บทที่ 13 ชิงหลงที่ถูกมองข้าม

1889 Words
แม้ท้องฟ้าจะยังมืด แต่มีสตรีคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาเข้าครัวอย่างขยันขันแข็ง ฉีเหวินกำลังหมกมุ่นกับรื้อหาวัตถุดิบในครัวเพื่อนำมันมาสร้างสรรค์ ‘ของขอบคุณ’ สำหรับคนที่ให้ความช่วยเหลือและดูแลนางตลอดหลายวันที่ผ่านมา ในชีวิตก่อน นางเคยนึกบ่นถึงความโชคร้ายของตัวเองที่ต้องดิ้นรนทำงานพาร์ทไทม์ในร้านขนมชื่อดัง อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้นางกลับรู้สึกว่าดีเหลือเกินที่เคยทำมัน เพราะหาไม่แล้วนางคงไม่สามารถทำ ‘ของตอบแทน’ ให้พวกเขาได้เหมือนอย่างในตอนนี้ “แป้งมัน แป้งข้าวเหนียว น้ำตาล หงโต้ว(ถั่วแดง) แล้วก็เฉาเหม่ย(สตรอเบอรี่) ถ้ามีประมาณนี้ ก็น่าจะพอทำอะไรได้อยู่ละนะ...” นางพูดกับตัวเองพลางจ้องมองสิ่งที่ตนพอจะหาเจอในห้องครัวแห่งนี้ เนื่องจากในตอนนี้เพิ่งเข้ายามเหมามาได้ไม่นาน จึงยังไม่มีใครตื่นมาเป็นลูกมือนางเลยแม้แต่คนเดียว ยังดีที่เมื่อพิจารณาจากวัตถุดิบ ขนมที่นางคิดจะทำก็ไม่ได้มีขั้นตอนยุ่งยากเท่าไหร่ ดังนั้นต่อให้ต้องทำคนเดียว ฉีเหวินก็คาดว่ามันน่าจะสำเร็จได้ก่อนอาหารเช้า เมื่อคิดเช่นนั้นสองมือก็เริ่มขยับทันทีไม่มีรอช้า หงโต้วจำนวนหนึ่งถูกนำไปล้างจนสะอาด ก่อนจะถูกนำลงไปต้มในหม้อพร้อมกับน้ำตาล ในระหว่างที่รอเวลาให้สิ่งที่ต้มอยู่ในหม้อสุกเป็นเนื้อเดียวกัน หญิงสาวก็หันไปตั้งหม้ออีกใบหนึ่งเพื่อต้มแป้งมันไปด้วย หลังจากเคี้ยวแป้งมันไปพักหนึ่ง แป้งข้าวเหนียวก็ถูกใส่ตามลงไป ติด ๆ กระทั่งสังเกตถึงความหนืดตัวของแป้งสีขาวในหม้อใบใหญ่ ฉีเหวินจึงรีบยกสิ่งนั้นมาตั้งพักเอาไว้ให้เย็นก่อน ก่อนที่ความสนใจของนางถูกมุ่งกลับไปยังหงโต้วต้มน้ำตาลร้อน ๆ ซึ่งกำลังส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณครัวอีกครั้ง นางกวนหงโต้วที่เริ่มเละและดูดซึมน้ำตาลเข้าไปจนมันเนียนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนจะนำมาพักไว้ในภาชนะอีกใบ ท่อนไม้ขนาดพอดีมือถูกนำมาห่อด้วยผ้าขาวเพื่อความสะอาด ก่อนที่ฉีเหวินจะออกแรงตำจนหงโต้วสีแดงเลือดนกจนมันค่อย ๆ มีสัมผัสที่เนียนละเอียด ทางด้านแป้งที่เย็นตัวลงและเริ่มเกาะตัวหนึบหนับถูกตัดออกมาปั้น เพื่อนำมาห่อเฉาเหม่ยและหงโต้วบดเอาไว้เป็นคำน่ารับประทาน เพียงไม่นานก้อนแป้งสีขาวก็ถูกวางเรียงรายบนจาน ขณะที่ฉีเหวินจ้องมองผลงานของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ใช่แล้ว... สิ่งนี้คือขนมยอดนิยมในยุคของนาง หรือก็คือ ‘ไดฟูกุ’ ลูกโตชวนรับประทานนั่นเอง... “ก็ไหนว่าหายป่วยแล้วไง? แล้วเหตุใดวันนี้นางยังมาสายอีกเล่า?” เป็นชิงหลงที่บ่นเรื่องความไม่ตรงเวลาของหญิงสาวขึ้นมา เพราะแม้จะผ่านไปกว่าหนึ่งก้านธูปแล้วจากเวลาอาหารตามปกติ อีกฝ่ายก็ยังไม่โผล่มาให้เห็นเลยแม้แต่เงา เฟยหลงที่เริ่มรู้สึกกังวลว่าน้องสาวบุญธรรมอาจจะป่วยหนักขึ้นมาอีกหรือเปล่า จึงลุกขึ้นอาสาจะไปตามหานางด้วยตนเอง “เช่นนั้นพวกเจ้าก็ทานกันไปก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะไปดูฉีเหวินเอง... บางทีนางอาจจะรู้สึกไม่สบายขึ้นมาอีกก็เป็นได้” ทว่ายังไม่ทันขาดคำของเฟยหลง ร่างเล็กสะโอดสะองก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องอาหารอย่างพอดิบพอดี หญิงสาวที่หอบเหนื่อยจากการวิ่งตรงมาที่นี่เพราะมัวแต่ขลุกตัวอยู่ในครัวจนลืมเวลา จึงรีบก้มหัวขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องรอนางในทันที “แฮ่ก... แฮ่ก... ขะ ขออภัยที่มาสายเจ้าค่ะ!” ท่าทางการสะบัดหน้าหนีราวกับรังเกียจกันนักหนาของชิงหลง ทำเอาฉีเหวินอดที่จะเบ้ปากใส่เขาไม่ได้ ทว่าเมื่อได้รับการเชื้อเชิญจาก เฟยหลงที่ไม่รู้ว่าลุกขึ้นมาเลื่อนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ให้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หญิงสาวจึงยอมกลั้นใจสงบปากสงบคำและนั่งลงโดยไม่ทำให้เสียบรรยากาศ กลิ่นหอมหวานที่พัดโชยออกมาจากร่างบาง ทำให้เหล่าบุรุษผู้มีสัญชาตญาณแหลมคมกว่าคนธรรมดาต่างมองตามอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกเขาจ้องมองคนที่เริ่มคีบอาหารเข้าปากกันตาเป็นมัน กระทั่งฉีเหวินที่ไม่เห็นคนอื่น ๆ รับประทานอาหารกันเสียทีเอ่ยปากทักด้วยความแปลกใจ “พวกท่านไม่รับประทานกันหรือเจ้าคะ? ไม่หิวกันอย่างนั้นหรือ?” ราวกับเป็นตุ๊กตาหุ่นเชิด เพราะทันทีที่ถูกทัก ทุกคนก็พร้อมใจกันหยิบตะเกียบขึ้นมารับประทานอาหารตามคำพูดนั้นอย่างว่าง่าย ฉีเหวินที่เห็นดังนั้นจึงหันกลับมาสนใจกับข้าวชวนรับประทานตรงหน้าอีกครั้ง โดยไม่ทันสังเกตเห็นสายตาที่แอบจับจ้องมาของผู้ร่วมโต๊ะเลยสักนิด จนเมื่อท้องอิ่มหญิงสาวก็หันไปส่งสัญญาณให้ลี่ฟางอย่างรู้กัน และเพียงไม่นานหลังจากนั้น จานขนม ‘ห้า’ ใบก็ถูกลำเลียงมายังโต๊ะอาหาร ฉีเหวินค่อย ๆ วางจากขนมลงตรงหน้าของทุกคนอย่างใส่ใจ เพราะนางเพิ่มลูกเล่นลงไปในแต่ละจากแตกต่างกัน จนเมื่อแจกจ่ายให้ครบทั้งสี่คนแล้วนั้น จานใบที่ห้าซึ่งมีจำนวนขนมมากกว่าใครเพื่อนก็ถูกนำไปวางลงยังที่นั่งของตน คิ้วคมของคนที่เย่อหยิ่งกว่าใครถูกกดลงอย่างไม่น่ามอง เมื่อมีเพียงตนเองที่ไม่ได้รับก้อนแป้งสีขาวหน้าตาประหลาดนั่นจากนาง “แล้วของข้าเล่า?” ชิงหลงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม เมื่อเขาสัมผัสได้ว่าที่มาของกลิ่นหอมหวานซึ่งติดกายนาง มาจากสิ่งที่วางอยู่ในจานนั่น ทางด้านฉีเหวินก็ทำเพียงยักไหล่ด้วยท่าทางไม่ยี่หระ ก่อนจะตอบตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ “ขนมนี่... ข้าทำขึ้นมาเพื่อแทนคำขอบคุณจากข้า ข้ามอบให้ท่านพี่เฟยหลงเพราะเขาดูแลข้า ข้ามอบให้เสวียนอู่เพราะเขามาเป็นเพื่อนเล่นกับข้า รวมทั้งมาเยี่ยมข้ายามป่วยไข้ ข้ามอบให้จูเชว่เพราะเขาทำผลไม้เชื่อมมาให้ข้าตอนที่ไม่สบาย และข้ามอบให้ไป่หูเพราะเขาช่วยมาส่งข้าที่หลงทาง” นางว่าพลางมองทั้งสี่คนด้วยรอยยิ้ม ที่จริงนางไม่ได้แล้งน้ำใจถึงขนาดจะไม่ทำขนมเผื่อเขาหรอกนะ เพียงแต่อยากจะแกล้งเล่นเสียหน่อย เพราะหมั่นไส้ในท่าทางเย่อหยิ่งจองหองนั่นก็เท่านั้น “...แล้วท่านเล่า? ท่านเคยทำอะไรให้ข้าต้องรู้สึกขอบคุณหรือไม่?” “!!!” เทพมังกรฟ้าถลึงตามองคนที่พูดจากวนโมโหเขาด้วยความไม่พอใจ แม้สิ่งที่นางพูดจะเป็นความจริงก็ตาม ทว่าฉีเหวินกับทำราวกับว่ามองไม่เห็นท่าทางเหล่านั้น ทั้งยังแกล้งหันไปพูดกับคนที่เหลือด้วยความร่าเริงอีกด้วย “ขนมนั่น ข้าตั้งใจทำให้พวกท่านแต่ละคนโดยเฉพาะเลยนะเจ้าคะ! พวกท่านชอบกันหรือไม่?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นพลางนำเสนอผลงานของตนอย่างมีความสุข “ของเสวียนอู่เป็นรูปเต่าน้อยตัวกลม ของจูเชว่เป็นรูปไก่อ้วน เอ๊ย! หงส์ที่ค่อนข้างอวบหน่อย ของท่านไป่หูเป็นเสือที่อาจจะดูเหมือนแมวเล็กน้อย ส่วนของท่านพี่เฟยหลง...” ฉีเหวินเกาแก้มเล็กน้อยด้วยความเก้อเขิน ก่อนจะพูดขยายความออกไป “...ที่จริงข้าก็ตั้งใจจะปั้นเป็นรูปมังกรหรือมนุษย์ให้อยู่หรอก แต่มันออกมาดูเหมือนลูกอ๊อดไปหน่อย ข้าเลยเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจแทน แต่ว่า! เรื่องรสชาติข้ามั่นใจว่ามันต้องดีอย่างแน่นอน! พวกท่านลองทานดูสิเจ้าคะ!” “รูปหัวใจงั้นหรือ?” “เจ้าค่ะ รูปหัวใจไง ท่านไม่รู้จักงั้นหรือ? ก็...เป็นตัวแทนของความรักหรืออะไรทำนองนั้นไง ...เหตุใดท่านถึงทำหน้าเช่นนั้นเล่า?” เฟยหลงได้แต่หลบตาคนตรงหน้าอย่างเสียอาการ เมื่อคำว่า ‘ความรัก’ ที่ว่าดันทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นแรงขึ้นมาเสียได้ ทั้งที่รู้แก่ใจดีว่าอีกฝ่ายคงหมายถึงความรักแบบพี่ชาย ทว่าประโยคนี้กลับทำให้ครึ่งมังกรหนุ่มเริ่มสังเกตเห็นถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของตัวเอง ทางด้านคนอื่น ๆ ที่ได้รับคำเชิญชวนให้ลองชิม จึงค่อย ๆ ส่งสิ่งที่วางอยู่ในจานเข้าไปในปากอย่างระมัดระวัง “...อร่อย” “ใช่ไหม!? พวกท่านก็ชอบขนมนี่เหมือนกันใช่ไหม!?” เสียงหวานร้องถามอย่างตื่นเต้นตามประสาคนที่เห็นเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ จนเมื่อเห็นว่าทุกคนพยักหน้าไปในทางเดียวกัน รอยยิ้มเจิดจ้าก็ปรากฏชัดเต็มใบหน้าของฉีเหวินอย่างง่ายดาย บุรุษทั้งห้าคนบนโต๊ะเผลอจ้องมองความสดใสเป็นประกายของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว เมื่อการเคลื่อนไหวที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความร่าเริง สามารถดึงดูดสายตาพวกเขาเอาไว้ได้อย่างไม่อาจถอดถอน ในตอนนี้ทุกคนต่างจับจ้องไปยังท่าทางของอีกฝ่ายที่กำลังแบ่งขนมในจานตัวเองออกเป็นสองส่วนอย่างแข็งขัน ก่อนที่จานหนึ่งในนั้นจะถูกวางลงตรงหน้าชิงหลงซึ่งยังว่างอยู่ในท้ายที่สุด “ข้าแค่อยากแกล้งท่านเล่นนิดหน่อย แต่ไม่ได้คิดจะไม่แบ่งท่าน จริง ๆ หรอก... จานของข้า ข้าไม่ได้ปั้นเป็นรูปอย่างของคนอื่นเพราะไม่มีเวลา แต่ถึงอย่างไรรสชาติก็ไม่ต่างกัน ข้าหวังว่าท่านจะไม่ถือสาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้นะเจ้าคะ” “...รูปร่างประหลาดยิ่งนัก” เหมือนไข่อะไรสักอย่างเลยแฮะ... “เรื่องมากแบบนี้ เดี๋ยวข้าก็ยึดคืนเสียหรอก!” ฉีเหวินอดที่จะแยกเขี้ยวใส่คนเรื่องมากตรงหน้าไม่ได้ ซึ่งน้ำเสียงที่นางใช้เมื่อครู่มันคงจะน่ากลัวเกินไป อีกฝ่ายถึงได้สะดุ้งตัวโยนถึงขนาดนั้น ชิงหลงที่ถูกพูดใส่เช่นนั้นก็รีบหยิบขนมตรงหน้ามารับประทานโดยพลัน เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะทำดังคำขู่เมื่อครู่แล้วตนจะหมดโอกาสได้ลิ้มลองมันจริง ๆ “อะไรกัน? ข้าไม่อยู่ที่นี่เพียงแป๊บเดียว แต่พวกเจ้าดูสนิทสนมกันมากขึ้นเยอะเลยนี่นา” ประโยคที่ดังขึ้นจากนอกวงสนทนา ทำให้ทั้งหกคนบนโต๊ะอาหารหันไปยังต้นเสียงโดยพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่ดวงตากลมใสจะต้องเบิกกว้างและอ้าปากค้างอีกครั้ง เมื่อคนที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องดูดีเสียจนฉีเหวินละสายตาไม่ได้เลย ให้ตายเถอะ! ได้เกิดใหม่มาใช้ชีวิตกลางดงคนหล่อแบบนี้ ฉีเหวินลำบากใจจริง ๆ !
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD