บทที่สิบสอง : วาระสำคัญ

1609 Words
ห้องประชุมของโรงแรมในช่วงบ่ายแก่ๆ แสงอาทิตย์สีทองอ่อนๆ สาดส่องผ่านผ้าม่านที่ถูกเปิดออกบางส่วน ทำให้ภายในห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูดูอบอุ่นขึ้น โต๊ะประชุมไม้ขัดเงาตัวยาวถูกรายล้อมไปด้วยเก้าอี้หนังสีเข้ม บนโต๊ะมีเอกสาร แฟ้มงาน ปากกา และแก้วน้ำวางกระจัดกระจาย บ่งบอกถึงการประชุมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ผนังห้องด้านหนึ่งประดับด้วยภาพถ่ายขาวดำขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของโรงแรม ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นที่เป็นเพียงอาคารเล็กๆ ไปจนถึงโรงแรมหรูระดับห้าดาวในปัจจุบัน อีกด้านหนึ่งเป็นกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวสวนหย่อมเขียวชอุ่มด้านล่าง บรรยากาศในห้องยังคงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น แต่ก็เริ่มมีความผ่อนคลายลงบ้างหลังจากช่วงระดมสมองอย่างหนักเมื่อเช้า ทีมงานจัดงานครบรอบ 30 ปีของโรงแรมยังคงนั่งประจำที่ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและลงรายละเอียดในส่วนงานของตนเอง คุณากรนั่งเอนหลังบนเก้าอี้ มองทีมงานด้วยรอยยิ้ม พลางหมุนปากกาในมือ "เอาล่ะพ่อแม่พี่น้องทีมจัดงานอินเตอร์ของเรา! หลังจากสมองไหลกันไปเมื่อเช้า บ่ายนี้มาลงรายละเอียดกันหน่อยดีกว่า เริ่มจากอัมพิกาเลย! แคมเปญ 30 ปีที่ผูกพัน ไปถึงไหนแล้วเห็นว่าเมื่อเช้าไฟแรงสุดๆ" อัมพิกายิ้มอย่างกระตือรือร้น ดวงตาเป็นประกายขณะก้มดูแท็บเล็ต "ท่านผู้จัดการคะ! ไฟยังลุกโชนค่ะ! ตอนนี้ทีม PR กำลังเตรียมคอนเทนต์สำหรับโพสต์แรกแล้วค่ะ จะเป็นภาพโรงแรมในอดีตเทียบกับปัจจุบัน พร้อมแคปชั่นโดนๆ ชวนให้คนแชร์ความทรงจำ มีแฮชแท็กเก๋ๆ ที่คิดไว้แล้วด้วยค่ะ...ว่าแต่คุณธีร์คะ ทีมจัดเลี้ยงพร้อมปล่อยภาพอาหารเรียกน้ำย่อยหรือยังคะ จะได้เอาไปโปรโมทคู่กัน" ธีรวัฒน์ลูบท้องตัวเองเบาๆ พลางยิ้มภูมิใจ "หายห่วงอีฟ! พ่อครัวใหญ่ของเราจัดเต็ม! เตรียมภาพ 'Signature Dish' ที่จะเสิร์ฟในงานกาล่าดินเนอร์ไว้แล้ว เป็นกุ้งแม่น้ำเผาซอสครีมมะพร้าวสูตรพิเศษ รับรองเห็นแล้วน้ำลายสอ! เดี๋ยวส่งให้ทางไลน์เลย... ว่าแต่นัทจ๋า! ทีมกิจกรรมเตรียมเซอร์ไพรส์อะไรเด็ดๆ ไว้ให้แขกของเราบ้างเมื่อเช้าเห็นว่ามีไอเดีย Workshop ด้วยนี่นา" นันทิยาตบมือฉาดใหญ่ ดวงตาเป็นประกายซุกซน " คุณธีร์พูดถึงเซอร์ไพรส์! นัทบอกเลยว่ามีแน่นอน! นอกเหนือจาก Workshop ที่เราคุยกันไว้ อาจจะมี Lucky Draw รางวัลใหญ่เป็นแพ็กเกจห้องพักสุดหรู หรือบัตรรับประทานอาหารฟรีตลอดปี! กำลังคิดอยู่ว่าจะเชิญใครมาเป็น Guest Speaker ด้วย... อาจจะเป็นเซเลบริตี้ที่เคยมาจัดงานแต่งงานที่โรงแรมเราเมื่อปีก่อน! คุณสมชายว่าไงคะ ไฟพร้อมส่องเซเล็บของเราไหมคะ" สมชายพยักหน้าอย่างมั่นใจ มือลูบคางเคราเบาๆ "ไฟน่ะพร้อมเสมอครับคุณนัท! ขอแค่บอกตำแหน่ง ผมจัดแสงให้สวยเจิดจรัสราวกับนางฟ้า! แถมมี Special Effects ตอนเปิดตัว Guest Speaker ด้วยนะ รับรองเรียกเสียงฮือฮา!" คุณากรหัวเราะเบาๆ มองทุกคนด้วยความพอใจ "ดีมาก! ทุกคนดูมีไฟกันสุดๆ! เห็นภาพงานครบรอบ 30 ปีของเราเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ ว่าแต่เรื่องของขวัญที่ระลึกสำหรับแขกล่ะธีร์ เมื่อเช้าเห็นว่ามีไอเดียผ้าไหมด้วยนี่" ธีรวัฒน์พยักหน้าพลางหยิบตัวอย่างผ้าไหมผืนเล็กๆ ขึ้นมา "ใช่ครับคุณากร! ผมไปติดต่อร้านผ้าไหมชื่อดังมาแล้ว ได้ลายพิเศษที่ออกแบบมาเพื่องานครบรอบของเราโดยเฉพาะ เนื้อผ้าดี สีสวย แถมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วย! อาจจะทำเป็นผ้าพันคอผืนเล็กๆ หรือเป็นของที่ระลึกชิ้นอื่นที่ดูดีมีคุณค่า" อัมพิกาเอียงคอเล็กน้อย "ผ้าไหมสวยมากเลยค่ะคุณธีร์! ถ้าอย่างนั้นทีม PR อาจจะทำเป็นภาพโปรโมทคู่กับ Signature Cocktail ของคุณก็ได้นะคะ 'ความหรูหราที่สัมผัสได้... รสชาติที่น่าจดจำ'" นันทิยาปรบมืออีกครั้ง "ว้าว! เข้ากันมากเลยค่ะอีฟ! แล้วเรื่อง Backdrop สำหรับถ่ายรูปในงานกาล่าดินเนอร์ล่ะคะคุณสมชาย อยากได้แบบอลังการดาวล้านดวง!" สมชายทำท่าทางครุ่นคิด พลางวาดภาพในอากาศ "Backdrop เหรอครับ ผมว่าเราทำเป็นเหมือนอุโมงค์แสงสีทองอร่าม ประดับด้วยดอกไม้สวยๆ แล้วมีโลโก้โรงแรมเรืองแสงตรงกลาง รับรองถ่ายรูปออกมาปังทุกมุม!" คุณากรลุกขึ้นยืน มองทีมงานด้วยรอยยิ้มกว้าง "เยี่ยมมากทุกคน! ผมรู้สึกได้ถึงพลังและความคิดสร้างสรรค์ของพวกคุณจริงๆ! งาน 30 ปีของเราครั้งนี้ต้องเป็นที่พูดถึงไปอีกนาน! เอาล่ะ บ่ายนี้เราจะมาลงรายละเอียดในส่วนงานของแต่ละคนกันให้เข้มข้นยิ่งขึ้น อีฟโฟกัสเรื่อง PR และการตลาด ธีร์ดูเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึก นัทลุยเรื่องกิจกรรมและความบันเทิง ส่วนสมชายก็คุมเรื่องเทคนิคและ Production ทั้งหมด โอเคไหม" ทุกคนพร้อมเพรียงด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและรอยยิ้ม "โอเคครับ/ค่ะ!" คุณากรตบมืออีกครั้งด้วยความมั่นใจ “ดีมาก! งั้นลุยกันต่อเลย! ทำให้งาน 30 ปีของโรงแรมเรา... สับ! ปัง! อลังการ! จนแขกไม่อยากกลับบ้าน!" ทีมงานต่างหัวเราะและเริ่มก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขะมักเขม้น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นระยะๆ บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความสามัคคีและความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์งานเฉลิมฉลองครั้งสำคัญนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หลังจากประชุมวางแผนงานครบรอบ 30 ปีของโรงแรมเสร็จสิ้น ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง อัมพิกาเก็บแท็บเล็ตและสมุดโน้ตใส่กระเป๋า เดินออกจากห้องประชุม ด้วยความรู้สึกโล่งใจแต่ก็ยังคงมีความคิดแล่นอยู่ในหัว เธอเดินเลี้ยวมาตามทางเดินที่ทอดยาวไปยังส่วนลิฟต์ แสงไฟสีส้มนวลจากโคมไฟติดผนังส่องสว่างทางเดินที่เงียบสงบ เสียงกระดิ่งลิฟต์ดังขึ้น พร้อมกับประตูที่ค่อยๆ เปิดออก อัมพิกาชะงักเท้ากึก! ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาเธอแทบกลั้นหายใจ ภูเมฆยืนอยู่ในลิฟต์อยู่แล้ว พร้อมกับผู้ติดตามอีกหนึ่งคนซึ่งเป็นชายร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิท ยืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างเงียบเชียบ ผู้ติดตามได้เคลื่อนตัวมาอยู่ข้างปุ่มลิฟท์เพื่อคอยกดไม่ให้ประตูลิฟท์ปิด อัมพิกาฝืนยิ้มบางๆ พยายามทำน้ำเสียงให้เป็นปกติ "สวัสดีค่ะ คุณภูเมฆ" เธอก้มหัวและทักทายผู้เป็นเจ้านาย ภูเมฆมองอัมพิกาด้วยรอยยิ้มบางๆ ไม่ขยับหลีกทาง “บังเอิญจริงๆ นะ ที่ลิฟต์ตัวนี้มาหยุดตรงชั้นของคุณพอดี" “ค่ะ ดิฉันขออนุ…” ภูเมฆยกมือขึ้นโบกเบาๆ ขัดจังหวะอัมพิกาด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความนัย "ลิฟต์เต็มแล้ว ผมว่าคุณคงต้องไปใช้บันไดแล้วล่ะ เดินลงบันไดสักหน่อยถือว่าเป็นการออกกำลังกายดีต่อสุขภาพ" อัมพิกาใบหน้าเริ่มตึงขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงรักษาท่าที "ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะคุณภูเมฆ ดิฉันว่าลิฟต์ยังพอมีที่ว่างค่ะ" ภูเมฆส่ายหน้าเบาๆ "ผมไม่สะดวกที่จะให้คุณมาใช้ลิฟต์ด้วย หวังว่าคงเข้าใจ เพราะลิฟต์นี้อนุญาตให้ใช้เฉพาะแขก VIP และผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นส่วนพนักงานอย่างคุณ…ไปใช้บันไดเลยไป" ประตูลิฟต์เริ่มปิดลงช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากของภูเมฆ "ขอให้ใช้บันไดอย่างปลอดภัยนะครับคุณอัมพิกา" หลังจากที่ประตูลิฟต์ปิดสนิทลง พร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความกวนประสาทของภูเมฆ อัมพิกาก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับถูกแช่แข็ง ความรู้สึกไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้น เธอเม้มปากแน่น ขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาจับจ้องไปยังประตูลิฟต์ที่ปิดสนิทราวกับเป็นสัญลักษณ์ของการถูกกีดกันอย่างจงใจ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังปะทุอยู่ภายใน ก่อนจะหันหลังเดินไปยังบันไดอย่างช้าๆ แต่หนักแน่น ขณะที่ก้าวเท้าลงบันไดแต่ละขั้น อัมพิกาก็เริ่มพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจและประชดประชัน อัมพิกาเสียงต่ำ ราวกับกำลังสาปแช่ง "คุณภูเมฆ... คุณภูเมฆ... พ่อคุณทายาทโรงแรมทำตัวเหมือนเด็กอมมือ ลิฟต์เต็มตลกตายล่ะ โรงแรมใหญ่โตแต่ตัวเองกลับใจแคบ" อัมพิกาก้าวลงบันไดเร็วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเริ่มมีโทสะ "เดินลงบันได ออกกำลังกาย ฉันทำงานทั้งวันยังต้องมาเดินลงบันไดอีก" อัมพิกาหยุดยืนบนขั้นบันได มองขึ้นไปยังประตูลิฟต์ที่อยู่ชั้นบน น้ำเสียงประชดประชันอย่างสุดๆ "Exclusive รับเฉพาะแขก VIP คิดว่าตัวเองเป็นราชวงศ์อังกฤษผู้สูงส่งรึไง" อัมพิกาเดินลงบันไดต่อ น้ำเสียงเริ่มเบาลงแต่ยังคงแฝงความขุ่นเคือง "หาเรื่องได้ตลอด น่าเบื่อจริงๆ ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ" อัมพิกาถึงชั้นล่างสุด ถอนหายใจออกมาอย่างแรง "ถึงสักที ฉันมาทำงานนะไม่ได้มาเล่นเกมส์ป่วนประสาทกับคุณชาย" อัมพิกาเดินออกจากบันไดด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง เธอพยายามสะบัดความหงุดหงิดออกไปจากความคิด แต่คำพูดและการกระทำที่แสนจะกวนประสาทของภูเมฆยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เธอรู้ว่าการตอบโต้ไปก็คงไม่เกิดประโยชน์ แต่การถูกกระทำเช่นนี้ซ้ำๆ ก็เริ่มทำให้ความอดทนของเธอถึงขีดจำกัด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD