เมื่อมาถึงร้านอาหารที่ฉันชอบกินแต่คนเต็ม แต่ทว่าพี่สกายเป็นหุ้นส่วนของร้านนี้ จึงมีที่นั่งพิเศษและไม่ต้องรอต่อคิวเหมือนคนอื่น ๆ ฉันถึงกับอิจฉาคนข้างกายเขาที่ได้กินอาหารอร่อย ๆ ตลอด
“ยังชอบเหมือนเดิมหรือเปล่าเราอะ”
พี่สกายส่งสายตาพร้อมกับยิงคำถามที่ฉันไม่มั่นใจว่าหมายถึงอาหารหรือว่าอะไรกันแน่ แต่หากถามว่าชอบคนเดิมไหมอันนี้ยังคงตอบได้เต็มปากว่าชอบ
แต่ชอบเหมือนเดิมไหม...ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่
แต่ต่อให้ชอบยังไงคงมีสิทธิ์ได้แค่มองสินะ ในจังหวะที่ระหว่างเราสองคนสบประสานสายตากันนั้น แฟนสาวของเขาก็รีบซบไหล่พลางยิ้มให้ แต่เป็นยิ้มที่ดูถูกส่งมาราวกับว่าต่อให้อยากได้เขาแค่ไหนก็ไม่เลือกหล่อน
“ก็ไม่ค่อยชอบเหมือนเดิมแล้วค่ะ อยากลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง” ฉันตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใสให้พี่สกาย เพราะต่อให้เราไม่ได้เป็นแฟนกันก็ยังเป็นคนที่หวังดีให้กันเสมอ
“แต่ถ้าอยากมากินเหมือนเดิมก็เดินมาบอกชื่อพี่ได้เลยนะครับ ไม่ต้องรอคิว”
ฉันเลิกหัวคิ้วนิด ๆ คล้ายกับไม่เข้าใจสิ่งที่พี่สกายกำลังสื่อ แต่ทว่าคนข้าง ๆ ฉันตอบโต้กลับด้วยคำพูดคล้ายจะกดข่มอีกฝ่าย
“ไม่รบกวนคุณหรอกครับ อันที่จริงห้างเปิดใหม่ที่ถัดจากนี้ไปเป็นของที่บ้านผม ที่นั่นมีอาหารทุกอย่างให้เลือก หากโมจิอยากกินอะไรเดี๋ยวผมจะพาไปเองครับ”
คำพูดนั้นดูเหมือนทำให้พี่สกายนัยน์ตาไหววูบเล็ก ๆ นะหรือฉันตาฝาดไป แต่ทว่ายายนอแรดดูเหมือนจะอิจฉาจนออกนอกหน้าไปนิด ว่าผู้ใหม่ของฉันน่ะรวย
“ตายจริงโมจิตกถังข้าวสารเหรอเนี่ย ยินดีด้วยนะคะ”
ยินดีแต่ปากน่ะสิ สีหน้าท่าทางไม่ได้ยินดีด้วยเลยสักนิด ฉันคิดว่ามีแค่วงการบันเทิงเท่านั้นที่แสดงเก่ง แต่คนตรงหน้าก็เก่งไม่แพ้ดาราเลยนะ
ฉันยกยิ้มนิด ๆ ก่อนจะเอ่ยบางคำขึ้น
“ขอบคุณค่ะ...แต่โมจิไม่จำเป็นต้องคบคนรวยหรอกค่ะ ที่จริงที่บ้านโมจิก็ไม่ได้ขาดเงินอะไรหรอก อีกอย่างตอนรู้จักพี่เขา...” ฉันส่งสายตาหยาดเยิ้มไปให้คนข้าง ๆ ก่อนจะแทรกเรียวนิ้วเข้าไปประกบมือจนแนบสนิทกับเขาแล้วพูดต่อ
“พี่เขาก็ไม่ได้อวดรวยด้วยค่ะ” แต่อวดอีกอย่างที่สะกดเหมือนกันที่พยัญชนะข้างหน้าเป็น ค.
และแน่นอนคำนั้นฉันเก็บเอาไว้ในใจ ไม่พูดออกมาหรอกเดี๋ยวจะอับอายเสียเปล่า ๆ
ฉันเห็นว่ายายนอร่าเสียหน้านิด ๆ ที่ฉันตอบกลับอย่างเจ็บแสบ แต่ช่วยไม่ได้อยากมาดูถูกฉันก่อน หล่อนคงลืมหรือเปล่าว่าฉันน่ะที่บ้านมีธุรกิจอสังหาฯ และเรียนจบไปคงไม่พ้นรับมรดกจากที่บ้านหลังจากหาประสบการณ์สักพัก
แล้วก็พี่สกายที่ฉันชอบเขาก็ไม่ใช่ว่าเขารวย แต่เพราะเขาเป็นคนดีต่างหาก แต่นั่นแหละคนดีมักจะเป็นที่หมายตา
“ว้าว...โรแมนติกจังเลยนะคะ” ยายนั่นแสร้งพูดเหมือนชื่นชม แต่ประกายตาเต็มไปด้วยความร้อนแรงดังเปลวไฟของความริษยา แล้วคนข้าง ๆ ฉันก็ดันขยันยิ่งจุดไฟเพิ่มขึ้นอีก
“ครับผมคิดว่าน่าจะพรหมลิขิตครับ เพราะที่จริงบ้านผมก็ทำธุรกิจอสังหาฯเหมือนกัน แล้วบ้านน้องก็ทำเหมือนกันพวกเราเลยค่อนข้างเข้ากันได้ดีครับ คิดว่าหลังจากเรียนจบก็แพลนจะแต่งงานกัน”
ฉันหันขวับมองคนที่พูดเป็นตุเป็นตะ ทั้งที่เราเล่นละครตบตาอีกสองคนอยู่
แต่คำพูดนั้นทำให้แฟนของพี่สกายดูไม่ชอบใจนิด ๆ คล้ายกับเป็นโรคเห็นคนอื่นสมหวังไม่เป็น ชอบให้คนอื่นผิดหวังตัวเองจะมีความสุข
ฉันว่าหล่อนน่าจะขาดความอบอุ่น
พวกเราทานข้าวท่ามกลางสงครามทางสายตา พี่สกายมองพี่ปุณณ์ ส่วนนอร่ามองฉัน ต่างคนต่างใช้สายตามากกว่าคำพูด โดยเฉพาะฉันที่ด่าหล่อนผ่านสายตาไปเยอะ แม้ว่าจะอยากด่าด้วยปากก็เถอะ
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จฉันคิดจะแยกกันตรงหน้าห้างแต่ทว่าอีกคนดึงฉันเข้าไปที่ลานจอดรถ และก็พบว่าเป็นลานจอดรถวีไอพีที่พี่สกายก็จอดอยู่เหมือนกันแต่คนละโซน และโซนที่พี่ปุณณ์จอดอยู่ถึงก่อน สายตาของฉันมองไปยังรถที่อีกคนกึ่งลากกึ่งจูงมาต้องตะลึงเมื่อเห็นรุ่นรถปอร์เช่รุ่นนี้คือแพงระยับก่อนหันกลับมามองหน้าเขา และก็รู้ว่าอีกสองคนที่เดินตามมาก็มองด้วยเช่นกัน
“โมจิครับขึ้นรถครับ” อีกคนเปิดประตูให้แล้วฉันก็ขึ้นตามที่เขาบอก เมื่อเห็นว่ายายนอแรดนั่นมองมาไม่ปกปิดสายตาอิจฉาแม้แต่น้อยฉันก็เชิดหน้าขึ้นแล้วนั่งในรถคันนั้นอย่างไม่สนสายตาพี่สกายเลยสักนิด
บางทีฉันก็ควรจะปล่อยให้เขาไปตามทางของเขาได้แล้ว...เราสองคนไม่มีทางที่จะลงเอยกันได้แน่ ๆ ฉันมั่นใจเพราะพี่สกายดูชัดเจนจากท่าทาง และดูรักยายนอแรดนั่นยิ่งกว่าอะไร แม้ฉันจะมองออกว่ายายนั่นไม่ได้ชอบพี่เขาแต่ชอบเงินของเขาต่างหาก
แต่นางคงลืมสินะว่าพี่สกายไม่ได้รวยคนเดียวในโลกใบนี้
เมื่อรถออกมาจากห้างที่ใช้เวลาเกือบยี่สิบนาทีในการติดอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางความเงียบของเราทั้งคู่ แล้วอีกคนที่ทนไม่ไหวก่อนจึงเอ่ยถามขึ้น และดูเขาเหมือนจะระมัดระวังคำพูดกว่าเดิม
“โอเคไหม”
ฉันที่เหม่ออยู่ได้ยินแล้วก็ยังเหม่อเช่นเดิมก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ อันที่จริงก็ไม่รู้เหมือนกัน มันเป็นอารมณ์ที่บอกไม่ได้ชัด ๆ ว่ายังชอบยังรักเหมือนเดิมไหมนะ รู้แต่ว่าไม่ได้เจ็บปวดหรือหน่วงเหมือนเดิมแล้ว พานให้คิดว่าที่ผ่านมาตัวเองใช้อดีตทำร้ายตัวเองอยู่หรือเปล่า
“แต่เราดูไม่ค่อยโอเคนะ”
“ไหว”
ฉันตอบสั้นแต่ในใจก็ยังสับสนด้วยส่วนหนึ่ง และสิ่งที่ตอบได้ดีที่สุดคือ...เหล้า
“เอ้ย...ไหนบอกว่าโอเค แล้วหิ้วเหล้ามาขนาดนี้หมายความว่าไงวะ”
ฉันให้เขาแวะส่งฉันที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต บอกว่าจะซื้ออาหารแช่แข็งไว้บ้าง เผื่อไม่อยากออกไปไหนจะได้มีอะไรกิน ซึ่งฉันที่สกิลทำอาหารติดลบ ก็เลือกมาม่า ไข่ไก่ กับอาหารแช่แข็งประมาณสิบกล่องเผื่อเอาไว้ จากนั้นก็เป็นเหล้า ไวน์ เบียร์ โซจู แทบจะขนไปขายก็ว่าได้
“ไม่ได้กินวันนี้หมดหรอกน่า ขี้เกียจซื้อบ่อยเผื่อชวนเพื่อนมาปาร์ตี้” ฉันว่าตอบเขาแล้วก็หยิบพวกนมสดกับนมเปรี้ยวพร้อมดื่มอีกนิดหน่อยก็จ่ายเงิน โดยไม่ลืมหยิบขนมขบเคี้ยวไปด้วย
“แน่ใจนะ”
อีกคนที่ไม่ยอมไปสักทีวุ่นวายกับฉันอยู่นั่น ฉันเลยให้ทำหน้าที่เข็นรถเข็นเสียเลย แต่บรรยากาศของพวกเราเหมือนคู่รักที่มาจ่ายตลาดชอบกล อีกคนหยิบอีกคนเข็น แล้วตอนจ่ายเงินเขาก็จ่ายให้ด้วยอีก แต่ฉันถือว่านี่คือราคาง้อที่เขาต้องจ่ายให้ฉันก็แล้วกัน แน่นอนว่าค่าเหล้าไม่น้อยหรอก
“อื้อ...”
“อื้อคือ”
“กินแค่เมา...ไม่เมาก็ไม่เลิกกิน”
ใช่กินเหล้าก็ต้องเมาสิ เพราะกินให้เมา ส่วนอีกคนดูไม่ค่อยสบอารมณ์นักแต่ก็ห้ามฉันไม่ได้ และเขาเป็นคนที่ต้องช่วยฉันหิ้วของทั้งหมดขึ้นมาบนห้อง โชคดีที่คอนโดนี้มีรถเข็นเหมือนในห้องให้ใส่ของขึ้นไป ทำให้ไม่ต้องหิ้วหนัก ๆ
เมื่อถึงห้องฉันจึงต้องให้เขาเข้าห้องไปโดยปริยายเพราะว่าของพวกนี้ก็ไม่ใช่น้อย และฉันคิดว่าจะเคลียร์ของในตู้เย็นทิ้งด้วย บางอย่างมันหมดอายุไปแล้ว
แล้วเมื่อกวาดทุกอย่างที่กินไม่ได้ลงถังขยะ จากนั้นตู้เย็นก็เต็มไปด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สารพัดชนิด
“จิตใจจะกินเหล้าต่างข้าวว่างั้น”
ฉันไม่ได้ตอบเพียงยักไหล่นิด ๆ แล้วเข้าไปเปลี่ยนชุด คิดว่าเดี๋ยวเขาคงออกไปเอง แต่เมื่อเปลี่ยนชุดออกมากลับเห็นว่าอีกคนเปิดเน็ตฟลิกซ์ดูซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวน ทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า เขาไม่ไปดูที่ห้องเขาล่ะ
“ไม่กลับอีกหรือไง”
“ใช้เสร็จก็ถีบหัวส่ง” อีกคนที่นอนดูหนังแล้วหยิบถุงมันฝรั่งมาแกะกินไปด้วยมองค้อนมาทางฉัน คล้ายกับงอนที่ฉันไล่เขา
เดี๋ยวนะ...ท่าทางแบบนั้นคืออะไร...ทำไมต้องทำเหมือนเป็นคู่รักที่งอนกันไปงอนกันมาด้วย นี่ฉันเข้าใจอะไรผิดอยู่หรือเปล่านะ หรือเขาอินแค่ละครสั้น ๆ เนี่ยนะฉันว่าเขาน่าจะบ้าไปแล้ว
“ก็นี่ห้องฉัน”
“ก็จะกินเหล้าด้วย เพื่อนอยู่กับแฟน คนมันเหงานี่” น้ำเสียงกึ่งประชดและเจือด้วยความน้อยใจนี่มันอะไรกัน เหมือนโกรธเพื่อนแล้วมาลงกับฉัน
เหงา...แล้วเลือกมาอยู่กับฉันที่ไม่ได้เป็นอะไรด้วยนี่นะ ฉันหูฝาดหรือเขาสมองเลอะเลือนวะ แต่ว่าท่าทางเขาดูไม่ใช่คนที่ใช้คำว่าเหงาได้เลย แค่โพสต์เหงาในไอจีฉันเชื่อว่าคนอย่างเขามีสาว ๆ พร้อมเดินมาหาแน่ ๆ
“ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นหรอก แล้วนั่นใส่ชุดตั้งใจมายั่วหรือไง ไม่ใจง่ายหรอกนะบอกไว้ก่อน” อีกคนใช้สายตาเหลือบมองแล้วก็เสกลับไปมองทางทีวี เรียกความคันที่ส้นเท้าของฉันยุบยิบ
ฉันเท้าเอวทันทีที่ไอ้พี่ปุณณ์ว่าอย่างนั้น แถมดูสายตาที่มองมาพลางขมวดคิ้วมุ่นราวกับฉันเป็นพวกดาวยั่ว ซึ่งปกติอยู่ห้องฉันก็ไม่ใส่อะไรอยู่แล้ว บนร่างกายมีแค่ชั้นในปิดบนปิดล่างด้วยซ้ำ
“ก็ไม่ได้มายั่ว อยู่ในห้องก็ใส่แบบนี้”
“นี่ใช้คำว่าปกติ” อีกคนถามพลางลุกขึ้นนั่งมองเพ่งพิศพิจารณาฉันอีกรอบอย่างไม่เชื่อสายตา แต่ดูเหมือนสายตาเขาจะโลมเลียเกินไปจนอยากเอานิ้วจิ้ม
ทะลึ่งจริง ๆ
“จะว่าไม่ปกติก็ได้นะ” ฉันยกยิ้มเล็ก ๆ ตอบเขาแล้วโคลงศีรษะไปมา อิงสะโพกกับโซฟาเบดตัวที่เขานอนเล่นอยู่
“พี่ก็คิดเอาไว้แล้วผู้หญิงปกติที่ไหนเขาใส่กันแบบนี้”
ฉันกะพริบตาอย่างงุนงงกับคำพูดนั้น ก่อนจะก้มมองร่างกายตัวเองที่ในตอนนี้สวมเพียงชุดคล้ายชุดนอนสายเดี่ยวลูกไม้สีขาวสะอาด ผ้าเนื้อนิ่มบางเบาแนบผิวจนแทบจะกลืนไปกับเรือนกาย เสื้อตัวสั้นที่ปล่อยชายหลวม ๆ เว้าลงตามร่องอก เผยให้เห็นผิวเนียนตัดกับลูกไม้ที่ประดับขอบเสื้อยิ่งขับให้ดูเย้ายวนกว่าปกติ ขากางเกงก็สั้นจนปลายลูกไม้แตะเพียงโคนขา ผ้าพริ้วไหวทุกครั้งที่ฉันขยับตัว
ปลายเสื้อคลุมบางเบาที่สวมทับเพียงหลวม ๆ หล่นลงมาตรงหัวไหล่ เผยผิวเปลือยครึ่งซีกเหมือนตั้งใจยั่ว ทั้งที่จริงฉันแค่ขี้เกียจดึงขึ้นไปให้เรียบร้อย เครื่องประดับเล็ก ๆ อย่างสร้อยคอเส้นบางกับจี้วงกลมสีทองยิ่งทำให้ช่วงอกดูโดดเด่นขึ้น ทุกอย่างรวมกันจนภาพสะท้อนในสายตาเขาไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงที่จงใจแต่งตัวเพื่อปลุกเร้า ทั้งที่ฉันก็เพียงแต่ง “ปกติ” ตามที่พูดไปเมื่อครู่เท่านั้นเอง
แต่จากแววตาที่อีกฝ่ายใช้พิจารณา มันบอกได้ชัดว่าความ “คำว่าปกติ” ของฉัน กลับทำให้เขามองว่าเกินกว่าคำนี้ไปไกลมาก…ก่อนที่ฉันจะเอ่ยคำหนึ่งที่ทำให้อีกฝ่ายตะลึงไปกว่าเดิม
“ใช่ไม่ปกติหรอก” ฉันพูดจ้องตาส่งประกายตาเจ้าเล่ห์ไปให้จนอีกคนอึ้ง
“....”
“ปกติอยู่ห้องไม่ใส่อะไรเลย”
ฉันเห็นว่าอีกคนเอามือปิดจมูก พยายามหลบสายตาจากเรือนร่างฉันแล้วถู ๆ มือเช็ดจมูก แล้วฉันก็เห็นว่าเลือดกำเดาของเขากำลังไหล