ตอนที่ 2 - แข็งกระด้างสิ้นดี (2/2)

1673 Words
เวลา 12.45 น. หลังจากการันต์ประชุมช่วงเช้าและกินข้าวเที่ยงเรียบร้อยแล้ว คิวต่อไปคือประชุมกับหัวหน้าทีมสิงคโปร์ตามที่พ่อของเขาขอเอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าเลขาเขาจะยังไม่กลับมาจากภารกิจแรกที่มอบหมายไป การันต์รู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย เพราะนี่ก็ใกล้จะถึงเวลาประชุมสำคัญแล้ว แต่เสื้อสูทยังมาไม่ถึงมือเขา และเมื่อยกนาฬิกาเรือนหรูตรงข้อมือขึ้นมาดูอีกครั้ง ตอนนี้เป็นเวลา 12.56 น. เขารอเลขาคนใหม่ต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจช่างแม่งกับเรื่องสูท เพราะไม่อยากเข้าประชุมสาย ไม่อยากให้ทุกคนรอ ทุกวินาทีสำหรับเขามันมีค่าเสมอ การันต์ตัดสินใจเดินฉับออกจากห้องทำงานของตัวเอง ไปยังห้องประชุมใหญ่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของชั้น แต่ทันใดนั้นเอง... “คุณการันต์ค้า~ สูทมาแล้วค่ะ” คนถูกเรียกหันกลับไปมองยังต้นเสียง เลขาของเขาวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากลิฟต์ รูดซิปถุงสูท พลันดึงเอาเสื้อสูทตัวสวยที่หอมฉุยตัวเดิมออกมาถือไว้ ขยับจัดแจงท่าทาง เพื่อให้เจ้านายสอดแขนเข้าไปใส่ได้ง่ายขึ้น เส้นยาแดงผ่าแปดจริงๆ เมื่อการันต์ใส่สูทและจัดแจงทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว เขาจึงหันมาพูดกับคนตรงหน้า “คุณนารา เดี๋ยวคุณไปประชุมกับผม จดบันทึกการประชุมให้ด้วย งานง่ายๆ แค่นี้ หวังว่าคุณจะทำได้นะ” การันต์ไม่แน่ใจเท่าไร ว่าเลขาคนใหม่ของเขาจะทำงานที่ได้รับมอบหมายออกมาได้ดีไหม เพราะจากครึ่งวันเช้าที่ผ่านมา นาราทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดได้ตลอดเวลา แม้แต่ช่วงเช้าที่ประชุมกับฝ่ายออกแบบ เขาแทบไม่มีสมาธิในการประชุมเลย หน้าของเลขาคนใหม่ลอยเข้ามาในความคิด จนทำให้เขาฟังเด็กๆ ในฝ่ายออกแบบพรีเซนต์งานแทบไม่รู้เรื่อง ถ้าเขาเป็นผู้หญิงก็พอจะเดาได้ว่า อาจจะเป็นเพราะช่วงวันนั้นของเดือน แต่นี่เขาเป็นผู้ชายไง เขาเลยรู้สึกงงๆ กับตัวเอง ที่ก็ไม่เคยจะเป็นอย่างนี้มาก่อน ถึงจะโกรธใครขนาดไหน ในทุกๆ ครั้งเขาก็สามารถดึงสติกลับมาทำงานต่อได้เสมอ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแน่ ภาพยัยเลขาคนใหม่ถึงติดอยู่ในหัวจนเอาไม่ออก แถมยังมีอิทธิพลต่อตัวเขาได้มากขนาดนี้ ตัดภาพมาที่ห้องประชุม นาราเปิดประตูให้การันต์เดินเข้าไปก่อน และตัวเองเดินตามหลัง คนเป็นเจ้านายเดินไปนั่งที่เก้าอี้ใหญ่หัวโต๊ะ ส่วนตัวเขานั่งอยู่ที่เก้าอี้เสริมรอบนอก ก่อนหยิบสมุดออกมาเตรียมจดบันทึกการประชุมตามที่ได้รับมอบหมาย ณ ตอนนี้ มิสเตอร์ ‘เบนจามิน เฉิน’ ผู้บริหารสาขาสิงคโปร์ และพนักงานคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมานั่งรอการันต์เรียบร้อยแล้ว คนหัวโต๊ะกล่าวทักทายทุกคนในห้องประชุม ก่อนที่เบนจามินจะเอ่ยปากแนะนำพาร์ทเนอร์ธุรกิจคนใหม่จากจีนให้การันต์รู้จัก ‘ลิ่วหยาง’ นักธุรกิจคนดังของเอเชียที่ตอนนี้บริษัทไหนๆ ก็อยากจีบให้เขามาเป็นคู่ค้าหรือหุ้นส่วนธุรกิจ เพราะเขาถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการสื่อคนหนึ่งของจีน ลิ่วหยางเป็นชายวัยกลางคนค่อนไปทางสูงอายุที่ดูเพอร์เฟกต์สมบูรณ์แบบ ขาดอยู่อย่างเดียวคือ พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น ดังนั้นในห้องประชุมจึงมีแต่เบนจามินที่สื่อสารกับลิ่วหยางเป็นภาษาจีนได้เพียงคนเดียว และยังเป็นล่ามจำเป็นที่คอยแปลสิ่งที่ลิ่วหยางพูดออกมา เปลี่ยนภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษให้ทุกคนเข้าใจ การประชุมครั้งนี้ดำเนินไปอย่างราบเรียบ พนักงานแต่ละคนผลัดเปลี่ยนกันออกมาพรีเซนต์แต่ละส่วนของโปรเจกต์ จนกระทั่งถึงพาร์ทต่อรองเรื่องราคาของโปรเจกต์นี้ เบนจามินหันไปคุยกับลิ่วหยางสักพัก การันต์สังเกตเห็นลิ่วหยางทำคิ้วขมวด สีหน้าแสดงความงุนงงเล็กน้อยพลางใช้ความคิด ก่อนที่เบนจามินจะพูดอะไรบางอย่างออกไป และสุดท้ายเบนจามินก็แจ้งราคา พร้อมทั้งยื่นเอกสารใบเสนอราคาและรายละเอียดงานทั้งหมดให้กับการันต์ เพื่อให้นำกลับไปพิจารณา ..... การประชุมในวันนี้ผ่านพ้นและเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี การันต์กลับมาทำงานต่อที่ห้องทำงานของเขา เพื่อเตรียมโปรเจกต์สำหรับสาขาที่กำลังจะเปิดใหม่ในเยอรมนี ก๊อก ก๊อก ก๊อก... “เข้ามา” เสียงคนในห้องตอบรับ เลขาคนใหม่ของเขาจึงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ดูกังวลจนผิดสังเกต “มีอะไรรึเปล่า” “เอ่อ คุณการันต์คะ จากที่ประชุมเมื่อกี้ ดิฉันมีเรื่องจะเรียนให้ทราบ เรื่องราคาที่คุณลิ่วหยางเสนอมา คือ...” นาราตะกุกตะกักไม่กล้าพูดต่อ “เอ้า...มีอะไรก็รีบๆ พูดมาสิ มัวแต่อมพะนำอยู่นั่นแหละ นี่คุณจะทำให้ผมหงุดหงิดตลอดทั้งวันเลยหรือไง” การันต์ตอบกลับด้วยหน้าตาที่ดูผ่อนคลายขึ้นกว่าตอนเช้า แต่ก็ยังคงน้ำเสียงที่ฟังดูดุดันเช่นเดิม “คือ...จริงๆ คุณลิ่วหยางเสนอราคามาห้าสิบล้านบาทถ้วน แต่ในเอกสารที่คุณเบนจามินให้มา มันเป็นราคาหกสิบล้านบาทค่ะ เมื่อครู่ดิฉันโทรไปยืนยันตัวเลขกับเลขาคุณเบนจามินแล้ว ทางโน้นก็ยืนยันมาที่ราคาหกสิบล้านบาท” นาราพูดพร้อมยื่นเอกสารที่ได้รับมาเมื่อตอนประชุมให้กับการันต์ดู “แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าลิ่วหยางเสนอมาห้าสิบล้าน” “ดิฉันพูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาจีนได้ค่ะ เอ่อ...ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ นะคะ ดิฉันว่าคุณเบนจามินกำลังโกงบริษัทอยู่แน่ๆ เลย มันดูแปลกๆ ชอบกล แต่ถ้าไม่ใช่ ดิฉันก็ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันอาจคิดเองเออเอง” นาราตอบคำถามการันต์อย่างระมัดระวังคำพูด “อืม...ผมรู้” “ฮะ! คุณรู้ได้ยังไง ไหนคุณบอกว่าไม่รู้ภาษาจีนไงคะ” นาราทำท่าตกใจเชิงฉงนเล็กน้อย “ผมพอจะระแคะระคายเรื่องที่เขาโกงบริษัทมาสักพักละ...ยังไงเรื่องนี้ก็ขอบใจคุณมากที่มาเตือน” การันต์ทำหน้านิ่งเรียบเหมือนจะใช้ความคิด ก่อนบอกให้นาราออกไปทำงานของตัวเองต่อ “อ้อ...คุณนารา เรื่องที่คุณรู้ภาษาจีน อย่าเพิ่งไปบอกใครนะ รวมถึงเรื่องเบนจามินด้วย ช่วยเก็บไว้เป็นความลับก่อน” การันต์พูดตามหลัง ก่อนที่นาราจะหันกลับมาโค้งรับและเดินออกไป การันต์ขมวดคิ้ว มือกุมขมับใช้ความคิด เขากำลังคิดว่าจะจัดการกับเบนจามินอย่างไรดี เพราะเบนจามินถือเป็นคนเก่าคนแก่ของบริษัท แต่เขายังไม่อยากเอาเรื่องนี้ไปบอกกับพ่อและแม่ของเขา การันต์ทำงานไปพลาง ขบคิดเรื่องนี้ไปพลาง รู้ตัวอีกที เขาก็หาวหวอดใหญ่ซะแล้ว ด้วยความเย็นเฉียบของแอร์ในห้อง รวมถึงความล้าจากการประชุมทั้งเช้าและบ่าย จึงทำให้เขารู้สึกง่วงขึ้นมาเสียอย่างนั้น และเมื่อต้านทานต่อความง่วงไม่ไหว การันต์ลุกจากเก้าอี้ทำงาน เปลี่ยนไปนอนเหยียดยาวบนโซฟาที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้องแทน และไม่นานจากนั้นเขาก็ผล็อยหลับไป ส่วนคนหน้าห้อง หลังจากยืดแขนบิดขี้เกียจไปมา ก็ก้มมองดูนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้คือเวลาหนึ่งทุ่ม ถึงเวลาที่เธอจะต้องกลับบ้านแล้ว หลังจากเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน นาราเดินไปเคาะประตู เพื่อจะเข้าไปถามเจ้านายว่ายังมีอะไรจะให้เธอทำอีกไหม แต่เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากคนด้านใน เธอจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามา เห็นการันต์นอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟา เธอไม่กล้าเข้าไปปลุกการันต์ในตอนนี้ และคิดว่าสักพักการันต์คงจะตื่นและกลับบ้านไปเอง แต่ด้วยความเป็นเลขา นาราเลยเขียนโน้ตใส่กระดาษแปะทิ้งไว้ตรงหน้าจอแล็ปท็อปของเจ้าของห้อง ‘คุณการันต์คะ ดิฉันเข้ามาเห็นคุณหลับอยู่ ไม่อยากปลุก วันนี้ดิฉันกลับก่อนนะคะ...นารา’ สองทุ่มกว่าๆ ตามเวลาของประเทศไทย นาราขับรถคันเก่ากลับถึงที่บ้าน ทำกิจวัตรเหมือนเดิมที่คุ้นเคย กินข้าวกับแม่ ช่วยเก็บจาน ล้างจาน หลังจากนั้นก็ขึ้นไปอาบน้ำให้สดชื่น แล้วจึงนั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องนอน เปิดแล็ปท็อป และหยิบกระเป๋าเอกสารขึ้นมาตรวจเช็กเพื่อทำสรุปการประชุมให้กับผู้บริหาร แต่เอ๊ะ! เอกสารไม่อยู่ในกระเป๋า หาสองสามรอบก็ไม่เจอ เธอนั่งนึกอยู่นาน จนสุดท้ายก็จำได้ว่าเอกสารนั่นอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่บริษัทนี่นา “นาราเอ๊ย...ทำไมแกขี้ลืมแบบนี้วะ!!” นาราสบถกับตัวเอง พลางทำมือมะเหงกเขกหัวตัวเองไปหลายที เธอเหลือบมองนาฬิกา คิดในใจว่าต้องกลับไปเอาเอกสารที่บริษัท ยังไงก็ต้องกลับไป เพราะงานนี้เป็นงานแรกที่เธอต้องรับผิดชอบ เธอไม่อยากพลาดกับเรื่องโง่ๆ แบบนี้ หญิงสาวลุกจากเก้าอี้ เดินไปเปลี่ยนชุดจากชุดนอนเป็นกางเกงวอร์มกับเสื้อยืดตัวหลวมๆ ใส่สบายๆ เธอคิดว่าตอนนี้ที่บริษัทคงไม่มีคนแล้ว ถ้าจะมีก็คงมีแต่พี่ๆ พนักงานรักษาความปลอดภัยเท่านั้น นาราไม่รอช้า วิ่งลงไปชั้นล่าง หยิบกุญแจรถ ตะโกนบอกแม่ไปสองสามประโยค แล้วรีบออกเดินทางไปยังบริษัท ตามคาด...ไฟทุกชั้นดับเกือบหมด จะเหลือก็แต่พนักงานบางคนบางแผนก ที่ยังคงนั่งทำงานที่ค้างไว้ในชั้นที่มีไฟเปิดอยู่ ให้มันได้แบบนี้สิยัยนารา เธอเบื่อความขี้ลืมของตัวเองเสียจริงๆ ทำไมถึงสะเพร่าได้ขนาดนี้นะ!! โปรดติดตามตอนต่อไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD