เฟยหลงพรูลมหายใจออกมาอย่างปลง ๆ เมื่อเห็นสภาพของน้องสาวบุญธรรมที่นอนเพ้อพิษไข้อยู่บนเตียงกว้าง
เมื่อวานนี้เขาก็คิดอยู่แล้วเชียว ว่าทั้งคู่อาจจะจับไข้เพราะมัวแต่ทะเลาะกันในบึงน้ำนั่นเสียตั้งนาน แม้ในตอนนี้จะอยู่ในช่วงปลายของ
วสันตฤดูก็ตาม แต่อากาศก็นับว่ายังเย็นอยู่ไม่น้อย เขาจึงไม่แปลกใจเลย หากนางจะตัวร้อนดั่งไฟเผาเช่นนี้
“นางไม่ได้สติเช่นนี้มานานเท่าไหร่แล้ว? เจ้าได้เรียกหมอมาดูอาการให้ฉีเหวินแล้วหรือยัง?” ครึ่งมังกรหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ของน้องสาวซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ไม่ไกลจากเตียง โดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้าแดงก่ำเลยแม้แต่เพียงอึดใจ
ทางด้านลี่ฟางที่ถูกถามเช่นนั้นจึงเร่งตอบกลับไปด้วยความร้อนรน
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันเจ้าค่ะคุณชายรองว่าคุณหนูป่วยไข้เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ...เมื่อคืนข้าได้ยินคุณหนูบ่นว่าหนาวก่อนนอน แต่ก็ไม่คิดว่าจะป่วยหนักแบบนี้ ส่วนเรื่องท่านหมอ เพราะบ่าวมัวแต่ตกใจมากจึงยังไม่ได้ไปเรียกเลยเจ้าค่ะ...”
“เฮ้อ... เช่นนั้นเจ้าก็อยู่ดูแลนางที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะรีบไปตามหมอ และจะรีบกลับมา”
แต่ยังไม่ทันที่เฟยหลงจะได้ลุกออกไปจากข้างเตียง มือเรียวก็เอื้อมมาดึงแขนเขาเอาไว้เสียก่อน ทั้งยังยึดไปกอดอย่างแน่นหนาอีกต่างหาก
เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะดึงมือตนออกมา ทว่าน้ำเสียงแหบพร่าที่ละเมอออกมาอย่างน่าสงสาร กลับทำให้เขาเปลี่ยนใจยอมนั่งอยู่ข้างเตียงดังเดิม
“ป๊า ม๊า อย่าไปนะ...”
มันช่วยไม่ได้เลยที่เฟยหลงจะรู้สึกเห็นใจเด็กคนนี้ขึ้นมา เพราะในอดีตสมัยที่เขายังใช้ชีวิตอยู่กับมารดา เขาเองก็เคยเรียกหาท่านแม่ยามป่วยไข้ไม่ต่างกัน ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความรู้สึกที่อยากให้ ‘คนสำคัญ’ คอยอยู่เคียงข้างในเวลาที่อ่อนแอเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี
“อะ เอ่อ... คุณชายรอง...”
กระทั่งลี่ฟางที่นั่งมองภาพนั้นมาพักใหญ่เอ่ยทัก เขาจึงบอกสิ่งที่ตนคิดจะทำออกไป
“เดี๋ยวข้าจะอยู่ดูแลนางที่นี่เอง...”
นั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มตัดสินใจจะทำเพื่อนาง ขณะสายตาซึ่งจับจ้องไปยังคนที่ไซร้แก้มกับหลังมือตัวเองทอประกายอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว
“วานเจ้าช่วยไปตามท่านหมอมาดูอาการฉีเหวินให้ที และฝากไปแจ้งทั้งสี่คนด้วย ว่าวันนี้ข้ากับฉีเหวินคงไม่ได้ไปร่วมโต๊ะอาหาร”
หญิงรับใช้ค้อมศีรษะรับคำสั่งนั้นอย่างว่าง่าย ก่อนจะหลบฉากออกไปจากห้องโดยไร้เสียง กระทั่งภายในเรือนแห่งนี้เหลือเพียงแต่ความเงียบ เฟยหลงก็อดที่จะพูดกับคนซึ่งนอนกระสับกระส่ายบนเตียงไม่ได้
“ข้าอาจจะไม่ใช่ครอบครัวที่เจ้าเรียกหา แต่ข้าสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งเจ้าไปไหน...” เสียงทุ้มต่ำพูดวรรคพลางเอื้อมมืออีกข้างที่ยังว่างไปลูบศีรษะกลมมนนั่นเบา ๆ แทนคำปลอบโยน ก่อนจะรำพึงสิ่งที่ตนเก็บซ่อนไว้ในใจออกมาอย่างเผลอไผล “...ทั้งที่แต่ก่อน ระหว่างข้ากับเจ้าก็มักมีแต่ความเงียบเหมือนอย่างตอนนี้แท้ ๆ แต่เหตุใดข้าถึงรู้สึกไม่คุ้นเคยกับเจ้าที่ไม่ยิ้มแย้มเช่นนี้กันนะ...”
แม้นลึก ๆ แล้วเขาจะคิดว่า ความรู้สึกของตัวเองใกล้เคียงกับคำว่า ‘ไม่ชอบใจ’ ที่นางนอนแน่นิ่งแบบนี้มากกว่า แต่เฟยหลงก็ไม่ได้พูดมันออกไป เพราะตอนนี้เขาเพียงภาวนาให้นางหายดีและกลับมายิ้มแย้มโดยไวอีกครั้งเท่านั้น
แม้รอยยิ้มนั้นจะไม่ได้ปรากฏขึ้นเพราะเขาก็ตาม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า มันเป็นสิ่งที่เฟยหลงเริ่มเสพติด จนต้องมองหาในทุก ๆ วันไปเสียแล้ว...
.
.
“ลำพังการที่ฉีเหวินมาช้า ข้าก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่หรอกนะ แต่วันนี้แม้แต่เฟยหลงก็ยังมาสายด้วยงั้นหรือ?” ชิงหลงพูดออกมาด้วยความแปลกใจ ขณะที่นั่งกอดอกเชิดหน้าอยู่บนเก้าอี้ที่ถูกจัดไว้รอบโต๊ะอาหาร
แน่นอนว่าทุกคนมีความคิดที่ไม่ได้แตกต่างกันมาก เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเฟยหลงมักจะมาถึงห้องอาหารก่อนใครเพื่อนเสมอ
ขณะเดียวกัน ลี่ฟางที่เพิ่งไปแจ้งท่านหมอให้ช่วยไปดูอาการป่วยของคุณหนูตนเสร็จ ก็ก้าวพ้นประตูเข้ามาในห้องอาหารอย่างพอดิบพอดี นางก้มหน้าลงทันที เมื่อสายตาทั้งสี่กำลังจ้องมาราวกับตำหนิกันอยู่ก็ไม่ปาน
“ระ เรียนคุณชายทั้งสี่... คุณชายรองให้ข้ามาแจ้งพวกท่านว่าวันนี้คุณชายรองและคุณหนูจะไม่สามารถมาร่วมโต๊ะอาหารด้วยได้นะเจ้าคะ”
“ให้คนมาแจ้งตอนถึงเวลาอาหารแล้วเช่นนี้ มันจะไม่เป็นการเสียมารยาทไปหน่อยหรือ?” ชิงหลงเอ่ยถามคนที่มาแจ้งเรื่องนี้แทนเจ้านายพลางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความไม่พอใจ
เดิมทีเขาเป็นคนที่เคร่งเรื่องมารยาทและการตรงต่อเวลามากอยู่แล้ว มันจึงช่วยไม่ได้เลย หากเขาจะรู้สึกหงุดหงิดใจกับสถานการณ์เช่นนี้
“ต้องขออภัยที่มาแจ้งช้า แต่เพราะคุณหนูไม่สบายมาก ข้าจึงต้องรีบไปตามท่านหมอไปตรวจดูอาการให้คุณหนูก่อนจะมาส่งข่าวให้พวกท่านน่ะเจ้าค่ะ”
“...ไม่สบายงั้นหรือ?” เทพมังกรน้ำเงินถามพลางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน ร้อยวันพันปีเขาแทบไม่เคยได้ยินเลยว่าสตรีผู้นั้นเคยล้มป่วยอย่างคนอื่น ๆ จนแอบเผลอคิดว่าแม้แต่โรคภัยก็อาจจะขยาดกับความเอาแต่ใจของนางเหมือนกันก็เป็นได้
กลับกันจูเชว่กลับเป็นฝ่ายที่ลอบสะดุ้งกาย เมื่อได้ยินเรื่องอาการไม่สบายของฉีเหวินขึ้นมาเสียอย่างนั้น แม้เขาเองจะอยากสอบถามถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยนั่น เพื่อให้แน่ใจว่ามีสาเหตุมาจากการกระทำของตนหรือไม่ แต่เขาก็ปากหนักมากเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
จึงกลายเป็นหน้าที่ของเสวียนอู่ที่คุ้นเคยกับหญิงสาวที่แสนร่าเริงมากกว่า
ที่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงออกมาแต่เพียงผู้เดียว
“แล้วนาง... แล้วฉีเหวินเป็นอย่างไรบ้าง? นางป่วยหนักมากเลยอย่างนั้นหรือ?”
“คุณหนูมีไข้สูงมาก จนตอนนี้ยังหลับไม่ได้สติอยู่เลยเจ้าค่ะ ...ตอนนี้คุณชายรองกำลังเฝ้าดูอาการอยู่ คาดว่าหลังจากที่ท่านหมอตรวจและจัดยาให้แล้ว อาการน่าจะดีขึ้นนะเจ้าคะ”
เทพเต่าดำพยักหน้ารับคำตอบนั้นด้วยความกังวล เมื่อนึกภาพของหญิงสาวที่เปี่ยมไปด้วยพลังคนนั้นกำลังนอนซมอยู่บนเตียง ก่อนจะออกปากอนุญาตสาวใช้ที่ดูอยากจะกลับไปหาเจ้านายของตัวเองที่เรือนเต็มทีด้วยความเข้าอกเข้าใจ
“เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปดูแลนางต่อเถิด ...แล้วเดี๋ยวช่วงบ่ายข้าจะแวะไปเยี่ยมที่เรือนนะ”
ทันทีที่ได้รับคำอนุญาต ลี่ฟางก็หายตัวออกมาจากห้องรับประทานอาหารแห่งนั้นอย่างรวดเร็วในทันที ปล่อยให้เสวียนอู่ได้แต่มองตามไปด้วยความเป็นห่วง โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่ามีชายหนุ่มผมสีแดงอีกคนหนึ่ง ที่แอบลอบชะเง้อตามสาวใช้คนนั้นไปด้วยสีหน้าจืดเจื่อน เพราะมั่นใจเสียเหลือเกิน ว่าอาการป่วยของฉีเหวินมีต้นเหตุมาจากการกระทำของตน
เมื่อวานนี้อย่างแน่นอน...
.
.
มือหนากดผ้าชุบน้ำไปตามกรอบหน้าของคนที่นอนหลับสนิทบนเตียงอย่างเบามือ หลังจากที่ท่านหมอมาตรวจดูอาการและป้อนยาไปแล้วถ้วยหนึ่ง ฉีเหวินก็ดูสงบลงเป็นอย่างมาก
เฟยหลงเช็ดหน้าเช็ดตาให้น้องสาวต่างสายเลือดด้วยความยากลำบากเพราะมือข้างหนึ่งยังคงถูกยึดเอาไว้เป็นหมอนข้างอยู่ ก่อนจะหันไปส่งผ้าผืนนั้นให้กับสาวใช้ที่นั่งคุกเข่ารออยู่ข้าง ๆ เมื่อรู้สึกว่าความเย็นในผืนผ้าเริ่มจางหายไป
“วานเจ้าไปชุบน้ำมาให้ข้าใหม่อีกทีนะ” เขาสั่งสาวใช้ของฉีเหวินเบา ๆ ก่อนจะหันมามองคนที่ยึดแขนเขาไปกอดแน่นไม่ยอมปล่อยอย่างเอือมระอา
ใครจะคิดเล่า ว่าเพียงเขาตามใจไม่ยอมชักมือกลับมาในคราแรกนั้น จะทำให้อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยให้เขาลุกออกห่างอีกเลยเช่นนี้
หลังจากที่พยายามเช็ดหน้าเช็ดตาอีกฝ่ายด้วยมือข้างเดียวจนแล้วเสร็จ ครึ่งมังกรหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะทาบหลังมือของตนเองลงบนหน้าผากของคนบนเตียงด้วยความเป็นห่วง
“ดูเหมือนไข้จะลดลงบ้างแล้วละนะ...”
เขาพูดออกมาด้วยความสบายใจที่มากขึ้นระดับหนึ่ง โดยไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าน้ำเสียงของตนอ่อนโยนลงเป็นอย่างมาก
เฟยหลงนั่งจ้องมองคนตรงหน้าแบบไม่คลาดสายตา จนลี่ฟางที่อยากจะเอ่ยถามบางอย่างรู้สึกลำบากใจในการจะส่งเสียงออกไป
“เอ่อ... คุณชายรองเจ้าคะ...”
หญิงรับใช้เอ่ยเรียกชายหนุ่มที่เอาแต่นั่งจ้องคุณหนูของตัวเองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้วอย่างระมัดระวัง กระทั่งเห็นว่าอีกฝ่ายหันมาตามเสียงเรียกของตน จึงเร่งเอ่ยปากถามถึงถาดอาหารเย็นชืดที่ตั้งทิ้งไว้โดยไร้ซึ่งคนเหลียวแล
“เรื่องสำรับเช้าของท่าน จะให้ข้านำไปอุ่นให้ใหม่หรือไม่เจ้าคะ?”
“...เอาไว้ก่อนเถอะ ข้ายังไม่ค่อยหิวน่ะ” ร่างสูงตอบปัดราวกับมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ขณะที่จับจ้องไปที่ริมฝีปากแห้งผากของฉีเหวินซึ่งยังหลับใหลอยู่บนเตียงใหญ่อย่างลืมตัว
บางที... ตอนนี้นางอาจจะกำลังหิวอยู่หรือเปล่านะ?
“ตอนนี้เจ้าไปพักก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะดูแลนางต่อเอง ...แต่วานเจ้าไปบอกคนครัวให้เตรียมทำข้าวต้มไว้ให้ฉีเหวินทีนะ”
ลี่ฟางพยักหน้ารับคำสั่งนั้นก่อนจะหลบฉากออกไปโดยง่าย เพราะแม้นางจะแปลกใจกับท่าทางของคุณชายรองมากมายเพียงใด แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่บ่าวอย่างนางจะไปสอดปาก แม้จะยังสับสนไม่น้อยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คุณชายรองมีความเป็นห่วงเป็นใยในตัวคุณหนูของนาง โดยปราศจากคำสั่งของเทพมังกรทองอย่าง ‘คุณชายใหญ่’ เช่นนี้
แต่ไหนแต่ไรมาคุณหนูกับคุณชายรองต้องเรียกว่าแทบจะเฉียดใกล้กันไม่ได้ หากจำเป็นต้องมาร่วมโต๊ะหรือใช้เวลาร่วมกันเมื่อไหร่ คุณหนู
ฉีเหวินก็มักจะพูดจาเหน็บแนมใส่คุณชายเฟยหลงเรื่องที่เป็นครึ่งมนุษย์อยู่ตลอด แน่นอนว่าคุณชายรองไม่เคยโต้ตอบ เพียงแต่หาทางหลบเลี่ยงโดยอ้อมเท่านั้น
ที่จริงแม้ตามตำแหน่งของคุณชายเฟยหลง จะเป็นรองแค่กับคุณชายหวงหลงเท่านั้น แต่เจ้าตัวกลับไม่ถือตัวนัก ทั้งยังทำราวกับตนเองเป็นพ่อบ้านของเรือนแห่งนี้เสียมากกว่า และเพราะเจ้าตัวมีความสุขุม ใจเย็นและเป็นผู้ใหญ่มาก สิ่งเหล่านั้นทำให้ใคร ๆ ต่างให้ความเคารพกับคุณชาย
เฟยหลงอย่างไม่มีข้อแม้น
แน่นอนว่า ‘ใคร ๆ’ ที่ว่าไม่ได้รวมถึงคุณหนูฉีเหวินแต่อย่างใด เพราะยิ่งทุกคนรักและเคารพในตัวคุณชายเฟยหลงเท่าไหร่ คุณหนูฉีเหวินก็ดูเหมือนจะยิ่งไม่ชอบใจมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นสิ่งที่คุณหนูฉีเหวินกระทำเมื่อครั้งยังไม่ได้เสียความทรงจำ เพราะตั้งแต่คุณหนูฉีเหวินตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่ขาดหายไปนั่น อีกฝ่ายก็ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน จนใครต่อใครก็ต่างรู้สึกงุนงงไม่ต่างกัน และนั่นทำให้สายตาของทุกคนที่มองไปยังคุณหนูค่อย ๆ เปลี่ยนไป...
“เจ้า...”
ลี่ฟางที่มัวแต่คิดฟุ้งซ่านสะดุ้งตัวด้วยความตกใจเมื่อถูกน้ำเสียงทุ้มต่ำร้องเรียกไว้จากด้านหลัง ตากลมจ้องมองไปยัง ‘เทพประจำทิศใต้’ หรือ ‘คุณชายจูเชว่’ ด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะต้องจำยอมเดินตามการนำของคนที่เรียกให้นางเดินตามไปในท้ายที่สุด