“จะจีบ”

1525 Words
รถหรูสีดำคันใหญ่แล่นไปตามถนนยามดึก แสงไฟจากเสาไฟข้างทางสาดผ่านกระจกหน้าต่างเป็นจังหวะ เสียงเพลงเบา ๆ ดังคลออยู่ในรถ พอให้บรรยากาศไม่เงียบจนเกินไป แต่ถึงอย่างนั้น ความเงียบก็ยังอบอวลอยู่ดี เมลบีนั่งนิ่งอยู่เบาะหลัง ข้างกายคือสกายที่นั่งพิงพนักอย่างสงบ ไม่พูด ไม่ขยับ เหมือนกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่างนอกหน้าต่าง จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ของเลย์ดังขึ้น เลย์เหลือบมองหน้าจอ ก่อนจะกดรับผ่านพวงมาลัย “ฮัลโหล” “ไอเลย์ อยู่ไหนวะ” “กำลังไปส่งไอสกายที่ห้อง” เขาตอบเรียบ ๆ “มีไร” “งั้นดีเลย ไปต่อที่ห้องไอสกายกันปะ” เลย์ยังไม่ตอบทันที เขามองผ่านกระจกมองหลังไปยังเบาะด้านหลัง ที่สกายนั่งอยู่ข้างเมลบี สกายไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้หันมามองเขาด้วยซ้ำ เพียงแค่ปรายสายตาไปทางเมลบีแวบหนึ่งเท่านั้น แค่นั้น… ก็พอแล้ว เลย์รู้คำตอบทันที “โทษทีว่ะ วันนี้คงไม่ได้” เขาพูดกลับไป “มันไม่สะดวก กูก็ง่วงแล้ว” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนใจ “โห… ไรวะ เออ ๆ งั้นแค่นี้แหละ” สายถูกตัดไป เลย์วางมือกลับมาที่พวงมาลัย เสียงเพลงดังต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่ง… รถแล่นเข้ามาจอดหน้าคอนโดของเมลบีพอดี แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ขยับตัวลงจากรถ เสียงฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างไม่ปรานี เม็ดฝนซัดกระทบหลังคาและกระจกดังรัว แทบจะตกแรงเหมือนฟ้าโกรธ แสงไฟหน้าคอนโดพร่าไปด้วยม่านน้ำ จนแทบมองไม่เห็นทางเดินด้านหน้า เมลบีหันหน้ามองออกไปนอกกระจก ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ ตกหนักขนาดนี้ ต่อให้วิ่งก็เปียกชุ่มอยู่ดี “เอ่อ…” เธอเอ่ยขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะหันไปมองทั้งสองคน “ฝนตกแรงแบบนี้ พวกพี่ขึ้นไปรอบนห้องเมลก่อนไหมคะ” เลย์เหลือบมองกระจกหน้ารถ ก่อนจะหันไปมองผ่านกระจกมองหลังไปทางสกาย ราวกับถามความเห็นโดยไม่ต้องพูดอะไร สกายนั่งนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่สายตาเลื่อนไปมองฝนที่เทลงมาไม่ลืมหูลืมตา แล้วจึงหันกลับมาทางเมลบี “ไปเถอะค่ะ” เมลบีรีบพูดต่อ เหมือนกลัวบรรยากาศจะอึดอัดเกินไป “ฝนตกแรงขนาดนี้ ดูท่าไม่น่าจะหยุดง่าย ๆ” เลย์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย “งั้นก็ได้ครับ” “ถ้างั้นรบกวนพี่เลย์ขับเข้าไปจอดใต้คอนโดนะคะ” เลย์พยักหน้ารับ ก่อนจะเหยียบคันเร่งพารถเลี้ยวเข้าไปยังโรงจอดรถของคอนโด เสียงฝนยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด แต่เมื่อรถจอดสนิทใต้หลังคา ความอื้ออึงจากภายนอกก็ดูจะเบาลงไปถนัดตา ทั้งสามคนลงจากรถ แล้วเดินเข้าไปในตัวอาคาร ลมเย็นจากแอร์ในโถงตัดกับความชื้นจากฝนด้านนอกได้อย่างชัดเจน เมลบีกดปุ่มเรียกลิฟต์ ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนด้านหน้าโดยอัตโนมัติ ตลอดทางขึ้นลิฟต์ ไม่มีใครพูดอะไร เสียงเดียวที่ดังขึ้นคือเสียงลิฟต์เคลื่อนตัวช้า ๆ และเสียงลมหายใจที่ดูจะชัดเจนกว่าปกติ ตึ่ง… เสียงลิฟต์ดังขึ้น บ่งบอกว่ามาถึงชั้นเจ็ดแล้ว ประตูลิฟต์เปิดออก เมลบีก้าวออกไปก่อน เดินนำไปตามทางเดินยาวที่เงียบสงบ ไฟสีขาวนวลส่องสว่างเป็นช่วง ๆ จนกระทั่งเธอหยุดยืนอยู่หน้าห้องหนึ่ง ห้อง 707 ไม่นานนัก เมลบีก็เปิดประตูห้องเข้าไป ก่อนจะเอาคีย์การ์ดเสียบเข้าที่ช่องด้านข้าง ประตูปิดลงเบา ๆ พร้อมกับไฟในห้องที่เปิดขึ้นอัตโนมัติ แสงสีขาวสว่างเผยให้เห็นสภาพห้องของเธออย่างชัดเจน ห้องโถงขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยกองเอกสารวางซ้อนกันบนโต๊ะ โน้ตบุ๊กเปิดค้างอยู่ ข้าง ๆ คือหนังสือทางการแพทย์หลายเล่มที่ถูกกองไว้ไม่เป็นระเบียบ บนโต๊ะและพื้นยังมีถุงขนมที่แกะแล้วแต่กินไม่หมดวางกระจัดกระจาย บ่งบอกถึงชีวิตนักศึกษาแพทย์ที่แทบไม่มีเวลาจัดการอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว เมลบีชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองทั้งสองคนด้วยสีหน้าเก้อ ๆ “เอ่อ… ขอโทษนะคะ” เธอพูดเสียงเบา “พอดีเมลเรียนหนักไปหน่อย มันเลยรกนิดนึง” พูดจบ เธอก็รีบวิ่งเข้าไปเก็บของแบบลวก ๆ หยิบเอกสารมาวางซ้อนให้ดูเรียบร้อยขึ้น เขี่ยถุงขนมไปกองรวมกัน พยายามจัดการทุกอย่างในเวลาไม่กี่วินาที ทั้งที่รู้ดีว่ามันแทบไม่ช่วยอะไรเลย “ไม่เป็นไรครับ” เสียงของเลย์ดังขึ้นอย่างเกรงใจ ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปนั่งลงบนโซฟา พร้อมกับสกายที่นั่งลงข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ สกายไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงเอื้อมมือไปหยิบชีตเรียนกองหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาดู พลิกผ่านช้า ๆ สายตากวาดอ่านเหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา “เอ่อ… เดี๋ยวเมลไปเอาน้ำมาให้นะคะ” เมลบีพูดขึ้น ก่อนจะเดินแยกไปทางโซนครัว เทน้ำใส่แก้วสองใบ มือทำงานอัตโนมัติ แต่ในใจกลับวุ่นวายอย่างบอกไม่ถูก เธอสูดหายใจเข้าลึก แล้วจึงเดินกลับออกมา และก็พบว่า ตอนนี้บนโซฟาเหลือเพียงสกายนั่งอยู่คนเดียว “น้ำค่ะ” เธอยื่นแก้วให้ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ห้อง “แล้วพี่เลย์ล่ะคะ” “ไปคุยโทรศัพท์” สกายตอบสั้น ๆ โดยไม่เงยหน้า “อ่อ… ค่ะ” เมลบีพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เขา เว้นระยะห่างนิดหนึ่งแบบที่เธอคิดว่าพอดี ไม่ใกล้เกินไป แต่ก็ไม่ไกลจนดูแปลก “ทำไมเรียนหมอ” สกายเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ ระหว่างที่มือยังคงพลิกกระดาษชีตเรียนของเธอไปเรื่อย ๆ น้ำเสียงเรียบ เหมือนเป็นแค่คำถามธรรมดา แต่กลับทำให้เมลบีชะงักไปเล็กน้อย “ก็บังเอิญสอบติดค่ะ” เธอตอบตามตรง พลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบกลบเกลื่อนความเก้อเขิน สกายหยุดมือชั่วครู่ ก่อนจะหันมามองเธอแวบหนึ่ง คิ้วขมวดนิด ๆ เหมือนกำลังจับคำตอบนั้นมาคิดต่อ “บังเอิญ?” “ค่ะ!” เมลบีตอบเสียงชัดขึ้นนิดหนึ่ง เหมือนยอมรับชะตากรรมไปแล้ว “เมลมาสอบเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร แล้วดันสอบติดเฉย ๆ ก็เลยต้องมานั่งชดใช้กรรมแบบที่พี่เห็นนี่แหละค่ะ” เธอพูดจบก็ผายมือไปทางกองหนังสือ ชีตเรียน และเอกสารที่วางระเกะระกะเต็มห้อง ท่าทางทั้งขำทั้งเหนื่อยใจในคราวเดียว สกายมองตามมือของเธอ ก่อนจะเหลือบกลับมาที่หน้าเมลบี มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย เหมือนจะขำ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา “แล้วพี่ล่ะ ทำไมถึงเรียนวิศวะ” เมลบีถาม พลางหันไปมองเขาเต็มตา สกายเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ก็แค่… อยากเรียน” คำตอบสั้น ๆ ทำให้เมลบีหัวเราะเบา ๆ “พี่คงเก่งคอมมาก ๆ เลยสินะ” สกายเหลือบมองเธอจากหางตา ก่อนจะพูดขึ้นเหมือนไม่ได้คิดอะไรมาก “อย่างอื่นก็เก่ง” “คะ?” เมลบีชะงัก หันไปมองเขาทันที สกายหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนจะตอบสั้น ๆ เหมือนตัดบท “เปล่า” “พี่มีแฟนไหมคะ?” คำถามหลุดออกไปก่อนที่เมลบีจะทันได้คิดทบทวน เธอชะงักเล็กน้อยหลังพูดจบ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกล้าขนาดไหน แต่ก็ถอนคำพูดกลับไม่ได้แล้ว สกายหันมามองเธอเต็ม ๆ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่แวบเดียวเหมือนก่อนหน้า สายตานิ่ง ลึก จนเมลบีเผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว “ถามทำไม” น้ำเสียงเขาไม่ได้ดุ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยน เป็นน้ำเสียงเรียบ ๆ แบบที่ทำให้คนฟังเดาอารมณ์ไม่ออก “ก็…” เมลบีอึกอัก คำตอบติดอยู่ที่ปลายลิ้น สมองว่างเปล่าไปชั่ววินาที สกายเลิกคิ้วนิดหนึ่ง “จะจีบ?” คำถามนั้นทำให้หัวใจเมลบีกระตุกแรง เธอกลืนน้ำลาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างตัดสินใจแล้ว “แล้วได้ไหมคะ” ความเงียบปกคลุมโซฟาตัวนั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด หากเป็นความตึงบางอย่างที่แทบจับต้องได้ สกายมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจาง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจปิดบัง “ยังไม่มีแฟน” เขาพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ เมลบียังไม่ทันได้ยิ้ม เขาก็พูดต่อ “แต่ถ้าจะจีบ…” สกายเอนหลังพิงโซฟาเล็กน้อย สายตายังคงจับจ้องเธอ “ก็ลองดู”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD