หลังสี่ทุ่ม บรรยากาศในร้านเจ็ดยับเริ่มเปลี่ยนไป เสียงเพลงดังขึ้นอีกระดับ ไฟในร้านถูกหรี่ให้สลัวกว่าเดิม แสงนีออนสีแดงส้มสะท้อนแก้วเหล้าบนโต๊ะเป็นเงาวาว ๆ คนในร้านแน่นขึ้น เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกับเสียงชนแก้วที่ถี่กว่าเดิม
หลายโต๊ะเริ่มเมา บางคนเริ่มพูดเสียงดัง บางคนหัวเราะลั่นแบบไม่แคร์สายตาใคร เหงื่อกับกลิ่นแอลกอฮอล์ลอยปะปนในอากาศ แต่กลับให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด เหมือนทุกคนปล่อยตัวปล่อยใจให้หลุดจากความเหนื่อยล้าของทั้งวัน
แต่ทว่า…
“กรี๊ดดดดดดด!”
เสียงกรี๊ดของผู้หญิงหลายคนดังขึ้นพร้อมกันราวกับนัดมา เมลบีกับเพื่อน ๆ สะดุ้ง ก่อนจะพากันหันไปมองตามต้นเสียงโดยอัตโนมัติ
และแล้ว…
เธอก็เห็นเขา
ผู้ชายคนนั้น
คนเดียวกับที่เธอเคยพลาดท่าจนเอาหน้าไปจุ่มเข้ากับเป้ากางเกงเต็ม ๆ ในลิฟต์วันนั้น
หัวใจเมลบีกระตุกวูบ
“มึงงงง” เธอรีบหันไปคว้าแขนเพื่อนในกลุ่ม เสียงสั่นนิด ๆ
“คนนั้นนนน”
“เออ กูก็มองอยู่เหมือนกัน” เจนนิสตอบ แต่สายตายังไม่ละไปจากร่างสูงตรงหน้า
“หล่ออยู่นะ”
“แต่เนิร์ดปะวะ เห็นใส่แว่น” ครีมมี่เสริม
วีนัสหรี่ตามองเหมือนพยายามนึกอะไรบางอย่าง
“กูรู้จักนะ พี่สกาย วิศวะคอม เคยเห็นผ่าน ๆ เวลาเรียนภาครวม”
เมลบีกลืนน้ำลาย ก่อนจะพูดออกไปด้วยเสียงแผ่ว แต่ชัดเจน
“คนนั้นแหละ… ที่กูเอาหน้าไปจุ่มเป้าเขาอ่ะ”
ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง ทั้งโต๊ะก็เงียบกริบ สายตาของเจนนิส ครีมมี่ และวีนัส ค่อย ๆ หันกลับมามองหน้าเมลบีพร้อมกัน
“เริ่ดนะ หล่อเลยนะนั่นอ่ะ” เจนนิสพูดขึ้น พลางมองร่างสูงของเขาที่กำลังก้าวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะของพวกเธอเรื่อย ๆ
วีนัสชะโงกหน้ามองตาม ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำ
“มึง… เขากำลังเดินมาทางนี้ป่ะ”
เมลบีสูดหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ
“ทำตัวปกติพวกมึง ปกติ ๆ”
คำพูดนั้นเหมือนจะเอาไว้เตือนคนอื่น แต่คนที่ ไม่ปกติที่สุด กลับเป็นตัวเธอเอง
เพราะปกติแล้ว ไม่ว่าใครจะเดินมาชน มาทัก หรือมาคุย เมลบีไม่เคยสนใจจะจัดท่าทาง ไม่เคยห่วงหน้าผม ไม่เคยนั่งหลังตรงหรือเก็บมือเก็บไม้
แต่ตอนนี้…
เธอกำลังทำทุกอย่างพร้อมกัน
จัดผม
จัดเสื้อ
ขยับตัวนั่งให้ตรงขึ้น
แม้แต่ท่านั่งยังเผลอเช็กซ้ำในหัว
จนกระทั่ง…
ร่างสูงของเขาเดินผ่านโต๊ะของเธอไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในระยะที่ใกล้เกินกว่าจะเมินเฉย กลิ่นหอมบาง ๆ ก็ลอยเข้ามาตีจมูกเมลบีทันที เป็นกลิ่นแป้งเด็กสะอาดอ่อน ๆ ที่เธอคุ้นเคยดีจนหัวใจสะดุดวูบ
เพราะมันคือกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับที่เธอใช้
เมลบีชะงักไปเล็กน้อย เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สายตาจับจ้องแผ่นหลังของเขาพร้อมกับคำถามเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัว มันจะบังเอิญได้ขนาดนั้นเลยเหรอ
และแล้วร่างสูงของเขาก็หยุดลง ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะข้าง ๆ โต๊ะของเธอพอดี ระยะใกล้จนเมลบีรู้สึกได้ทันทีว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
“เชี่ยยย นั่งโต๊ะข้าง ๆ เลยว่ะ” วีนัสกระซิบเสียงเบา ให้ได้ยินกันแค่ในกลุ่ม
เจนนิสชะโงกหน้ามองเล็กน้อย ก่อนจะพูดตามด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “พี่เขาจำมึงได้ปะเนี่ย ตอนเขานั่งกูเห็นเขาหันมามองโต๊ะเราอยู่นะ”
“ไม่รู้ว่ะ… กูก็ไม่แน่ใจ” เมลบีตอบอย่างลน ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองทันที “อีเหี้ย หน้าอายฉิบหาย”
เธอแทบไม่กล้ามองไปทางนั้นตรง ๆ ได้แต่หลบสายตา ทำเป็นสนใจแก้วเหล้าตรงหน้า ทั้งที่ในหัววุ่นวายไปหมด
“ได้เวลาทำงานละ กูไปก่อน” ครีมมี่พูดขึ้น ก่อนจะลุกออกไปจากโต๊ะ
จังหวะนั้นเอง มุมมองของเมลบีก็เปิดโล่งขึ้นทันที เพราะก่อนหน้านี้ร่างของครีมมี่นั่งบังอยู่ พออีกฝ่ายลุกออกไป ที่นั่งข้างเมลบีก็กลายเป็นที่ว่าง และโต๊ะข้าง ๆ ก็ปรากฏอยู่ในสายตาอย่างชัดเจน
เมลบีกำลังจะเอ่ยปากขอให้เจนนิสหรือวีนัสย้ายมานั่งข้าง ๆ เธอ เพื่อหลบความอึดอัดที่กำลังก่อตัวขึ้น
ทว่า…
กลับมีร่างของใครก็ไม่รู้ทรุดตัวลงนั่งแทนที่ของครีมมี่เสียก่อน กลิ่นแอลกอฮอล์แรง ๆ ลอยมากระทบจมูก สายตาของผู้ชายคนนั้นฉายชัดถึงความเมาอย่างปิดไม่มิด
เขายกแก้วขึ้นมา ก่อนจะเอื้อมแขนเข้ามาคล้องรอบคอของเมลบีอย่างถือวิสาสะ ทำเอาเธอชะงัก สีหน้าเปลี่ยนทันที
“ชนแก้วกับพี่หน่อยสิครับ น้องคนสวย” เขาพูดเสียงยาน “พี่นั่งอยู่โต๊ะนู้น”
เขาหันไปพยักเพยิดทางโต๊ะด้านหลัง ที่มีผู้ชายอีกสี่ห้าคนนั่งรวมกลุ่มกันอยู่
“พอดีพี่สนใจน้อง สนใจไปนั่งดื่มกับพวกพี่ไหม”
“ไม่ค่ะ” เมลบีตอบทันที น้ำเสียงนิ่งแต่แข็ง “รบกวนเอาแขนออกด้วยค่ะ”
“ช่วยเอาแขนออกจากเพื่อนหนูด้วยค่ะ” เจนนิสเสริมขึ้น แม้ถ้อยคำจะสุภาพ แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับไม่อ่อนโยนเลยสักนิด
ผู้ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“แหม… ถ้างั้นก็ชนแก้วกับพี่สิครับ”
เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้เกินควร จนเมลบีรู้สึกได้ถึงลมหายใจรดข้างแก้ม
พรึ่บ!
เมลบีใช้แรงทั้งหมดผลักร่างนั้นออกไป ผู้ชายคนนั้นเสียหลัก เก้าอี้เกือบล้มคว่ำ เสียงเอะอะดังขึ้นรอบโต๊ะ
เมลบียืนขึ้นทันที มือเสยผมขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ ท่าทางนิ่งแต่สายตาคมกริบ
“เกินไปละ” เธอพูดชัดถ้อยชัดคำ “สนิทกันเหรอ” เธอหยุดมองอีกฝ่ายตรง ๆ ก่อนจะพูดต่อเสียงเย็น
“อยากชนมาก ก็กลับไปชนกับพ่อมึงดิ”
ชายคนนั้นลุกพรวดขึ้น ก่อนจะผลักไหล่ของเมลบีเข้าเต็มแรง ร่างของเธอเซไปเล็กน้อย แต่ก็ยังยืนทรงตัวได้ สีหน้าไม่เปลี่ยน
“เล่นพ่อเลยเหรอวะน้อง” เขาพ่นเสียงห้วน “พี่มาขอชนดี ๆ อยากโดนกูตบหรือไง”
บรรยากาศรอบโต๊ะเริ่มตึงขึ้น เสียงเพลงในร้านยังดังเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกของคนรอบข้างกลับเงียบงัน
และในจังหวะนั้นเอง…
“ให้ผมช่วยไหมครับ”
เสียงผู้ชายจากโต๊ะข้าง ๆ ดังขึ้น น่าจะเป็นเพื่อนของเขา น้ำเสียงนิ่ง แต่แฝงความระวัง เมลบีรู้สึกได้ทันทีว่า เขาคนนั้น กำลังมองและฟังทุกอย่างอยู่
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูเคลียร์เอง” เมลบีตอบกลับทันที น้ำเสียงเรียบ ไม่สั่น
เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้ชายตรงหน้า สายตานิ่งจนอีกฝ่ายต้องชะงักไปเสี้ยววินาที
“เอาไง” เมลบีเอ่ยถามชัดถ้อยชัดคำ “จะขอโทษปะ”
ชายคนนั้นหัวเราะเยาะในลำคอ
“ขอโทษเหี้ยไรวะ มึงอ่ะต้องขอโทษกู” เขาชี้หน้าเธอ “มึงด่า แล้วก็ผลักกูก่อน”
“ถ้าพี่ยอมขอโทษ ฉันจะยอมปล่อยพี่”
เมลบีพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงนิ่งสนิท ราวกับไม่ได้อยู่ท่ามกลางวงเหล้าและเสียงเพลง แต่ยืนอยู่ในพื้นที่ของตัวเองเพียงลำพัง
ชายคนนั้นหัวเราะหึในลำคอ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว จงใจละเมิดระยะห่าง ใบหน้าของเขาโน้มเข้ามาใกล้จนเมลบีได้กลิ่นแอลกอฮอล์ชัดเจน
“หึ จะต่อยกูเหรอ?”
เขายกมือขึ้นตบแก้มตัวเองเบา ๆ สองสามครั้ง ท่าทางยียวนเหมือนกำลังท้าทาย สายตาฉายแววดูถูกอย่างไม่ปิดบัง
“ต่อยเลยครับ… คนสวย”
น้ำเสียงบิดเบี้ยวไปด้วยความล้อเลียน
และทันใดนั้น…
ผัวะ!!