อิทธิเดินนำเข้าไปในห้องพักของเขา ศกุนตลามองไปรอบๆ มันเป็นห้องชุดที่มีบรรยากาศเหมือนบ้าน มีข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตพอเพียงในระดับหนึ่ง
“ห้องนอนห้องนี้ว่าง คุณกุนใช้ได้เลยนะ” เขาเปิดประตูห้องว่างไว้ให้เธอ
“งั้นกุนรบกวนก่อนนะคะ ดาวเอาของน้องเข้ามาด้วยต้องเปลี่ยนแพมเพิสก่อน” ตอนท้ายเธอหันไปบอกพี่เลี้ยงน้องธี
“ส่วนถ้าจะชงนม กระติกน้ำร้อนมีข้างนอก กาแฟ โอวัลตินชงได้นะครับ” เขาบอกก่อนจะผละไปให้เธอมีเวลาส่วนตัว
“ขอบคุณค่ะพี่อิท”
อิทธิเดินไปเปิดประตูห้องเมื่อมีเสียงเคาะจากด้านนอก ผู้จัดการโรงแรมยืนอยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าลำบากใจ
“เอ่อ แขกที่มากับคุณอิทนะครับ ผมมีเรื่องจะแจ้ง”
“ครับ รอสักครู่นะ”
ศกุนตลาออกมาคุยกับผู้จัดการ เขามาขอโทษที่การจองห้องผิดพลาดเพราะพนักงานไม่ได้มาร์กไว้ว่าเธอแจ้งขอ early check in
“ไม่เป็นไรค่ะ” ศกุนตลาเข้าใจ เพราะการเช็คอินก่อนเวลาจะทำได้ก็ต่อเมื่อแขกที่มาพักก่อนหน้า เช็คเอ้าท์ออกจากห้องพักเร็วก่อนเวลา โรงแรมบางที่ที่ให้จองแบบนี้ได้มักจะมีหมายเหตุแจ้งไว้เสมอ ว่าไม่รับรองว่าจะเช็คอินก่อนเวลาได้ไหม
“รอเช็คอินตามเวลาก็ได้ค่ะ”
“คุณกุนจะไปไหนบ้างครับ” อิทธิถามในระหว่างทานมื้อกลางวัน
“กุนอยากไปพระธาตุดอยคำค่ะ” เธอตอบพลางป้อนข้าวให้น้องธีไปด้วยและพูดต่อว่า “อีกที่ก็พระธาตุดอยสะเก็ดค่ะ”
“ได้ครับ แล้วคุณกุนมีแผนจะอยู่ที่นี่กี่วัน” เขาถามต่อ ตามองหน้าจอโทรศัพท์ไปด้วย
“คิดว่าสักสองสามวันค่ะ ถ้าพี่อิทไม่ได้ว่างตลอดก็ไม่เป็นไรนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ พี่มีเวลา”
จากนั้นช่วงบ่ายอิทธิพาเธอไปพระธาตุดอยคำก่อน วัดพระธาตุดอยคำอยู่ที่ต.แม่เ**ยะ ใกล้กับอุทยานราชพฤกษ์ห่างจากตัวเมืองไปเพียงสิบกิโลเมตร
ตามประวัติวัดดอยคำถูกสร้างในสมัยพระนางจามเทวีและต่อมาเป็นวัดร้าง จนถึงเมื่อ พ.ศ. 2509 กรุแตกชาวบ้านพบโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น พระรอดหลวง พระหินทรายปิดทององค์ใหญ่ พระสามหมอ (เนื้อดิน) ซึ่งนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดพระธาตุดอยคำ
พระธาตุดอยคำนอกจากจะเป็นที่สักการะบูชาของคนท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งหนึ่งของการบินไทยที่ใช้กำหนดพื้นที่ทางสายตา ก่อนที่จะลงจอดที่สนามบิน และยังเป็นที่เดียวกับที่มีตำนานปู่แสะ-ย่าแสะ
ตำนานกล่าวว่าที่นี่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์สองผัวเมีย ชื่อ จิคำและตาเขียวมาก่อน ซึ่งต่อมาชาวบ้านได้เรียกยักษ์ทั้งสองนี้ว่า “ปู่แสะ–ย่าแสะ” ปู่แสะย่าแสะมีลูก 1 คน ชื่อว่า “สุเทวฤๅษี” เหตุที่ได้ชื่อว่าดอยคำ เนื่องจากศุภนิมิตที่ยักษ์ทั้งสองได้รับพระเกศาธาตุจากพระพุทธเจ้า เกิดฝนตกหนักหลายวัน ทำให้น้ำฝนเซาะและพัดพาแร่ทองคำบนไหล่เขา และลำห้วยไหลลงสู่ปากถ้ำเป็นจำนวนมาก จึงเรียกภูเขาลูกนี้ว่า “ดอยคำ”
ปัจจุบันยังมีประเพณีที่สืบทอดมาคือ พิธีเลี้ยงดงไหว้ผีปู่แสะย่าแสะ เป็นพิธีกรรมสำคัญพิธีหนึ่งทางเชียงใหม่ เพื่อถวายเครื่องเซ่นบูชาแก่ผีปู่แสะย่าแสะ หรือที่ชาวบ้านเรียกผีกะยักษ์ และเหล่าผีป่าที่เป็นบริวารอีก 32 ตน เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของผีปู่แสะย่าแสะ และผีป่าบริวาร ที่ปกปักษ์รักษาผืนป่าต้นน้ำบนดอยสุเทพ ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล
สำหรับเครื่องเซ่นไหว้บูชาในพิธีประกอบด้วย กระบือรุ่นสีดำ ที่มีลักษณะเฉพาะคือ ความยาวของเขาจะต้องเท่ากับใบหู โดยชาวบ้านจะช่วยกันเชือดกระบือไปวางไว้กลางลานดงที่ประกอบพีธี จากนั้นจะมีพิธีแห่ผ้าบฎ เป็นผืนผ้าที่มีรูปวาดของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปางห้ามญาติ ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี เข้ามาในบริเวณพิธี ก่อนที่จะเชิญวิญญาณผีปู่แสะย่าแสะและผีบริวารลงสู่ร่างทรง เพื่อมารับของเซ่นไหว้ ซึ่งร่างทรงก็จะกินเนื้อและเครื่องในของกระบือสดๆ
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า เหตุผลสำคัญที่การเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะที่ดอยคำของชาวแม่เ**ยะ ยังคงดำรงอยู่ได้ก็เพราะในอดีตแม่เ**ยะนับเป็นชนบทที่อยู่ห่างตัวเมืองเชียงใหม่ ทางการหรือส่วนกลางมิได้เข้ามาวุ่นวายต่อวิถีความเป็นอยู่ของชาวบ้านมากนัก
ปู่แสะย่าแสะยังคงได้รับการบูชาเซ่นสรวงโดยลูกหลานของแสนวิเศษและคนแม่เ**ยะ ก็เพราะด้วยในสายตาชาวบ้าน ปู่แสะย่าแสะเป็นผีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องถิ่นแถบชุมชนแม่เ**ยะที่คอยอำนวยฝนฟ้าเป็นทั้งผีป่าผีขุนน้ำและคุ้มครองภัยแก่ ชาวบ้าน ดงย่าแสะสถานที่ประกอบพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะอยู่ระหว่างเชิงดอยคำ (ซ้าย) และ ดอยเหล็ก (ขวา)
ตามความเชื่อชาวบ้านย่าแสะยืนคร่อมภูเขาสองลูกนี้อยู่ในอิริยาบถยืนคอยจับสิ่ง มีชีวิตที่จะผ่านช่องเขานี้กิน (ก่อนที่จะพบพระพุทธเจ้า)และเมื่อย่าแสะสะบัดกระพือปลายผ้าซิ่นจะ พัดพาเป็นลมฝนสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่ชาวบ้าน ตำแหน่งที่ตั้งในการทำพิธีเลี้ยงดงที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ คือ บริเวณลาน เชิงวัดพระธาตุดอยคำ และบริเวณหมู่ที่ 3 บ้านแม่เ**ยะใน ต.แม่เ**ยะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ศกุนตลาฟังเขาพูดเกี่ยวกับประวัติของดอยคำอย่างสนใจ ก่อนจะพูดออกมาว่า
"ทำไมเราต้องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยการฆ่าละคะ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุลต่างๆ ในการฆ่าได้เยอะจริงๆ ไม่ว่าจะเพื่อความสุขของตัวเองหรือเพื่ออะไรก็ตาม"
อิทธินิ่งไปครู่หนึ่ง
"บางครั้งการกระทำก็ไม่ได้บอกได้ถึงใจหรอกครับ แต่มนุษย์มักจะทำร้ายสิ่งอื่นหรือคนรอบตัวเพราะความกลัว ไม่ว่ากลัวว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัย กลัวตัวเองจะเสียสิ่งที่เคยมี หรือแม้แต่กลัวสิ่งของหรือคนที่รักถูกทำลาย"