ตอนที่ 3 - นอนกกในอ้อมกอด (2/2)

1661 Words
เมื่อขึ้นมาในรถ ทั้งสองอยู่ภายใต้ความเงียบสงัด โดยเฉพาะคุณเลขาที่ตอนนี้รู้สึกอึดอัดเสียเต็มประดา จึงต้องเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา เพื่อกลบความเงียบงันที่เกิดขึ้น “คุณการันต์ บ้านดิฉันอยู่แถวฝั่งธนฯ มันไกล เอ่อ...คุณการันต์จอดตรงนี้ก็ได้ เดี๋ยวดิฉันนั่งแท็กซี่กลับเองดีกว่าค่ะ” การันต์ไม่พูดอะไร เขาเหลือบมองนารา รู้ว่าอีกคนอึดอัด เขาจึงใช้นิ้วโป้งกดเปิดเพลงจากปุ่มตรงพวงมาลัยเพื่อทำลายความเงียบ พร้อมกับเร่งเสียงเพลงให้ดังขึ้น การันต์ขับต่อไปเรื่อยๆ ตามถนนเส้นที่เขาคุ้นเคย แต่นาราเริ่มแปลกใจ เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางกลับบ้านของเธอ แต่เป็นเส้นทางที่จะไปอีกฟากฝั่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ต่างหากล่ะ “เอ่อ...เรากำลังจะไปไหนกันคะ นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านของดิฉันนะคะคุณการันต์” เลขาคนใหม่รวบรวมความกล้าแย้งขึ้นมา “อือ” คนเป็นเจ้านายตอบกลับไปแบบห้วนๆ นารายังคงงงกับเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย หันซ้ายหันขวา ทำตาล่อกแล่ก แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรไปมากกว่านี้ เลยต้องจำใจนิ่งเงียบไปตลอดทาง จนรถเลี้ยวเข้ามายังบ้านหลังหนึ่ง แต่อย่าเรียกว่าบ้านเลย เรียกคฤหาสน์ดีกว่าเหอะ! เลขาสาวรู้สึกตื่นเต้นระคนแปลกใจที่ทำไมคนข้างๆ ถึงพาเธอมาในที่แบบนี้ “วันนี้คุณนอนที่นี่แหละ เดี๋ยวให้คนเตรียมห้องไว้ให้” “จะดีเหรอคะ แต่...” “ไม่มีแต่! ผมสั่ง คุณก็แค่ทำตาม!” คนข้างๆ พูดขึ้น ก่อนเสไปมองอีกทาง แม้แต่การันต์เอง เขาก็ยังไม่รู้เหตุผล ที่ทำไมตัวเองต้องพายัยเลขาสุดเปิ่นคนนี้กลับบ้านมาด้วย แทนที่จะส่งขึ้นแท็กซี่หรืออย่างน้อยก็ส่งลงตรงสถานีรถไฟฟ้า “อ๋อ...ค่ะๆๆ” นาราพยักหน้ารับงงๆ ถึงแม้เธอจะไม่เข้าใจถึงเหตุผลของการันต์เท่าไร แต่ช่างเหอะ! ชื่อเสียงตำแหน่งอะไรก็ใหญ่โต เขาคงไม่คิดสั้นลวงเอาเธอมาข่มขืนหรือมาฆ่าหรอกมั้ง ตอนนี้นาราเริ่มไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเวลาห้าทุ่มคือเวลานอนของเธอ และเจ้าตัวเองก็หาวหวอดใหญ่ไปหลายทีจนน้ำหูน้ำตาไหล จะว่านาราเป็นคนอนามัยจัดก็ว่าได้ แล้วนี่มันก็เลยเวลานอนของเธอมาสักพักแล้ว ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำร่างกายและจิตใจ นาราหาวอีกสองสามที ก่อนเดินคอตกหลังงุ้มตามการันต์เข้าไปในบ้าน แต่เมื่อก้าวเข้ามา เธอก็ต้องชะงัก และรู้สึกตื่นตะลึงในความสวยงามใหญ่โตของมัน จากที่เธอเห็น บ้านหลังนี้โครงสร้างเป็นแบบโมเดิร์นทันสมัย แต่ตกแต่งไว้อย่างอบอุ่นไม่แข็งกระด้าง เมื่อการันต์เห็น ‘พี่จอย’ แม่บ้านคนสนิทเดินออกมารับ เขาจึงบอกให้เธอพานาราไปพักที่ห้องนอนแขก ก่อนหันหลังมาบอกนาราให้ลงมาเจอกันที่ห้องอาหารตอนเช้าก่อนเจ็ดโมงครึ่ง ส่วนตัวเขาเดินมุ่งหน้าขึ้นชั้นสองเพื่อเข้าห้องทำงาน เคลียร์เอกสารที่ทำค้างไว้ “คุณนาราคะ เดี๋ยวเราเดินขึ้นไปชั้นสอง เดินตามโถงทางเดินไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาสองที ก็จะเจอห้องนอนแขกนะคะ เดินตามจอยมาเลยค่ะ” พี่แม่บ้านบอกนารา ก่อนยิ้มให้และเดินนำเธอไป “เอ่อ...คุณแม่บ้านจอยคะ นาราว่านาราไปเองได้ค่ะ ไม่ต้องไปส่งหรอก ดึกแล้วคุณแม่บ้านจอยไปนอนเถอะค่ะ” “เอ่อ...เอางั้นเหรอคะ” “ค่ะ” “งั้นฝันดีนะคะคุณนารา” นาราพยักหน้ารับและยิ้มกว้างให้ หูเธอตอนนี้รับรู้เสียง แต่สติแทบไม่มี เพราะตายังจดจ้องอยู่กับความอลังการของบ้าน เธอเดินขึ้นชั้นสอง เดินผ่านโถงยาวไปตามทางที่แม่บ้านคนเมื่อครู่บอก เมื่อเจอห้องที่ว่า หญิงสาวเปิดประตูเข้าไป พลันไฟในห้องก็เปิดขึ้นมาอัตโนมัติด้วยเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เล่นเอาเธอสะดุ้งโหยง และเมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องห้องนี้ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามลงตัว ห้องถูกแยกโซนเป็นส่วนนั่งเล่น ส่วนห้องนอน และส่วนห้องน้ำอย่างเป็นสัดส่วนลงตัว นาราวางกระเป๋าเอกสารลงบนโซฟา เธอง่วงเกินกว่าจะเดินสำรวจห้องนี้แล้ว นาราเดินตรงไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ ไฟโซนนี้ไม่ได้เป็นแบบเซนเซอร์ เธอจึงหยิบมือถือส่องไปตามทาง เพราะขี้เกียจเดินตามหาสวิตช์ไฟ ก่อนจะเดินอ้อมมาฝั่งขวาของเตียง นั่งลงและพิมพ์ข้อความในไลน์บอกแม่ว่า คืนนี้จะไม่กลับบ้าน แม้จะไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับว่าอ่านแล้ว แต่เชื่อว่าเช้ามาแม่จะเห็นข้อความนี้ แม่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเตรียมกับข้าวไว้ให้ หลังจากปิดแอปพลิเคชันสีเขียวนั่นลง เธอก็ตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือต่อ พลันกระโจนลงบนเตียงนุ่ม ซุกตัวลงในผ้าห่ม ไม่ถึงนาที...นาราก็ผล็อยหลับไป | การันต์ | “เฮ้อ...เสร็จซะที” ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง ปิดคอม ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจพร้อมกับหาวหวอดใหญ่ ก่อนเดินออกจากห้องทำงานเพื่อไปยังห้องนอน แกร๊ก...แอ๊ด!! ประตูห้องนอนถูกเปิดออก ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปยังส่วน walk-in closet ที่เชื่อมต่อกับห้องน้ำ มือดึงเนกไทพลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ต ถอดกางเกงและอันเดอร์แวร์ปาลงในตะกร้า แล้วเดินเข้าไปยังห้องน้ำ น้ำอุ่นถูกเปิดลงอ่าง ระหว่างรอให้น้ำเต็ม ผมกดรีโมทเปิดเพลงบรรเลงคลอเบาๆ น้ำอุ่นช่วยขับไล่ความเมื่อยล้าของผมไปได้เสมอ เมื่ออาบน้ำเสร็จ ผมหยิบพาเช็ดตัวที่พับเรียบร้อยอยู่บนชั้นออกมาเช็ดร่างกายจนแห้ง จากนั้นก็เดินออกมา เปิดลิ้นชักหยิบเอาบ็อกเซอร์สีเทาตัวจิ๋วขึ้นมาใส่ นี่เป็นชุดนอนของผม เวลานอนผมชอบใส่แค่นี้ เพราะมันสบายตัวมากๆ จากนั้นก็ทาครีม ทาโลชั่นต่อเหมือนเช่นทุกที เสร็จจากการดูแลตัวเอง ก็เดินเข้าไปยังโซนห้องนอนอย่างคุ้นเคย และไม่นานนัก ไฟส่วนห้องน้ำก็ปิดลง ผมเดินไปที่เตียงด้วยความเคยชินแม้จะอยู่ในความมืด เมื่อถึงเตียง ก็ล้มตัวลงบนเตียงฝั่งซ้าย ที่ที่ผมนอนเป็นประจำ ซุกตัวลงไปในผ้าห่มผืนนุ่มผืนเดิม ความมืดช่วยทำให้รู้สึกง่วงแบบเต็มที่ ผมเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ จนกระทั่งรู้สึกเหมือนมีอะไรมาก่ายตัวผม ทำให้ผมต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก! เชี่ย...ผีเหรอวะ! นี่กูถูกผีอำเหรอวะ! ผมคิดในใจ สักพัก...ผมก็รู้สึกเหมือนมีลมเบาๆ พัดผ่านมาปะทะท้ายทอยเป็นจังหวะ มันรู้สึกหวิวๆ เสียวซ่านอย่างบอกไม่ถูก จนทำให้ขนผมลุกซู่ทั้งตัว ผมไม่ไหวแล้วครับ!! เลยตัดสินใจลืมตาขึ้นมา รวบรวมความกล้า หันกลับไปยังต้นตอของลมแผ่วเบานั้น เชี่ย!! ผมร้องในใจดังมาก สายตาที่พอจะชินกับความมืด กอปรกับแสงไฟจากสนามที่ลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ส่องให้เห็นใบหน้าขาวเนียน คิ้วโก่งสวย เปลือกตาที่ปิดสนิท จมูกอันเล็กที่โด่งเป็นสันได้รูป กับปากสีชมพูอวบอิ่มที่เผยอขึ้นเบาๆ ถึงผมจะตกใจแต่ก็ยังคุมสติไว้ได้ ตอนนี้ผมรู้สึกงุนงงมากกว่า ที่ทำไมคุณเลขาคนใหม่ของผมถึงมานอนตรงนี้ได้! แต่แปลกที่ตอนนี้สายตาของผมจ้องมองใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา แปลกที่ตอนนี้หัวใจของผมมันเริ่มเต้นเร็วและแรงแทบจะทะลุออกมา และแปลกที่ตอนนี้ผมเริ่มที่จะห้ามใจตัวเองไม่อยู่ แต่ด้วยสติที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ผมจึงทำได้เพียงเอื้อมมือไปกอดตอบ สักพักคนตรงหน้าก็มุดหน้าหวานๆ ของเธอเข้ามาซบที่อกหนาของผม พร้อมกระชับกอดผมแน่นภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ที่เราทั้งคู่ซุกตัวอยู่ คงเป็นเพราะแอร์ที่เย็นฉ่ำกระทบผิวขาวเนียนนั่น เลยทำให้ต้องหาที่อบอุ่นซุกกาย ตอนนี้ลมหายใจของคุณเลขากำลังรวยรดอยู่ใกล้กับตุ่มไตยอดอกของผมเอามากๆ ทำให้ตอนนี้มันตั้งแข็งชูชันขึ้นมา ไม่ต่างจากการันต์น้อยของผมที่กำลังแข็งขืนอยู่ภายในบ็อกเซอร์ตัวจิ๋วนั่นเช่นกัน และตอนนี้ส่วนหัวของมันก็เริ่มโผล่ออกจากขอบกางเกงมาสัมผัสอากาศภายนอกแล้ว ผมไม่เข้าใจ ทำไมร่างกายผมถึงตอบสนองแบบนี้กับคนตรงหน้า คนที่เพิ่งจะมาเป็นเลขาผม คนที่เจอกันแค่วันเดียว และเป็นคนที่ทำให้ผมหงุดหงิดใจได้ทั้งวัน! ทำไมกันนะ ทำไมถึงทำให้หัวใจและร่างกายผมสั่นไหวได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่คนในอ้อมกอดนี่ไม่ใช่ผู้หญิงในสเป็กผมเลยด้วยซ้ำ แล้วความรู้สึกนี้มันมาจากไหนกันแน่ ตอนนี้ผมคงทำอะไรต่อไปไม่ได้แล้ว นอกจากกอดคนตรงหน้าไว้ ก้มลงเอาจมูกโด่งซุกไซ้ดอมดมกลุ่มผมหอมนุ่มของเธอ แล้วค่อยๆ ฝืนหลับตาลง ก่อนที่อะไรๆ มันจะถลำลึกไปมากกว่านี้ “ฝันดีนะครับ” ผมพึมพำเบาๆ และอ้อนวอนต่อพระเจ้า ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมผ่านพ้นคืนนี้ไปให้ได้ก็พอ... โปรดติดตามตอนต่อไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD