กฤติกาตกลงใจทำงานกับอัศราในตำแหน่งผู้ช่วย หน้าที่เธอคือติดสอยห้อยตามเวลาเจ้านายออกไปไซต์งาน อยู่ในที่ประชุมเวลาเขาคุยกับลูกค้าหรือผู้รับเหมา ทำหน้าที่อ่านแบบงานเพื่อมาคุยรายละเอียดหรือออกความคิดเห็นได้
เมื่อได้ทำงานด้วยกันพอสมควรหญิงสาวพบว่าอัศราเป็นคนจริงจังในเวลางาน ทุกอย่างสำหรับเขาต้องเป๊ะและลูกน้องสามารถท้วงได้หากเขาผิดพลาด แต่นอกเวลาชายหนุ่มก็เหมือนคนอารมณ์ดีทั่วไป ชอบพูดเรื่องตลก ชอบทำให้เธอหัวเราะ
“อ้อ ผมได้ข่าวมาว่าคุณสมิติเขาแก้ข่าวให้ลูกไก่แล้วนะเรื่องขึ้นบัญชีดำ” อัศราพูดขึ้นมาในเย็นวันหนึ่งก่อนเลิกงาน
“คะนาย” เธอเงยหน้ามอง หญิงสาวเรียกเขาว่านายเหมือนที่คนอื่นๆ เรียก
“ผมได้ข่าวมาว่าจากวงในว่าคนที่ทำเรื่องเป็นน้องสาวคนเล็กของเขา สั่งให้ผจก.ฝ่ายบุคคลทำ คุณสมิติของคุณเขาเลยไล่ผจก.ออกกับสั่งพักงานน้องสาว ตัดเงินเดือนครึ่งนึงเป็นเวลาหนึ่งปี”
วงในของอัศราคือวงในจริงๆ เพราะอัศราดูโฮมคือหนึ่งในเครือญาติของสมิติ แต่ในด้านการบริหารมีอิสระของตัวเอง ดำเนินการโดยใช้ทุนฝั่งตัวเอง ในลำดับเครือญาติปู่ของเขาเป็นน้องชายของปู่สมิติ ในทางด้านการงานอัศราดูโฮมเป็นคู่แข่งของเอสเอ็มมานานหลายปี โดยเฉพาะเมื่ออัศราก้าวมารับตำแหน่งกุมบังเ**ยนแทนพ่อของเขา การฟาดฟันกับเอสเอ็มก็ดูเหมือนว่าจะกล้าเปิดหน้าชนมากขึ้น
“ช่างมันเถอะค่ะ ไก่ก็ไม่ได้คิดจะไปหางานที่อื่นหรอกตอนนี้” เธอพูดความยุติธรรมที่มาช้ามันคือความไม่ยุติธรรมอยู่ดี สิ่งที่เธอต้องเจอในช่วงหนึ่งเดือนนั้น โอกาสต่างๆ ที่เสียไปการแก้ข่าวตามหลังไม่ได้ชดเชยอะไรให้เธอได้ แต่ความดีในอดีตที่สมิติเคยมีให้เธอนั่นทำให้หญิงสาวหยุดความโกรธเคืองไว้เพียงแค่นั้น
เย็นนั้นเธอกลับบ้านด้วยใจที่หนักน้อยลง ความทุกข์ในใจยังอยู่แต่ไม่มากเท่าเดิม หญิงสาวชะงักเมื่อเห็นรถยนต์ของสมิติจอดอยู่หน้าหมู่บ้าน
“คุยกันได้ไหมไก่ พี่มีเรื่องคุยด้วย” ข้อความในแอพพลิเคชั่นไลน์ดังขึ้น
หญิงสาวตัดสินใจจอดรถที่ริมถนน ตรงนั้นเป็นสวนสาธารณะหน้าหมู่บ้าน สมิติเดินมาเคาะกระจกรถเธอลดกระจกลง
“มีอะไรคะ” เธอไม่มองหน้าเขา
“ลงมาคุยกันได้ไหมไก่”
หญิงสาวเปิดประตูรถเดินนำลงไปที่สวนสาธารณะ เธอมองไปทางสระน้ำเหมือนว่ามันน่ามองกว่าหน้าของสมิติ
“มีอะไรคะว่ามาเลย” เธอเร่งเมื่อไม่ได้ยินเขาพูดอะไร
“เรื่องนั้นพี่จัดการให้แล้วนะ ขอโทษด้วยที่น้องสาวพี่ทำแบบนั้น” เขาไม่รู้จะพูดอะไรเมื่อเจอท่าทีมึนตึงของอดีตคนในปกครอง
“ค่ะ ไม่ขอบคุณนะคะเพราะไก่ไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้แต่แรก” เธอตอบ
“อีกเรื่องคือพี่อยากอธิบายที่พี่บอกเลิกไก่ พี่หวังดีไก่อายุยังน้อยยังมีอนาคตที่ดีรออยู่ พี่อยากให้ไก่ใช้ชีวิตอิสระให้คุ้มแล้ววันนึงถ้าเรายังมีโอกาสเส้นทางของเราก็คงได้กลับมาเจอกันอีก”
นกทุกตัวย่อมต้องการอิสระที่จะบินไปเท่าที่ปีกของมันไปถึง แต่สมิติลืมไปว่านกที่มีเจ้าของ นกที่ถูกเลี้ยงมาทั้งชีวิตอิสระอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มันต้องการ
กฤติกายอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดมันดีกับตัวเธอเอง หากเธอไม่ต้องการอนาคตที่ดีเธอคงไม่ยอมอยู่กับเขาเพื่อให้เรียนจบ เพื่อให้มีเงินส่งเสียน้องๆ แต่การตัดสินใจฝ่ายเดียวของเขามันก็โหดร้ายกับความรู้สึกของเธอเช่นกัน
“ขอบคุณค่ะสำหรับอิสระ แค่นี้ใช่ไหมคะ” ในใจเธอร่ำร้องว่าเธอไม่ได้ต้องการอิสระที่เขาให้ เธอต้องการเขาต่างหากแต่ถ้าสมิติตัดสินใจไปแล้วเธอก็ยอมรับ
และตัวเขาเอง...ก็ต้องยอมรับเช่นกัน
ทุกการเติบโตย่อมผ่านคืนวันที่เจ็บปวด เหมือนกับเรื่องของเธอและเขาที่ต่อไปมันจะเป็นเพียงแค่ลมที่พัดผ่านแล้วหายไป เหลือเพียงความทรงจำให้คิดถึงเท่านั้น
จากวันนั้นกฤติกาใช้ชีวิตตามปกติ ถึงจะมีเรื่องภายในใจแต่เธอไม่ลืมว่าตนเองยังมีคนที่เธอต้องดูแล ในเทอมต่อมาก้องเกียรติได้เข้าเรียนต่อในระดับปวช. เด็กหนุ่มเลือกเรียนสาขาช่างยนต์ด้วยเหตุผลที่ว่าสามารถหางานง่าย หรือทำอู่เล็กๆ ของตัวเองก็ยังได้
เกศราท้องใหญ่ขึ้นทุกวัน เด็กสาวดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้พี่สาวเหนื่อยเกินไป อัศราเองที่พักหลังเข้านอกออกในบ้านเธอมากขึ้น เขามีของฝากมาฝากคนท้องบ่อยๆ
ครบกำหนดคลอดเกศราคลอดทารกเป็นเพศหญิง กฤติกาเป็นคนตั้งชื่อให้เองว่าอัญชุลี เด็กหญิงผิวขาว จ้ำม้ำ ริมฝีปากเป็นสีชมพูเข้มจนอัศราที่มาเยี่ยมเรียกว่าน้องเชอรี่ เป็นอันว่าเธอได้ชื่อว่าเชอรี่เป็นนิคเนมตั้งแต่นั้น
เกศราเลี้ยงลูกอยู่บ้านสองเดือน จากนั้นเธอไปลงเรียนมหาวิทยาลัยเปิดตั้งใจจะหางานทำไปด้วย
“อย่าเพิ่งเลยหน่อย เลี้ยงลูกอยู่บ้านสักปีแล้วค่อยว่ากัน” กฤติกาไม่เห็นด้วย
พอมีเด็กอ่อนครอบครัวเธอเริ่มมีปัญหากับเพื่อนบ้าน ถึงแม้ว่าเธอจะพยายามไม่ให้เสียงร้องของหลานไปรบกวนคนอื่น แต่มันก็ต้องมีบ้างที่ต้องมีเสียงร้อง จนกฤติกาถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนไปที่เจ้าของบ้าน
“ซื้อบ้านเองดีกว่าไหมลูกไก่” อัศราเสนอในวันหนึ่งที่เธอปรึกษาเขา
“ไก่เพิ่งทำงานปีเดียวเองค่ะ เครดิตพอเหรอคะ” เธอยังไม่อยากเอาเงินก้อนที่มีมาใช้ซื้อบ้าน เธอกลัวความไม่แน่นอนในอนาคต
“ถ้าถามผม ผมว่าบ้านซื้อเงินสดได้ก็ควรซื้อ ถ้าลูกไก่เสียดายเงินก้อนก็กู้ตัวเองสิ พอถึงรายเดือนเงินเดือนออกก็คืนใส่บัญชีไปเหมือนผ่อนกับธนาคาร ถือว่าให้ตัวเองได้ดอกเบี้ย” อัศราช่วยออกความคิด จากการที่ทำงานร่วมกันมาหนึ่งปีกฤติกาทำให้เขามองเธอใหม่ ภาพความเป็นเด็กเสี่ยไม่มีเหลือเธอใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า
กฤติกาไม่ใช่คนตระหนี่ เธอใช้ของดีมีคุณภาพแต่ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ไม่สุรุ่ยสุร่ายไม่ฟุ่มเฟือย เธอใช้ของแบรนด์เนมที่แน่ใจแล้วว่ามันคุ้มราคาและไม่ต้องซื้อบ่อย จนอัศราแปลกใจว่าสมิติเลี้ยงดูเธอมาแบบอัตคัตหรืออย่างไร
กฤติกายิ้มออก “จริงด้วยค่ะ”
“ผมมีบ้านของคนรู้จักที่เขาบอกขาย ลูกไก่ไปลองดูก่อนไหมถ้าชอบเดี๋ยวผมช่วยต่อรองราคาให้” อัศราพูดต่อ
“ขอบคุณค่ะนาย”
วันเสาร์ต่อมาเธอไปดูบ้านหลังนั้นกับอัศราและน้องๆ มันเป็นบ้านเดี่ยวขนาด 70 ตร.ว. สองชั้นครึ่งมีสี่ห้องนอน ห้าห้องน้ำ มีห้องเก็บของและห้องแม่บ้าน
ในตัวบ้านมีบ่อปลาและต้นไม้ลงไว้แล้ว ตัวบ้านร่มรื่นเธอรู้สึกชอบตั้งแต่ตอนแรกที่เข้าไปดู ส่วนเกศราและก้องเกียรติก็ชอบมากเช่นกัน
“ราคาเท่าไหร่คะนาย”
“ห้าล้านแต่ถ้าคุณกับน้องๆ ชอบผมจะต่อรองราคาให้” อัศราไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเอาตัวเองมาพัวพันกับครอบครัวนี้ โดยเฉพาะเด็กหญิงอัญชุลีที่เขาเอ็นดูเป็นพิเศษ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมากฤติกาเซ็นสัญญาซื้อขายบ้านเรียบร้อย เธอมองเช็คเงินสดจำนวนสี่ล้านห้าแสนด้วยความเสียดาย แต่เมื่อคิดว่าแลกกับบ้านหนึ่งหลังมันก็คุ้มค่า และเธอไม่ต้องรู้สึกผิดกับสมิติที่เป็นเจ้าของเงินก้อนนี้
หนึ่งปีผ่านมาทำให้ความโกรธของเธอลดลง และนั่นทำให้เธอมองเห็นว่าที่สมิติเคยบอกว่าเขาอยากให้เธอไปใช้ชีวิตของตัวเองมันหมายความว่าอย่างไร และยิ่งทำให้เธอเห็นถึงความต่างของเขาและเธอว่าไม่มีวันที่เธอจะก้าวไปยืนเคียงข้างเขา อยู่ในสังคมของเขาได้จริง
“เตรียมเก็บของได้เลย เดี๋ยวเราจะทยอยย้ายของ” เธอบอกก้องเกียรติและเกศรา หญิงสาวก้มลงอุ้มน้องเชอรี่ขึ้นมา
“ว่าไงคะหนูชอบบ้านใหม่ที่แม่ซื้อให้ไหมลูก” เธอรับเด็กหญิงเป็นลูกตามที่เธอเคยบอกน้องสาวไว้ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าน้องเชอรี่มีแม่สองคนเพราะเอาเข้าจริง เกศราก็ไม่สามารถตัดใจยกเด็กหญิงให้เธอได้แบบเด็ดขาด
น้องเชอรี่หัวเราะ เด็กหญิงวัยหกเดือนกำลังมองสิ่งรอบตัวอย่างสนใจ โลกของเด็กมักจะสดใสเสมอ