PROLOGUE

1623 Words
ในขณะที่สาขาวิชาปรัชญากำลังซบเซา สังคมเราก็ยังถูกรุมเร้าด้วยปัญหาการถกเถียงอย่างไม่สมเหตุสมผล __________________________________________ ควันไฟจากเตาถ่านกลางเก่ากลางใหม่ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณโดยรอบ บรรยากาศยามค่ำติดรั้วมหาวิทยาลัยด้านนอกให้ความเป็นกันเองได้อีกแบบ นักศึกษาและประชาชนทั่วไปสัญจรเดินผ่านเต็นท์สีแดงของร้านหมูกระทะริมทาง เสียงเนื้อติดมันนาบลงบนเตาดังแข่งกับเสียงรถยนต์ด้านนอก กอปรกับเสียงพูดคุยภายในร้านให้ความรู้สึกคึกคักอย่างบอกไม่ถูก "เตย! แกแย่งหมูไอ้แพงมันอีกแล้วนะ" พริมโรสใช้ตะเกียบดึงเบคอนติดมันคืนจากเพื่อนสนิท ก่อนจะวางลงที่ถ้วยของเพื่อนอีกคน คนถูกจับได้มุ่ยหน้าใส่อีกฝ่าย ก่อนจะยิ้มแฉ่งให้เพื่อนเจ้าของเบคอนแก้เก้อ คีบหมูสามชั้นให้อีกฝ่ายเป็นการเอาใจ "แพงงง~ กินนี่ๆ" ใบเตยหัวเราะคิกคักออกมา และหันมาปะทะคารมกับพริมโรสรอเนื้อบนเตาสุก "ก็หมูฉันยังไม่สุกมะ แค่ขอยืมกินก่อน" "อย่างแกอย่าเรียกกิน สวาปามเหอะ" ปรายตามองหมูที่เข้าปากเพื่อนพร้อมกันทีละสองชิ้นอย่างระอา พะแพงนั่งหัวเราะให้กับคำพูดของพริมโรส หยิบแก้วน้ำสเตนเลสขึ้นมายกจิบ และเห็นว่าน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ฉลาดชะมัด น้ำแข็งถังสแตเลสถังละเจ็ดสิบ ใส่ในแก้วอย่างเดียวกันยิ่งทำให้ละลายไว "น้ำแข็งละลายหมดแล้วแก สั่งเพิ่มนะ" พูดจบก็ยกมือเรียกพนักงานมาสั่งน้ำแข็ง แต่แทนที่จะเป็นพนักงานในร้านหมูกระทะเดินเข้ามาหา กลับเป็นหญิงชราที่เข้ามาหาบเร่ขายของในร้านแทน "เวรละ..." ใบเตยสบถออกมาเมื่อเห็นว่าใครเดินมา ไล่ก็ยาก ขายก็แพง เคยเจอลูกอมสามเม็ดสิบบาทมาแล้ว แถมยังมีของจำพวกดอกกุหลาบ ที่เอามาขายในช่วงที่ไม่อยู่ในเทศกาลวาเลนไทน์อีก "หนูจะเอากี่ชิ้นลูก" หญิงชราเดินมาหยุดที่โต๊ะของทั้งสามสาว แต่ให้ความสนใจกับคนที่เรียกมาเท่านั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มมองมาที่เพื่อนอย่างขอความช่วยเหลือ อีกคนนั่งก้มหน้ากินงุดๆ ส่วนเพื่อนที่เมื่อกี้เพิ่งปกป้องหมูบนเตาให้เธอ กลับแวบหายไปที่โซนตักของสด "อะ เอ่อ...คุณยายขายอะไรคะ" เพราะปฏิเสธคนไม่เป็นจึงยิบกระเป๋าสตางค์ตนเองขึ้นมาเปิด "ยายขายเครื่องรางนำโชคลูก ชิ้นละสามร้อย ขายถูกๆ" ตะกร้าพลาสติกสีเขียวเก่าๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห็นด้านในตะกร้าที่มีกำไลหินสีอยู่จำนวนหนึ่ง พะแพงไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้เลย แค่อยากช่วยซื้อของแล้วให้ยายจากไปก็เท่านั้น "งั้นยายเลือกให้หนูอันหนึ่งได้ไหมคะ" หยิบธนบัตรสีแดงเท่าราคาสินค้าออกมายื่นให้ทันทีก่อนจะตามด้วยรอยยิ้มใส กำไลหินสีเหลืองส้มถูกหยิบขึ้นมา มือเหี่ยวย่นยื่นสร้อยข้อมือเส้นนั้นมาตรงหน้าคนตัวเล็ก "โอ๊ะ! น่ารักจังเลย" คนแสร้งนั่งกินหมูกระทะอยู่เงยหน้าขึ้นมาเห็นสร้อยบนมือหญิงชราตรงหน้า ถือวิสาสะหยิบมันมาดูด้วยความสนใจ ทาบกับเรียวแขนตนเองแล้วก็เห็นว่าขับผิวให้ขาวผ่องขึ้นกว่าเดิม "แกชอบเหรอเตย ซื้อสิ" พะแพงได้ทีรีบยุยงเพื่อนตนเอง และทำท่าจะเก็บกระเป๋าลงที่ตักตามเดิม "ไม่ได้!!" น้ำเสียงแหบแห้งตวาดใส่ พร้อมกับส่งสายตาไม่พอใจมาที่คนถือสร้อยข้อมือหิน ใบเตยที่เห็นแม่ค้าหน้าไม่รับแขกก็หมดอารมณ์ซื้อ วางสร้อยข้อมือหินคืนใส่มือหญิงชรา แล้วเดินออกไปที่โซนของสดสมทบกับเพื่อน คงมิวายไปนินทาเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนอีกคนฟัง พะแพงรับสร้อยข้อมือมาถือพร้อมกับส่งยิ้มออกมา เธอสวมมันเข้ากับข้อมือข้างที่ไม่ได้สวมนาฬิกาทันที "โชคดีนะหนู มันเป็นของหนูแล้ว" เธอหาบตะกร้าหายออกไปจากร้านทันทีที่พูดจบ ไม่นานนักเพื่อนทั้งสองก็กลับมานั่งที่โต๊ะ พร้อมกับไอศกรีมสามถ้วย นั่นยิ่งแน่ชัดว่าพริมโรสทิ้งเธอให้เธอกับคุณยายนักขายลำพัง "พวกพึ่งพาไม่ได้" "เซ่อซ่าไปเรียกมาเองเหอะ" ใบเตยสวนกลับทันควัน "เมื่อกี้ทำหน้าอย่างกับจะกลืนฉันลงท้อง" หญิงสาวทำท่าขนลุกทันที่ที่พูดจบ จนพะแพงที่ได้ฟังถึงกับส่ายหน้า "เวอร์" กินไอติมๆ เลิกเถียงกันได้แล้ว" เป็นพริมโรสที่ห้ามศึกในครั้งนี้ "พวกแกจะไปภูทับเบิกวันอาทิตย์นี้ใช่ไหม" "คนเทเพื่อนไปเที่ยวกับผัวอย่างแกถามทำไม" แน่นอนว่าถูกใบเตยกระแนะกระแหนใส่ทันที "จะอะไรล่ะ ก็โกหกที่บ้านว่าไปเที่ยวกับเราน่ะสิ" คนตัวเล็กสำทับอย่างรู้ทัน เจ้าของรูปร่างเซ็กซีกลั้วะหัวเราะออกมา คราวนี้เป็นเธอเองที่ถูกเพื่อนรุมทึ้ง "สาระแนนักนะเตย อยากจะฟ้องพระบิดาแกจริงๆ" "อย่าเอาพ่อมาขู่ซี้~" บึนปากคว่ำใส่เพื่อนอย่างหงุดหงิด ตักไอศกรีมวานิลลาเข้าปากหนึ่งคำ "ไปอาทิตย์นี้ ขึ้นเครื่องสิบเอ็ดโมง" "ดูแลกันดีๆ นะ อย่าแยกไปเที่ยวคนเดียว" พูดกับเพื่อนอย่างเป็นห่วง "รู้แล้วววว~ เดี๋ยวใบเตยดูแลน้องพะแพงเองค่ะ" "แกน่าห่วงสุดเลยเหอะ" สิ้นคำพูดของพริมโรส พะแพงก็หัวเราะออกมา และหันมาสนใจถ้วยไอศกรีมตนเอง ปล่อยให้อีกสองคนรบรากับอยู่อย่างนั้นกระทั่งถึงเวลาจ่ายเงิน "หนูๆ ดูดวงไหม" สามสาวที่เดินต่อแถวกันฝ่าฝูงชนในตลาดนัดหลังมหาวิทยาลัยชะงักฝีเท้าอย่างพร้อมเพรียงกัน พริมโรสที่เดินนำหน้าทำท่าจะก้าวเท้าเดินต่อ แต่กลับถูกเพื่อนตัวเล็กเจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบกระตุกแขนเรียกไว้อย่างน่าเอ็นดู แกจะดู?" พะแพงพยักหน้ารับ ยิ้มแหยให้เพื่อนอีกสองคนเมื่อทั้งคู่ทำสีหน้าระอาเต็มที ในบรรดาคนในกลุ่มมีเธอเท่านั้นที่ดูดวงเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ไม่ได้งมงาย แต่เชื่อว่ามันคือจิตวิทยารูปแบบหนึ่งที่ทำให้เธอมีความกล้ามากขึ้น ไพ่สามใบถูกเปิดออกพร้อมกันช้าๆ แต่แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการทำนายนิสัยของเจ้าของไพ่อย่างเจ้าอื่น กลับมองหน้าเธอแล้วเริ่มพูดอย่างแปลกประหลาดออกมา "บ้านรวยนี่นา อืม...หน้าบ้านมีน้ำพุด้วย ครอบครัวทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เหรอคะ" หมอดูที่คาดว่าอายุมากกว่าเธอสามถึงห้าปีทักออกมา พะแพงเบิกตาด้วยความตกใจ หันมองเพื่อนอีกสองคนที่นั่งประกบอยู่ ทั้งสามเบิกตาคุยกันไร้เสียงที่เข้าใจกันเพียงสามคน ก่อนที่พะแพงจะหันมาฟังต่ออย่างสนใจ "คุณพ่อมีปัญหาเรื่องสะโพกนะคะ ลองไปหาหมอที่โรงพยาบาลxxxดู ส่วนคุณแม่สุขภาพแข็งแรงดีค่ะ แหวนแต่งงานที่ทำหายตกอยู่ใต้เตียงนะคะ ด้านบนสุด ลองหาดู" ร่ายยาวคำพูดออกมาราวกับตาเห็น จนเจ้าของไพ่เองซูดปากด้วยความตื่นเต้น เรื่องบิดามารดาของเธอตรวจสอบไม่ยาก กลับบ้านค่อยถามเอาก็ได้ "มีอะไรอยากถามไหมคะ" นี่สิที่เธอรอคอย "หนูจะฝึกงานผ่านไหมคะ" เธอถามย่างใคร่รู้ เนื่องจากโรงพยาบาลเดิมที่ยื่นขอฝึกงานเกิดไฟไหม้กระทันหัน ทำให้นโยบายรับนักศึกษาบริหารธุรกิจเข้าศึกษางานบริหารภายในองค์กรต้องเลื่อนออกไป "แพง ถามแบบนี้หมายความว่าไง" พริมโรสถามเพื่อนขึ้นทันที "แกไปฝึกงานที่บ้านฉันนะ" "เออ ถ้าบ้านแกไม่มีพี่พัตเตอร์ ฉันก็คงไม่ถามหรอก!" เธอเอ่ยชื่อพี่ชายเพื่อนด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด พัตเตอร์เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนสมัยมัธยมของทั้งสามคน พะแพงที่เพิ่งเข้าโรงเรียนมาในช่วงมอสามเทอมที่สองเห็นเขาบ้างในบางครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ยินชื่อที่ประกาศเกียรติคุณหน้าเสาธงเสียมากกว่า นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก และสามารถสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ด้วยโควตานักเรียนดี เพอร์เฟกต์ด้วยการพ่วงตำแหน่งอดีตประธานนักเรียนสมัยอยู่ชั้นมอห้า "แกยังเรียกพี่แกว่าไม้บรรทัดเดินได้" พริมโรสไปต่อไม่ถูก เพราะพี่ชายเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ ขนาดเธอยังจอพ่อออกมาอยู่คอนโดเพราะเกรงกลัวพี่ชาย "ว่าไงคะ" เธอหันไปถามหมอดูต่อ "ผ่านน่ะผ่าน แต่จะมีอุปสรรคหลายอย่างให้จัดการก่อนนะ" อุปสรรคเดียวของเธอก็คือพี่พัตเตอร์ คนตัวเล็กคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา "แล้วหนูจะผ่านอุปสรรคนี้ยังไงคะ" "จริงใจ เปิดใจ และรับฟัง" คำชี้แนะที่ดูไม่เป็นประโยชน์เท่าไหร่ทำให้เธอหมดอารมณ์จะดูต่อ เหลือบตามองราคาที่แปะอยู่ขันเงินบนโต๊ะก็พบว่าราคาห้าสิบเก้าบาท พะแพงหยิบธนบัตรสีแดงหย่อนใส่ขัน และเตรียมกล่าวลาออกจากตรงนี้ แต่หมอดูกลับทำท่าเอียงตัวไปด้านซ้ายของตนเอง ราวกับกำลังฟังใครบางคนคุยข้างหู ก่อนจะเก็บไพ่แล้วสับตัด หยิบออกมาหนึ่งใบ "หนูกำลังจะตายนะ..." "คะ? / ฮะ!!?" ทั้งสามโพล่งออกมาพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย •❣•୨୧┈┈┈୨୧•❣•
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD