมนั่งลงเตียงในห้องนอนของตัวเอง ก้าวเดินไปที่ลิ้นชักอีกครั้ง หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมา และหยิบรูปภาพของหญิงสาวที่ชื่อดารา ใช่ดารา ชื่อนี้คงหมายถึงดวงดาวที่เจิดจรัสบนฟากฟ้าในยาวค่ำคืนสินะ เมื่อคิดถึงเรื่องราวของเธอเมื่อไหร่ ทำไมใจผมถึงสั่นแปลกๆ โดยไม่รู้ตัว อาการแบบนี้มันหายไปนานมาก จนผมจำไม่ได้ว่าครั้งแรกที่ผมใจสั่นนั้น เหมือนความรู้สึกเหมือนตอนนี้หรือไม่ หรือผมจะมีความรักอีกครั้งงั้นเหรอ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะตัวผมเองนั้นตายด้านกับความรักมานานแล้ว ผมนั่งทบทวนกับตัวเองว่ากำลังทำบ้าอะไรอยู่ ทำไมผมไม่มีสมาธิเลย ผมไม่ควรจดจ่อกับเรื่องแบบนี้ ยิ่งป๊าบอกผมว่าจะให้เธอมาอยู่ในบ้านหลังนี้ ผมยิ่งแปลกใจอย่างมาก “คิม” เสียงหวานๆ ของหญิงสาวจิ้มลิ้มใบหน้าสวย มองมายังผมที่นั่งอยู่บนที่นอน ผมจึงนำรูปสอดใส่ในซองเอกสารเช่นเดิม และใส่ในลิ้นชัก ขณะที่เธอก้าวเดินมาหาผม “แพรวไปล้างเนื้อล้างตัวก่อน” ผมเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย เธอเองก็เผยยิ้มให้ผมเช่นกัน แล้วก้าวเดินเข้าห้องน้ำไปในทันที ผมนอนหงายลงบนเตียงกว้าง ทอดสายตามองเพดานด้วยความว่างเปล่า ด้วยความสับสนภายในใจ ว่าผมเป็นอะไรกันแน่ และถอนหายใจออกมายาวๆ เช้าวันใหม่ ผมเดินเข้ามาเข้ามาในมหาลัย เดินเข้ามายังใต้ตึกของอาคารของคณะบริหาร มองไปยังไอ้ใหญ่ที่นั่งกับไอ้จักรพร้อมด้วยแฟนสาวของมันที่นั่งคลอเคลียกันไม่ห่าง ทำให้ผมเผยยิ้มด้วยความหมั่นไส้อยู่เล็กน้อย แล้วก้าวเดินมานั่งอีกมุมหนึ่งของโต๊ะ “วันนี้มึงมาช้านะ มึงไปเหล่สาวคณะศิลปศาสตร์มาหรือวะ” ไอ้ใหญ่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกวนตีน ผมจึงบอกด้วยรอยยิ้มกวนตีนกลับ “กูสั่งงานลูกน้องพึ่งเสร็จ” ผมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “มึงควรเปิดใจให้ใครเข้ามาบ้างนะ” ไอ้จักรบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จริง มึงจมปลักมานานมากแล้วนะ” นิวแฟนสาวของไอ้ใหญ่บอกผม “กูลืมไปแล้ว” ผมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง แล้วนำไอแพดมาเล่นเกม “พวกกูเป็นห่วงความรู้สึกของมึงนะ และอยากให้มึงปล่อยวาง กูรู้ว่ามันยาก แค่ไหนที่จะลืมใครสักคน อีกอย่างอีนั้นก็ทำให้มึงเจ็บปวดมากพอแล้ว มึงควรเปิดใจยอมรับในเรื่องนี้” ไอ้ใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ผมกับได้ยินเสียงโอดโอยของมันดังขึ้น “มึงเลิกพูดเรื่องนี้ไอ้จักร ถ้ามึงไม่หยุดพูดกูจะเอาส้นตีนยัดปากมึง” ไอ้จักรมันพูด้วยน้ำเสียงแผ่วและดูหงุดหงิด ไอ้จักรมันคงคิดว่าผมจะคิดมาก “กูพูดจริง” ไอ้ใหญ่พูดเบาๆ ผมมองสองไอ้จักรมันเอามือตบหัวไอ้ใหญ่ทันที ทำให้ผมเผยยิ้มเล็กน้อย ผมรู้ว่าพวกมันเป็นห่วงความรู้สึกผมแค่ไหน แต่ความทรงจำในเรื่องราวเหล่านั้น ผมได้ลืมเลือนไปสองปีแล้ว หลังจากที่เธอจากผมไป และไปมีอะไรกับคนอื่น แต่ผมก็ดีใจที่หลุดพ้นจากคนแบบเธอมาได้ ขณะที่ผมคิดเรื่องงานในวันนี้ที่จะเข้าไปคุยกับลูกค้าในโรงแรมของไอ้ใหญ่ ในเวลาหนึ่งทุ่ม ผมกลับเดินมาคณะศิลปศาสตร์อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว มารู้อีกทีผมมาอยู่ข้างๆ ตึกของคณะ ผมเห็นว่าผู้คนเดินออกมาจากตึกจำนวนมากพอสมควรในเวลาเลิกเรียนในคาบบ่าย ไม่ช้าเธอก็เดินมาพูดคุยกับเพื่อนๆ สองคนด้วยความสนุกสนาน และดูแจ่มใสเป็นอันมาก การกระทำและคำพูดของเธอทำให้ผมเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เพราะผมไม่เคยเห็นเธอมีความสุขแบบนี้ อาจเป็นเพราะผมทำให้เธอไปเสี่ยงตายในวันนั้น ผมเห็นเธอเป็นแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกสบายใจเป็นอันมาก...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD