แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านลงมาอย่างบางเบา กลิ่นหอมของกาแฟลอยมาแต่เช้าในห้องทำงานของคุณปราบ เสียงปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ ขณะเขานั่งจ้องเอกสารอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์
“จัดการให้เรียบร้อย ไม่ให้มีอะไรค้างอยู่ในชื่อเธออีก” น้ำเสียงของเขาเย็นนิ่ง ขณะพูดใส่โทรศัพท์กับเลขาส่วนตัว
“ค่ะ คุณปราบ ดิฉันจะจัดการปิดบัญชีหนี้ของคุณเขมจิรากับต้นสังกัดเธอภายในเที่ยงนี้” น้ำเสียงจากปลายสายตอบรับชัดเจน
คุณปราบวางโทรศัพท์ลง ก่อนจะหยิบแฟ้มสีน้ำเงินเข้มขึ้นมาดู รายละเอียดการย้ายของจากห้องเก่าของเขมจิรามายังคอนโดของเขาถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เขามองมันนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะทอดยาวไปยังหน้าต่างที่มองเห็นยอดดอยอยู่ลิบ ๆ
ตอนบ่ายของวันเดียวกัน คอนโดหรูใจกลางเมืองเชียงใหม่ เขมจิราสวมเสื้อเชิ้ตตัวหลวมกับกางเกงยีนส์ขาสั้น เดินวนไปวนมารอบห้องใหม่ที่กว้างขวาง พนักงานของคุณปราบกำลังช่วยเธอจัดเรียงข้าวของอยู่ ส่วนเธอเอาแต่สั่งการไม่หยุด
“ของในกล่องนั้นเอาไว้ในตู้ใกล้เตียงนะคะ ส่วนพวกหนังสือกับของสะสม ขอเป็นชั้นข้างหน้าต่างเลยค่ะ ฉันชอบให้แดดส่องเข้ามา”
เธอหอบหายใจเล็กน้อย มือควานหาโทรศัพท์ ก่อนสายหนึ่งจะดังขึ้นมาพอดี หน้าจอแสดงชื่อที่ทำให้หัวใจของเธอกระตุก
คุณหญิงวรรณา เสียงเรียกเพียงครั้งเดียว เธอกดรับสาย “ค่ะ ดิฉันจะลงไป” เขมจิราเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า หยิบแว่นกันแดดขึ้นมาใส่แล้วเดินออกจากห้อง
คาเฟ่โทนสีไม้ข้างล่างคอนโด บ่ายโมงสิบห้านาที คุณหญิงวรรณานั่งอยู่ก่อนแล้วอย่างสง่างาม เสื้อคลุมไหมแพรบางเบา กับผ้าพันคอ Hermes สีเทากระจายลายดอกไม้บนพื้นขาว ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบเหมือนอุณหภูมิในร้าน
“สวัสดีค่ะคุณหญิง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” เขมจิราเอ่ยทัก ขณะนั่งลงตรงข้าม น้ำเสียงไม่ไหวหวั่นแม้แต่น้อย
“นั่งก่อนสิ ฉันสั่งกาแฟให้เธอแล้ว” น้ำเสียงของคุณหญิงราบเรียบ จิบชาที่สั่งไว้ด้วยท่าทางสุขุม
เขมจิราทอดสายตาออกไปยังท้องฟ้าด้านนอก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขึงขัง “เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ เพราะอีกสักพักเขาจะกลับมาแล้ว”
คุณหญิงวางถ้วยชา ก่อนจะมองเธอตรง ๆ “เข้าเรื่องเลยแล้วกัน”
สายตาทั้งสองประสานกันในเสี้ยววินาที ราวกับจะทดสอบความมั่นคงของอีกฝ่าย “ฉันชื่นชมเธอนะ ที่จัดการเรื่องทั้งหมดได้เรียบร้อย แต่เธอไปทำอีท่าไหนถึงได้เสียชื่อเสียงขนาดนั้น ดูไม่ใช่เธอเลยนะ เขมจิรา”
คำพูดนั้นไม่ต่างจากหอกแหลมทิ่มเข้ากลางใจ หญิงสาวเลิกคิ้วนิด “ท่านช่างกล้าถามนะคะ ไม่ใช่ท่านเหรอ ที่ทำให้ชีวิตฉันพังยับแบบนี้”
“ฉันหรือ?” รอยยิ้มเล็ก ๆ แต้มมุมปากของคุณหญิงวรรณา เธอยกแก้วชาขึ้นอีกครั้ง ก่อนพูดช้า ๆ ราวกับจงใจ “นี่เธอคิดว่าเป็นฉันจริง ๆ เหรอ”
เขมจิราเริ่มลังเล ใจที่มั่นคงกลับสั่นไหวเล็กน้อย ความเงียบระหว่างพวกเธอถูกแช่ไว้อย่างจงใจ ก่อนเธอจะหลุดปากถาม “ไม่ใช่...งั้นเหรอคะ?”
คุณหญิงวรรณาส่ายหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบ แล้วปล่อยให้สายตาของเธอเฉือนเฉียบ“งั้นก็คงเป็นเขาสินะ”
คุณหญิงวรรณาพยักหน้า “เขานั่นแหละทำ” เขมจิรากำมือแน่น เจ็บหนึบที่กลางอกไม่ใช่เพราะแค่ความโกรธ แต่มันคือความปวดร้าวลึกที่กัดกิน
คุณหญิงพูดต่อเสียงเรียบ “รู้แบบนี้แล้ว เธอจะเอายังไงต่อดีล่ะ ฉันว่านี่เป็นโอกาสที่ดีนะ ที่เธอจะทำตามข้อตกลงของเราเมื่อสิบกว่าปีก่อน”
เขมจิราเงยหน้าขึ้น มองผู้หญิงตรงหน้าอย่างไม่ปิดบังความสงสัยในใจ “ขอถามได้ไหมคะ ว่าทำไมต้องเป็นฉัน”
คุณหญิงหัวเราะแผ่วเบา เหมือนกำลังมองเด็กสาวตัวเล็กในวันวานที่เคยถามคำถามนี้ด้วยเสียงสั่นเครือ “เพราะเธอทั้งเหมาะสม และคู่ควรที่จะอยู่เคียงข้างเขาไงล่ะ”
เขมจิราหรี่ตาลง “เพราะฉันมาจากตระกูลข้าราชการงั้นเหรอคะ? ถึงได้วางใจ ไม่เหมือนตระกูลนักธุรกิจอย่างไลลา”
รอยยิ้มของคุณหญิงแต้มขึ้นอีกครั้ง “ก็ใช่ เพราะแม่ของเขาเป็นคนเหนือ เขาย่อมมีอำนาจจากฝั่งแม่คอยหนุน ส่วนแม่ของคุณโปรดมาจากภาคใต้ ไม่ได้ช่วยอะไรนัก แต่ถ้าเขาได้แต่งกับเธอ ตระกูลเธอจะช่วยหนุนเขาเรื่องสัมปทาน เรื่องเส้นสาย และการเมือง เธอกับเขา จะเป็นคู่ที่สมบูรณ์ที่สุด”
เขมจิรานิ่ง หัวใจเต้นแรงแต่ใบหน้าไม่เผยความรู้สึกใด ๆ “แล้วถ้าเขาไม่รักฉันแล้วล่ะคะ”
คุณหญิงยิ้มเหี้ยมกว่าเดิม “ผู้หญิงฉลาดอย่างเธอ มีตั้งหลายวิธีที่ใช้มัดใจผู้ชาย ถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ ฉันหวังว่าเธอจะไม่ลังเลที่จะใช้วิธีเหล่านั้น เพื่อจับเขาให้อยู่หมัด” เธอก้มหน้าเล็กน้อย ถอนหายใจช้า ๆ “ฉันให้เวลาเธอไม่มากหรอกนะ เดี๋ยวธาวินกับคุณโปรดจะแต่งงานในไม่ช้า ถ้าเขาได้คู่ และเขากับเธอก็ต้องแต่งตามลำดับ ตอนนี้เธอก็ทำได้เพียงภาวนาให้แม่ของธาวินหาภรรยาให้เขาช้าหน่อย และให้ไลลาใจแข็งขึ้นอีกนิด เพราะเวลาของเธอกำลังไหลลงไปอย่างรวดเร็วเหมือนทรายในนาฬิกา”
เขมจิรานิ่ง ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากริมฝีปาก แต่นัยน์ตาของเธอกำลังเรืองแสง เหมือนสตรีเมื่อยืนอยู่กลางกระดานหมากรุกที่มองเห็นทิศทางแต่ละหมากอย่างทะลุปรุโปร่ง
เธอลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ ขณะหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาใส่ “ได้สิคะ งั้นฉันจะเดินหมากตามที่ท่านวางไว้ แต่ฉันจะเดินในแบบของฉัน” แล้วเธอก็หันหลังเดินออกจากร้าน ขณะที่คุณหญิงวรรณามองตามหลังด้วยแววตาที่ทั้งพึงใจและระวังอย่างยิ่ง
เสียงทีวีดังเบา ๆ คลอไปกับบรรยากาศห้องนั่งเล่นที่มีเพียงไฟหัวเตียงสว่างสลัว เขมจิรานั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาแน่น ทว่าสายตากลับไม่ได้มองหน้าจอเสียด้วยซ้ำ หัวใจเธอยังหมุนวนอยู่กับอะไรหลายอย่าง ทั้งเรื่องที่คุณหญิงวรรณาพูด และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย
“เขม” เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นจากด้านข้าง ทำให้เธอสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มที่เพิ่งนั่งลงข้างเธอ
“อ้าว นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” เธอถามอย่างงุนงง พยายามฝืนยิ้มกลบเกลื่อน
คุณปราบเอนหลังพิงพนักเบา ๆ ก่อนจะหันมาสบตาเธอ “ผมเรียกคุณตั้งสองรอบแล้วนะ ยังไม่ตอบเลย เป็นอะไรหรือเปล่า?”
เขมจิราเบนสายตาหนี กะพริบตาถี่ ๆ เหมือนจะรีเซ็ตความคิด “เปล่าหรอก แค่เหนื่อยนิดหน่อย ใจลอยไปนิด นายทานอะไรมารึยัง? สั่งอะไรมากินกันไหม?”
ไม่ตอบแต่คุณปราบกลับยื่นมือมากอดเธอไว้แน่น กลิ่นกายของเขาอุ่นจัดจนเธอสะดุ้งอีกครั้ง “ฉันว่า นายต่างหากล่ะที่ดูแปลก ๆ มาอ้อนฉันทำไม?” เธอถามพลางหัวเราะในลำคอ แต่ยังไม่ทันได้หลุดจากอ้อมกอด เธอก็ได้พูดสิ่งที่คิดออกมา “ปราบ ทำไมนายไม่ถามฉันเลยล่ะ ว่าฉันเป็นยังไงบ้าง ฉันเจออะไรมาบ้างถึงต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้?”
คุณปราบผละตัวออกนิดเดียว แต่ยังคงสบตาเธออย่างไม่ละสายตา ใบหน้าคมขมวดคิ้วน้อย ๆ อย่างพยายามอ่านใจ “คุณก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนที่จะถามอะไรแบบนั้น แล้วข่าวคุณก็ดังจะตาย ยังไงผมก็ต้องรู้อยู่แล้ว แต่ผมไม่สนใจหรอกว่าคนจะพูดว่ายังไง ผมรู้จักคุณดี คุณไม่ใช่คนแบบนั้นอยู่แล้ว”
เขมจิรายิ้มบาง แต่สายตาไม่อ่อนโยนเลยแม้แต่น้อย “คนแบบไหนล่ะ แบบที่เป็นผู้หญิงไม่ดี? แย่งแฟนชาวบ้านน่ะเหรอ?” เธอหยุด ยกคิ้วขึ้น “ก็ไม่แน่นะ ฉันน่ะ เป็นคนรักคนง่าย นายก็รู้ใช่ไหม ถ้าฉันถูกใจใคร ฉันก็จะทำทุกทางให้ได้เขามา แม้ว่าเขาจะมีคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว ฉันก็ไม่แคร์ นายก็รู้นิ”
คำพูดของเธอเฉือนลึกลงในความเงียบ เขมจิราสบตาเขาตรง ๆ ในขณะที่คุณปราบเองก็ดูพยายามจะอ่านความหมายแฝงจากสายตานั้น
“ต่อให้คุณทำเหมือนในข่าวจริง ๆ ผมก็ไม่สนใจหรอกนะ เพราะยังไงตอนนี้ตัวคุณก็อยู่ตรงหน้าผม”
เธอยิ้มหยัน “ทำไมต้องพูด คุณกับผม ให้ดูห่างเหินกันด้วยล่ะ นายก็เป็นแบบนี้เสมอ ตั้งแต่เด็กจนโต ชอบขีดเส้นกั้นระหว่างเราไว้ตลอด”
เขาเงียบไป อึดใจหนึ่ง “เขม นี่คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่พอใจอะไรผมหรือไง เราควรคุยกันนะ” แววตาของเขมจิรานุ่มลงเล็กน้อย เธอกลั้นหายใจก่อนจะฝืนยิ้มออกมา เปลี่ยนโทนเสียงให้ขี้เล่นขึ้น
ล้อเล่นน่า ฉันดูซีรีส์แล้วก็อินไปหน่อยเอง เป็นยังไง ฉันควรเปลี่ยนอาชีพจากนักร้องไปเป็นนักแสดงดีไหม?”
คุณปราบไม่ตอบ แต่อารมณ์บนใบหน้าชัดเจนว่าเขายังติดอยู่กับบทสนทนาเมื่อครู่“ฉันหิวแล้ว เราสั่งอะไรมากินกันดีกว่า เพราะเดี๋ยวคืนนี้ฉันจะเข้าไปที่บาร์”
ใบหน้าของเขาทันทีที่ได้ยินคำว่า บาร์ ก็เปลี่ยนไป สีหน้าหงุดหงิดเริ่มขึ้น “เราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าคุณจะไม่ไปทำงาน ผมบอกแล้วว่าอย่าดื้อ”
“ก็มันหยุดกลางคันไม่ได้ นายก็น่าจะเข้าใจ อย่างน้อยก็ต้องทำถึงสิ้นเดือน อีกสองอาทิตย์เอง รอให้พวกเขาหาผู้จัดการคนใหม่ให้ได้ก่อน”
“เขมจิรา…” เขาขยับตัวลุกขึ้นช้า ๆ สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“นายไม่ควรงอแงนะ ปราบ มืออาชีพหน่อยสิ”
“งั้นอีกสองอาทิตย์ เราค่อยเจอกันแล้วกัน” เขาพูดทิ้งท้าย ก่อนจะหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างไม่หันกลับมามอง
ปัง…เสียงประตูปิดลง
เขมจิรานั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ไอ้คนบ้า ก็ดีจะไปไหนก็ไป คิดว่าฉันจะสนใจหรือไง เอาแต่ใจเป็นเด็กไปได้ โตขนาดนี้แล้ว”
เธอบ่นพึมพำ พลางคว้าหมอนข้างมาฟาดตัวเองเบา ๆ สีหน้าไม่ได้โกรธจริงจัง แต่เป็นหงุดหงิดแบบคนที่ แอบคาดหวังอะไรบางอย่างจากคนที่ใจยังผูกกันอยู่
ดวงตาของเธอมองไปยังประตูบานนั้นที่เพิ่งปิดลง ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงทีวีที่ยังเปิดค้างไว้ และเสียงหัวใจของเธอที่เต้นไม่เป็นจังหวะ