รถหรูสีดำคันใหญ่แล่นไปตามถนนยามดึก แสงไฟจากเสาไฟข้างทางสาดผ่านกระจกหน้าต่างเป็นจังหวะ เสียงเพลงเบา ๆ ดังคลออยู่ในรถ พอให้บรรยากาศไม่เงียบจนเกินไป
แต่ถึงอย่างนั้น ความเงียบก็ยังอบอวลอยู่ดี
เมลบีนั่งนิ่งอยู่เบาะหลัง ข้างกายคือสกายที่นั่งพิงพนักอย่างสงบ ไม่พูด ไม่ขยับ เหมือนกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่างนอกหน้าต่าง
จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ของเลย์ดังขึ้น
เลย์เหลือบมองหน้าจอ ก่อนจะกดรับผ่านพวงมาลัย
“ฮัลโหล”
“ไอเลย์ อยู่ไหนวะ”
“กำลังไปส่งไอสกายที่ห้อง” เขาตอบเรียบ ๆ “มีไร”
“งั้นดีเลย ไปต่อที่ห้องไอสกายกันปะ”
เลย์ยังไม่ตอบทันที เขามองผ่านกระจกมองหลังไปยังเบาะด้านหลัง ที่สกายนั่งอยู่ข้างเมลบี สกายไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้หันมามองเขาด้วยซ้ำ เพียงแค่ปรายสายตาไปทางเมลบีแวบหนึ่งเท่านั้น
แค่นั้น… ก็พอแล้ว
เลย์รู้คำตอบทันที
“โทษทีว่ะ วันนี้คงไม่ได้” เขาพูดกลับไป “มันไม่สะดวก กูก็ง่วงแล้ว”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนใจ
“โห… ไรวะ เออ ๆ งั้นแค่นี้แหละ”
สายถูกตัดไป เลย์วางมือกลับมาที่พวงมาลัย เสียงเพลงดังต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนกระทั่ง…
รถแล่นเข้ามาจอดหน้าคอนโดของเมลบีพอดี แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ขยับตัวลงจากรถ เสียงฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างไม่ปรานี เม็ดฝนซัดกระทบหลังคาและกระจกดังรัว แทบจะตกแรงเหมือนฟ้าโกรธ แสงไฟหน้าคอนโดพร่าไปด้วยม่านน้ำ จนแทบมองไม่เห็นทางเดินด้านหน้า
เมลบีหันหน้ามองออกไปนอกกระจก ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ ตกหนักขนาดนี้ ต่อให้วิ่งก็เปียกชุ่มอยู่ดี
“เอ่อ…” เธอเอ่ยขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะหันไปมองทั้งสองคน “ฝนตกแรงแบบนี้ พวกพี่ขึ้นไปรอบนห้องเมลก่อนไหมคะ”
เลย์เหลือบมองกระจกหน้ารถ ก่อนจะหันไปมองผ่านกระจกมองหลังไปทางสกาย ราวกับถามความเห็นโดยไม่ต้องพูดอะไร
สกายนั่งนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่สายตาเลื่อนไปมองฝนที่เทลงมาไม่ลืมหูลืมตา แล้วจึงหันกลับมาทางเมลบี
“ไปเถอะค่ะ” เมลบีรีบพูดต่อ เหมือนกลัวบรรยากาศจะอึดอัดเกินไป “ฝนตกแรงขนาดนี้ ดูท่าไม่น่าจะหยุดง่าย ๆ”
เลย์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“งั้นก็ได้ครับ”
“ถ้างั้นรบกวนพี่เลย์ขับเข้าไปจอดใต้คอนโดนะคะ”
เลย์พยักหน้ารับ ก่อนจะเหยียบคันเร่งพารถเลี้ยวเข้าไปยังโรงจอดรถของคอนโด เสียงฝนยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด แต่เมื่อรถจอดสนิทใต้หลังคา ความอื้ออึงจากภายนอกก็ดูจะเบาลงไปถนัดตา
ทั้งสามคนลงจากรถ แล้วเดินเข้าไปในตัวอาคาร ลมเย็นจากแอร์ในโถงตัดกับความชื้นจากฝนด้านนอกได้อย่างชัดเจน เมลบีกดปุ่มเรียกลิฟต์ ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนด้านหน้าโดยอัตโนมัติ
ตลอดทางขึ้นลิฟต์ ไม่มีใครพูดอะไร เสียงเดียวที่ดังขึ้นคือเสียงลิฟต์เคลื่อนตัวช้า ๆ และเสียงลมหายใจที่ดูจะชัดเจนกว่าปกติ
ตึ่ง…
เสียงลิฟต์ดังขึ้น บ่งบอกว่ามาถึงชั้นเจ็ดแล้ว
ประตูลิฟต์เปิดออก เมลบีก้าวออกไปก่อน เดินนำไปตามทางเดินยาวที่เงียบสงบ ไฟสีขาวนวลส่องสว่างเป็นช่วง ๆ จนกระทั่งเธอหยุดยืนอยู่หน้าห้องหนึ่ง
ห้อง 707
ไม่นานนัก เมลบีก็เปิดประตูห้องเข้าไป ก่อนจะเอาคีย์การ์ดเสียบเข้าที่ช่องด้านข้าง ประตูปิดลงเบา ๆ พร้อมกับไฟในห้องที่เปิดขึ้นอัตโนมัติ
แสงสีขาวสว่างเผยให้เห็นสภาพห้องของเธออย่างชัดเจน
ห้องโถงขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยกองเอกสารวางซ้อนกันบนโต๊ะ โน้ตบุ๊กเปิดค้างอยู่ ข้าง ๆ คือหนังสือทางการแพทย์หลายเล่มที่ถูกกองไว้ไม่เป็นระเบียบ บนโต๊ะและพื้นยังมีถุงขนมที่แกะแล้วแต่กินไม่หมดวางกระจัดกระจาย บ่งบอกถึงชีวิตนักศึกษาแพทย์ที่แทบไม่มีเวลาจัดการอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว
เมลบีชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองทั้งสองคนด้วยสีหน้าเก้อ ๆ
“เอ่อ… ขอโทษนะคะ” เธอพูดเสียงเบา “พอดีเมลเรียนหนักไปหน่อย มันเลยรกนิดนึง”
พูดจบ เธอก็รีบวิ่งเข้าไปเก็บของแบบลวก ๆ หยิบเอกสารมาวางซ้อนให้ดูเรียบร้อยขึ้น เขี่ยถุงขนมไปกองรวมกัน พยายามจัดการทุกอย่างในเวลาไม่กี่วินาที ทั้งที่รู้ดีว่ามันแทบไม่ช่วยอะไรเลย
“ไม่เป็นไรครับ”
เสียงของเลย์ดังขึ้นอย่างเกรงใจ ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปนั่งลงบนโซฟา พร้อมกับสกายที่นั่งลงข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ
สกายไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงเอื้อมมือไปหยิบชีตเรียนกองหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาดู พลิกผ่านช้า ๆ สายตากวาดอ่านเหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา
“เอ่อ… เดี๋ยวเมลไปเอาน้ำมาให้นะคะ”
เมลบีพูดขึ้น ก่อนจะเดินแยกไปทางโซนครัว เทน้ำใส่แก้วสองใบ มือทำงานอัตโนมัติ แต่ในใจกลับวุ่นวายอย่างบอกไม่ถูก เธอสูดหายใจเข้าลึก แล้วจึงเดินกลับออกมา
และก็พบว่า ตอนนี้บนโซฟาเหลือเพียงสกายนั่งอยู่คนเดียว
“น้ำค่ะ” เธอยื่นแก้วให้ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ห้อง “แล้วพี่เลย์ล่ะคะ”
“ไปคุยโทรศัพท์” สกายตอบสั้น ๆ โดยไม่เงยหน้า
“อ่อ… ค่ะ”
เมลบีพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เขา เว้นระยะห่างนิดหนึ่งแบบที่เธอคิดว่าพอดี ไม่ใกล้เกินไป แต่ก็ไม่ไกลจนดูแปลก
“ทำไมเรียนหมอ”
สกายเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ ระหว่างที่มือยังคงพลิกกระดาษชีตเรียนของเธอไปเรื่อย ๆ น้ำเสียงเรียบ เหมือนเป็นแค่คำถามธรรมดา แต่กลับทำให้เมลบีชะงักไปเล็กน้อย
“ก็บังเอิญสอบติดค่ะ” เธอตอบตามตรง พลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบกลบเกลื่อนความเก้อเขิน
สกายหยุดมือชั่วครู่ ก่อนจะหันมามองเธอแวบหนึ่ง คิ้วขมวดนิด ๆ เหมือนกำลังจับคำตอบนั้นมาคิดต่อ
“บังเอิญ?”
“ค่ะ!” เมลบีตอบเสียงชัดขึ้นนิดหนึ่ง เหมือนยอมรับชะตากรรมไปแล้ว “เมลมาสอบเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร แล้วดันสอบติดเฉย ๆ ก็เลยต้องมานั่งชดใช้กรรมแบบที่พี่เห็นนี่แหละค่ะ”
เธอพูดจบก็ผายมือไปทางกองหนังสือ ชีตเรียน และเอกสารที่วางระเกะระกะเต็มห้อง ท่าทางทั้งขำทั้งเหนื่อยใจในคราวเดียว
สกายมองตามมือของเธอ ก่อนจะเหลือบกลับมาที่หน้าเมลบี มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย เหมือนจะขำ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“แล้วพี่ล่ะ ทำไมถึงเรียนวิศวะ” เมลบีถาม พลางหันไปมองเขาเต็มตา
สกายเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ก็แค่… อยากเรียน”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้เมลบีหัวเราะเบา ๆ
“พี่คงเก่งคอมมาก ๆ เลยสินะ”
สกายเหลือบมองเธอจากหางตา ก่อนจะพูดขึ้นเหมือนไม่ได้คิดอะไรมาก
“อย่างอื่นก็เก่ง”
“คะ?” เมลบีชะงัก หันไปมองเขาทันที
สกายหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนจะตอบสั้น ๆ เหมือนตัดบท
“เปล่า”
“พี่มีแฟนไหมคะ?”
คำถามหลุดออกไปก่อนที่เมลบีจะทันได้คิดทบทวน เธอชะงักเล็กน้อยหลังพูดจบ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกล้าขนาดไหน แต่ก็ถอนคำพูดกลับไม่ได้แล้ว
สกายหันมามองเธอเต็ม ๆ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่แวบเดียวเหมือนก่อนหน้า สายตานิ่ง ลึก จนเมลบีเผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
“ถามทำไม”
น้ำเสียงเขาไม่ได้ดุ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยน เป็นน้ำเสียงเรียบ ๆ แบบที่ทำให้คนฟังเดาอารมณ์ไม่ออก
“ก็…” เมลบีอึกอัก คำตอบติดอยู่ที่ปลายลิ้น สมองว่างเปล่าไปชั่ววินาที
สกายเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
“จะจีบ?”
คำถามนั้นทำให้หัวใจเมลบีกระตุกแรง เธอกลืนน้ำลาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างตัดสินใจแล้ว
“แล้วได้ไหมคะ”
ความเงียบปกคลุมโซฟาตัวนั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด หากเป็นความตึงบางอย่างที่แทบจับต้องได้ สกายมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจาง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจปิดบัง
“ยังไม่มีแฟน”
เขาพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ
เมลบียังไม่ทันได้ยิ้ม เขาก็พูดต่อ
“แต่ถ้าจะจีบ…”
สกายเอนหลังพิงโซฟาเล็กน้อย สายตายังคงจับจ้องเธอ “ก็ลองดู”