บทที่ 1 เขาว่ากันว่า ‘พระเอกคนนี้นกเขาไม่ขัน’ (1)
“นี่เป็นรายละเอียดของหนังที่เฮียอยากให้หนูฟองมาเล่นให้ เราลองอ่านบทกับเงื่อนไขแล้วตัดสินใจดูก็แล้วกันนะว่าพอไหวรึเปล่า”
“เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะเฮีย” ‘ฟอง – พีรดา’ พูดพลางยกมือขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ใจดีที่อุตส่าห์ให้โอกาสตน ก่อนจะยื่นมือออกไปรับแฟ้มเอกสารจาก ‘เฮียศักดิ์ชัย’ เจ้าของค่ายทำหนังเกรดบีที่ ‘ยัยจีจี้’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอทำงานอยู่มาเปิดอ่าน ซึ่งในระหว่างนั้นเพื่อนรักที่เป็นคนช่วยแนะนำงานให้ก็ช่วยรับหน้าเจ้านายให้ไปพลาง ๆ ขณะที่ฟองกวาดสายตาอ่านข้อสัญญาในเอกสารอย่างว่องไว
“จีจี้ต้องขอบคุณเฮียมาก ๆ เลยนะคะที่ให้โอกาสเพื่อนของจีจี้... ยัยฟองมันกำลังลำบากพอดี ถ้าไม่ได้เฮียช่วยต้องลำบากมากแน่ ๆ เลยล่ะค่ะ”
“เรื่องแค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก~ อีกอย่าง... หนูฟองก็คาแรคเตอร์ตรงกับบทนางเอกของหนังเรื่องใหม่ที่ ‘ไอ้เส’ กำลังจะทำพอดีด้วย ก็ถือว่าวินวินกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละนะ”
“โอ้โห! นี่เพื่อนจีจี้จะได้เล่นหนังที่พี่เสกำกับเลยเหรอคะเฮีย!?”
“นอกจากไอ้เสจะเป็นคนกำกับเองแล้ว ยังเป็นหนังที่ ‘เจ้าพฤกษ์’ มาเล่นเป็นพระเอกด้วยนะ~”
“กรี๊ด! ยัยฟอง! แกต้องเล่นเรื่องนี้ให้ได้เลยนะเว้ย! นี่มันโอกาสทองชัด ๆ เลยนะ!”
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนสนิทของตนถึงได้ดูกระตือรือร้นออกนอกหน้าขนาดนี้ แต่พีรดาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพราะพอได้อ่านเนื้อหางานที่ถูกเขียนไว้ในเอกสารแบบละเอียด ๆ เธอก็แอบหนักใจอยู่เหมือนกัน
ซึ่งดูเหมือนว่าเฮียศักดิ์ชัยจะเข้าใจว่าเธอลังเลใจเพราะอะไร อีกฝ่ายเลยหันมาส่งยิ้มให้กัน
“เฮียเข้าใจว่าด้วยรายละเอียดของงาน มันอาจจะตัดสินใจยากนิดนึง เอาเป็นว่า... เฮียจะให้เวลาหนูฟองตัดสินใจเรื่องนี้สักสองสามวันก็แล้วกัน
ถ้าหนูฟองตัดสินใจได้เมื่อไหร่ ก็โทรเข้ามาบอกเลขาเฮียแล้วเข้ามาเซ็นสัญญาที่บริษัทได้เลย เห็นแก่ที่หนูเป็นเพื่อนของจีจี้ เฮียจะให้เบิกเงินก่อน 25 เปอร์เซ็นต์หลังเซ็นสัญญา ถือเสียว่าช่วย ๆ กัน”
“ขอบคุณเฮียมาก ๆ เลยนะคะที่เมตตาฟอง ถ้าฟองตัดสินใจยังไง จะรีบติดต่อกลับมาแน่นอนค่ะ” พีรดารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ขณะที่ยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าของค่ายหนังอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ แม้เธอจะยังไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วจะตอบตกลงเล่นหนังเรื่องนี้ไหม แต่ฟองจะไม่ทำให้คนที่อุตส่าห์โอกาสตนตอนที่เดือดร้อนด้วยการรอเก้ออย่างไร้จุดหมายแน่ ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าพึงพอใจกับคำตอบนั้น
หลังจากพูดคุยกันอีกนิดหน่อย เธอกับจีจี้ก็ออกมาจากห้องทำงานของเฮียศักดิ์ชัยพร้อม ๆ กัน ซึ่งทันทีที่พวกเราเดินพ้นออกมาจากบริเวณนั้น ยัยเพื่อนรักที่อุตส่าห์บากหน้ามาช่วยเจรจาของานให้กัน ก็หันมาโวยวายใส่เธอแทบจะในทันใด
“ยัยฟอง! ทำไมเมื่อกี้นี้แกไม่ตอบตกลงรับงาน!? มัวลังเลอะไรอยู่!? โอกาสทองแบบนี้ มันไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ นะรู้ไหม!”
“...โอกาสทองอะไรของแก?” ฟองถามเพื่อนตัวเองกลับอย่างไม่ยี่หระ ขณะที่เดินเลี้ยวเข้าไปในร้านอาหารตามสั่งแถว ๆ นั้นเพื่อหาอะไรกินรองท้องก่อนกลับบ้าน ซึ่งนั่นทำให้ยัยจีจี้รีบสาวเท้าตามมาอย่างว่องไว
“ก็โอกาสที่แกจะได้เล่นหนังของพี่เสน่ะสิ! แกรู้ไหม... พี่เสน่ะ เขาเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่งของค่ายนี้เลยนะ ปีนึงทำหนังไม่เกินสองเรื่อง แต่ผลตอบรับแต่ละเรื่องนี่โคตรจะปัง! แถมครั้งนี้ยังได้เล่นบทคู่กับพี่พฤกษ์คนนั้นอีก นี่มันโชคหล่นทับชัด ๆ แกไม่คิดจะคว้าโอกาสไว้หน่อยหรือไง”
พีรดาทำเพียงยักไหล่เบา ๆ แทนการตอบคำถาม ก่อนจะเลื่อนแฟ้มเอกสารที่ได้มาจากเฮียศักดิ์ชัยไปตรงหน้าเพื่อนเพื่อให้อีกฝ่ายได้ลองเปิดอ่าน โดยที่ระหว่างนั้นเธอก็หันไปสั่งอาหารกับเด็กเสิร์ฟในร้านไป
กระทั่งเห็นว่าจีจี้เงยหน้าขึ้นมา ฟองถึงได้เปิดปากอธิบายเหตุผลที่ตัวเองยังไม่ตอบตกลงออกไปให้อีกฝ่ายได้ฟัง
“มันไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากรับงานหรอกนะอีจี้ แต่ที่ฉันต้องขอเวลาตัดสินใจเพราะบทนี่ต่างหาก
อย่างที่เห็น... บทนี้มันติดเรทมาก แถมยังต้องเปลือยอกถ่ายบางฉากด้วยนะ ต่อให้เขียนเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่าไม่มีการถ่ายเห็นกีกี้ ไม่มีการสอดใส่และนักแสดงต้องใส่อุปกรณ์เซฟตี้ระหว่างถ่ายทำก็เถอะ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับกันได้ง่าย ๆ ไหม”
ที่จริงพล็อตของหนังเรื่องนี้ มันก็เป็นพล็อตตลาดที่มีให้เห็นกันดาษดื่น คือคู่นอนวันไนท์สแตนด์ที่ต้องมาเจอกันอีกครั้งในฐานะ ‘ประธานบริษัท’ กับ ‘เลขา’ ด้วยความที่ทั้งคนมันเคย ๆ กันมาก่อน จากทำงานบนโต๊ะ ก็เลยลามมาทำอย่างอื่นต่อบนเตียง ส่วนเส้นเรื่องหลักก็มีเรื่องการจับหนอนบ่อนไส้ที่บริษัทคู่แข่งส่งเข้ามาทำลายธุรกิจ ลูกน้องที่ทรยศเพราะเห็นแก่เงินและปมที่ว่าความจริงท่านประธานมีคู่หมั้นที่ครอบครัวอยากให้แต่งงานด้วยอยู่แล้ว
พูดตามตรง... มันก็เป็นพล็อตที่คนไทยน่าจะชอบแหละ แต่ด้วยความที่ความสัมพันธ์ของพระนางมันเป็นแบบนี้ หนังเรื่องนี้เลยมีซีนติดเรท
อยู่เยอะมาก
“ฉันแค่อยากใช้เวลาคิดให้ดี ๆ ก่อนว่าจะรับงานนี้ดีรึเปล่า เพราะถ้าถ่ายไปแล้ว มันจะแก้ไขอะไรไม่ได้ สมัยนี้มันมีดิจิทัลฟุตปรินท์มันอยู่บนอินเตอร์เน็ตตลอดไป ฉันไม่อยากทำอะไรที่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง”
“ก็ไม่ใช่ว่าฉันไม่เข้าใจเหตุผลที่แกพูดหรอก... แต่ถ้าแกไม่รับงานนี้ แกจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าผ่อนคอนโดที่ค้างอยู่ล่ะ? นี่ก็ค้างเขามาสองงวดแล้ว ขืนไม่จ่ายอีกงวด เขาได้ฟ้องแกแน่ แกจะปล่อยให้สมบัติชิ้นสุดท้ายของพ่อแม่หลุดมือไปเหรอวะ?”
พอได้ยินยัยจีจี้พูดเรื่องนี้ขึ้นมา พีรดาก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม เมื่อนึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่กองอยู่บนบ่า
ด้วยความที่เกิดและโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง พ่อแม่ทำงานบริษัท บ้านเราจึงไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมาก แต่พวกเราพ่อแม่ลูกก็มีความสุขกันตามอัตภาพเหมือนอย่างคนทั่ว ๆ ไป กระทั่งพ่อกับแม่ของเธอด่วนจากไปเพราะอุบัติเหตุ พีรดาจึงต้องแบกรับภาระทั้งหมดไว้เพียงลำพัง โชคดีที่ตอนนั้นเธอเรียนจบแล้วและมีงานประจำทำ แถมพ่อแม่เธอไม่ได้ก่อหนี้อะไรไว้มากนัก จะมีก็แต่คอนโดที่ผ่อนใกล้จะหมดนี่แหละนะที่ยังต้องจัดการ
แรก ๆ เธอก็พอจะเอาตัวรอดได้อยู่หรอก เพราะพอจะมีเงินเก็บสำรองกับเงินที่ได้จากประกันสังคมของพ่อแม่อยู่นิดหน่อย แต่พอมันเริ่มร่อยหรอ ฟองก็เริ่มร้อนใจ เลยหันมารับงานฟรีแลนซ์ทำเพิ่มเพื่อชดเชยเงินที่หาย แต่ในระหว่างที่ทุกอย่างมันกำลังจะดีขึ้น จู่ ๆ บริษัทที่เธอทำงานก็ประกาศปิดตัวฟ้าผ่าไปอีก
พีรดากลายเป็นคนตกงานในชั่วข้ามคืน แม้จะยังมีงานฟรีแลนซ์อยู่ แต่พูดตรง ๆ ว่ามันแค่พอยาไส้ และในตอนนั้นเองที่แฟนหนุ่มซึ่งคบกันมาสองปีชิงทิ้งกันไป เพราะไม่อยากจะทนลำบากกับเธออีก