ตึ่ง!
เสียงประตูลิฟต์ดังขึ้น ก่อนจะเลื่อนเปิดออกกว้าง เผยให้เห็นฝูงชนในตึกเรียนรวมที่ยืนอัดแน่นรอจะลงไปด้านล่างราวกับคลื่นมนุษย์ที่ไม่มีวันหมด
และทันทีที่ประตูเปิด ความโกลาหลก็เริ่มขึ้น
ทุกคนต่างพยายามเบียด เสียด แทรกตัวเข้าไปให้ได้เร็วที่สุด ไม่มีใครอยากรอลิฟต์รอบถัดไป เพราะแค่มองจำนวนคนก็รู้แล้วว่าต้องเสียเวลาอีกนานแค่ไหน
และหนึ่งในนั้นก็คือ เมลบี
เรื่องอะไรเธอจะยอมยืนรอเล่า คนก็เยอะขนาดนี้ ขืนช้ากว่านี้มีหวังต้องเดินลงบันไดหนีไฟแน่ ๆ
เมลบีจึงไม่ลังเล ใช้ทุกกระบวนท่าที่มี ทั้งแทรก ทั้งดัน ทั้งเบียดไหล่ ฝ่าฝูงชนเข้าไปข้างหน้าแบบไม่คิดชีวิต จนในที่สุดเธอก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ตรงหน้าลิฟต์ได้สำเร็จ
แต่ทว่า…
ก่อนที่เธอจะก้าวเข้าไปข้างในเต็มตัว สายตากลับไปปะทะกับร่างสูงของใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านในก่อนแล้ว
หนุ่มวิศวะในเสื้อช็อปสีน้ำเงิน ใส่แว่น ท่าทางนิ่ง ๆ ยืนชิดผนังลิฟต์
เมลบีเหลือบมองเขาแค่แวบเดียว ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่ง
“แม่ง ไม่เข้าไปสักทีว่ะ!”
เสียงบ่นหงุดหงิดดังขึ้นจากด้านหลัง
วินาทีนั้นเอง ร่างเล็กของเมลบีก็ถูกแรงดันจากผู้คนด้านหลังนับสิบซัดเข้ามาพร้อมกัน
“อ๊ะ!”
เธอเสียหลัก เท้าลื่น ก่อนจะพุ่งเข้าไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้ และจบลงด้วยการทรุดนั่งลงกับพื้นลิฟต์แบบไม่ทันตั้งตัว
เจ็บไม่เท่าไร
แต่สิ่งที่ทำให้สมองเธอว่างเปล่า คือ “จุดนั้น” ของใครบางคน
เป้ากางเกงยีนส์สีเข้มอยู่ใกล้เกินไป กลิ่นผ้าซักใหม่ผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก ทำให้เมลบีเผลอกลั้นหายใจ
และก่อนที่เธอจะได้ตั้งตัว แรงเบียดจากคนด้านหลังก็ยังคงดันเข้ามาไม่หยุด ศีรษะของเธอถูกกดให้แนบชิดมากกว่าเดิมโดยไม่อาจขยับหนีได้
หัวใจเมลบีเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ทั้งอาย ทั้งตกใจ ทั้งทำอะไรไม่ถูกในเวลาเดียวกัน
เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระแวดระวัง
สายตาก็ไปสบเข้ากับ หนุ่มวิศวะคนเดิม
เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองลงมาที่เธอผ่านกรอบแว่น สีหน้าเรียบเฉยเกินคาด แต่ในแววตานั้น…เหมือนจะมีทั้งความอึ้ง ความตกใจ และประกายขบขันจาง ๆ ปะปนกันอยู่
เมลบีหน้าแดงก่ำจนรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้า เธอรีบพยายามดันตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล แต่ลิฟต์ที่แน่นขนัดกลับไม่เปิดโอกาสให้เธอขยับได้เลย ผู้คนยังคงเบียด เสียด ดันเข้ามาไม่หยุด
ทำให้ตำแหน่งของเธอ…
ยังคงอยู่ที่เดิม แนบสนิท และน่าอึดอัดจนแทบอยากหายตัวไปจากตรงนั้น
จนกระทั่ง…
ตึ่ง!
เสียงลิฟต์ดังขึ้นเป็นสัญญาณว่ามาถึงชั้นหนึ่งแล้ว
ผู้คนที่อัดแน่นอยู่ด้านในเริ่มขยับตัว เบียด เสียด พยายามกรูกันออกไปด้านนอก ทำให้บรรยากาศที่อึดอัดเริ่มคลี่คลายลงเล็กน้อย
มีพื้นที่ว่างพอให้หายใจ
เมลบีรีบฉวยโอกาสนั้น พยายามดันตัวลุกขึ้นอีกครั้ง หัวใจยังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
ทว่า…
ความวุ่นวายยังไม่จบ
กลุ่มคนที่กำลังจะออกจากลิฟต์กลับถูกแรงเบียดจากด้านนอกดันสวนเข้ามาอีกระลอก ร่างของเมลบีถูกผลักกลับลงไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว
ตุ้บ!
ใบหน้าของเธอถูกดันกลับไปแนบสนิทกับเป้ากางเกงยีนส์สีเข้มของหนุ่มวิศวะคนเดิมอีกครั้ง
ครั้งนี้แรงกว่าเดิม เพราะแรงเบียดจากด้านหลังยังไม่หยุด ศีรษะของเธอถูกกดลึกเข้าไปจนแทบไม่มีช่องว่างให้ขยับหนี
ลมหายใจเธอสะดุด หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ชัดเจนในอก
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง…
เธอได้ยินเสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากเหนือศีรษะ
“…ซี๊ดดด”
เสียงสั้น ๆ เบาจนแทบกลืนหายไปกับความวุ่นวายในลิฟต์ แต่กลับชัดเจนพอจะทำให้เมลบีชะงักนิ่ง หน้าแดงร้อนวูบวาบ และยิ่งทำอะไรไม่ถูกกว่าเดิม
ก่อนจะถูกกลบด้วยเสียงโวยวายของผู้คนรอบข้าง
“เฮ้ย ๆ จะเบียดกันทำไมวะ!”
“เออ ข้างในแทบจะขยับไม่ได้อยู่แล้ว!”
เสียงเถียงกันดังระงม ลิฟต์เต็มไปด้วยความโกลาหล
ส่วนเมลบี…
ได้แต่นิ่งค้างอยู่ตรงนั้น หน้าแดงร้อนผ่าว สมองว่างเปล่า และได้แต่หวังว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะผ่านไปให้เร็วที่สุด
และหลังจากที่ผู้คนในลิฟต์เริ่มทยอยออกไปได้บ้างแล้ว เมลบีก็รู้ทันทีว่านี่แหละ…จังหวะเดียวที่เธอจะรอด
เธอสูดหายใจเข้าลึก วางแผนในใจอย่างรวดเร็ว
หนึ่ง… สอง… สาม…
ทันทีที่รู้สึกว่าแรงกดรอบตัวคลายลง เมลบีก็รีบลุกพรวดขึ้นในทันที มือทั้งสองข้างยกขึ้นปิดหน้าโดยอัตโนมัติ ไม่กล้ามองใคร ไม่กล้ามองอะไรทั้งนั้น
เธอหันหน้าไปทางประตูลิฟต์ที่ยังมีคนอีกสามสี่คนกำลังก้าวออก ไม่รอให้สมองคิดอะไรต่อ เมลบีก็พุ่งตัวเข้าไป เบียดแทรกฝ่าฝูงชนที่เหลืออยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
วิ่ง!
เท้าสั้น ๆ ของเธอพุ่งออกจากลิฟต์ทันทีที่แตะพื้นด้านนอก เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังตุบ ๆ ต่อเนื่องถี่รัว
เมลบีไม่หันหลังกลับ ไม่กล้ามองว่าใครจะมองตาม ไม่กล้าสบตาใครทั้งนั้น
หัวใจเต้นรัวจนหูอื้อ
หน้าแดงก่ำ ร้อนผ่าวไปทั้งแก้ม
เธอวิ่งฝ่าฝูงชนที่เดินสวนมาแบบไม่สนใจคำสบถหรือเสียงบ่นใด ๆ วิ่งเลาะไปตามโถงทางเดินกว้างของตึกคณะ ผ่านร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่มีนักศึกษานั่งจิบกาแฟกันอยู่ และต้องหยุดมองตามเธอด้วยสีหน้างง ๆ
แต่เมลบีไม่สน
เธอรู้แค่ว่าต้องหนีให้ไกลที่สุด
จนกระทั่ง…
ร่างเล็กวิ่งมาถึงมุมตึก ตรงโถงบันไดหนีไฟที่เงียบและแทบไม่มีใครผ่าน เธอชะลอฝีเท้าลง ก่อนจะหยุดพิงกำแพง หอบหายใจแรง ไหล่กระเพื่อมตามจังหวะลมหายใจ
“อีเมลบี… อีบ้าเอ๊ยยย” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือปนอายปนโมโห “ไปนั่งหมุดเป้าเขาทำไมเนี่ยยยยย!”
ภาพในหัววนกลับมาอีกครั้ง ชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว
หน้าเธอที่ถูกกดแนบสนิท… ความอุ่นจากเนื้อผ้ากางเกงยีนส์… ความแน่นแข็งที่สัมผัสได้แม้จะผ่านผ้า… และเสียงครางแผ่วเบานั้นที่ดังขึ้นใกล้หูจนขนลุก
เมลบีสะบัดหัวแรง ๆ พยายามไล่ภาพนั้นออกไป แต่ยิ่งพยายาม ภาพยิ่งชัด เธอหน้าแดงก่ำจนร้อนผ่าว รีบยกมืออีกข้างขึ้นตีแก้มตัวเองเบา ๆ สองที
“บ้า! บ้าไปแล้ว! ลืม ๆ ไปเลย!”
แต่… ลึก ๆ แล้ว ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว เธอกัดริมฝีปากล่างเบา ๆ สายตาลอย ๆ มองไปที่พื้น
“…แต่น่าจะใหญ่น่าดูว่ะ” เสียงพึมพำเบา ๆ หลุดออกมาเองโดยไม่รู้ตัว “หกสิบ… หรือเปล่าวะ? หรือหกสิบสอง?”
เมลบีชะงักค้างทันทีที่รู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป
“เมลบี!!!” เธอตะโกนใส่ตัวเองเบา ๆ ในลำคอ มือทั้งสองข้างยกขึ้นตีหัวตัวเองเบา ๆ “บ้าไปแล้ว! บ้าไปแล้วจริง ๆ! จะไปคิดอะไรแบบนี้ทำไมเนี่ยยย!”
เธอสูดหายใจเฮือกใหญ่ พยายามตั้งสติ
“โอเค… โอเค… ลืม ละลายความทรงจำ ทุกอย่างจบแล้ว วันนี้คือวันที่แย่ที่สุดในชีวิต แต่พรุ่งนี้วันใหม่! อย่าคิดถึงเขา อย่าคิดถึงเป้ากางเกงเขา อย่าคิดถึงขนาด… อ้ากกกก!”
เมลบีตัวสั่น หน้าแดงจนแทบจะมีควันพุ่งออกมาจากหู เธอรีบก้มหน้าก้มตาเดินต่อ เร็วขึ้นกว่าเดิม ราวกับจะวิ่งหนีจากความคิดในหัวตัวเอง
แต่ระหว่างก้าวเดิน เธอก็อดไม่ได้ที่จะแอบยิ้มมุมปากเล็กน้อย… แบบเขิน ๆ ปนขำตัวเอง
“…หกสิบสองนี่มันก็ใหญ่ไปไหมวะ” เธอพึมพำเบา ๆ อีกครั้ง ก่อนจะรีบสะบัดหัวแรง ๆ “หยุดเลย! หยุดคิดเดี๋ยวนี้นะเมลบี!”