เจ็บฉิบหาย!
ผู้กองปานตะวันพูดขนาดนั้นทำไมไม่เอายาเบื่อหนูกรอกปากจุ๋มจิ๋มให้มันตาย ๆ ไปเสีย มื้อเย็นที่ได้กลับมาทานร่วมครอบครัวเสี่ยสิบเพชรพรรณรายณ์ก็เล่นเอามันกล้ำกลืนจนอยากจะร้องไห้ออกมา
ไม่ได้สนใจแม้กระทั่งบนโต๊ะอาหารจะมีใครนั่งร่วมอยู่บ้าง ภรรยาของเขาหรือแม้แต่ภาพครอบครัวอันแสนสุขสันต์
จุ๋มจิ๋มก็ไม่อยากจะเห็นมันเลยสักนิด จนมีของชอบถูกตักวางให้บนจานอาหารที่มันมีเพียงข้าวเปล่า ดวงตากลมโตเลยได้แต่หันมองบุคคลที่ทำแบบนั้น
“ซ้อเล็ก...”
“ไม่ได้นั่งทานข้าวแบบนี้ด้วยกันนานเลย น้องจุ๋มจิ๋มยังชอบทอดมันกุ้งของน้าอยู่หรือเปล่า”
มันแน่อยู่แล้วว่าศีรษะเล็กต้องรีบพยักให้ผู้หญิงที่ตัวเองได้รับเกียรติมานั่งอยู่ข้างกาย แล้วก็ไม่ใช่แค่ทอดมันกุ้งหรอกที่จุ๋มจิ๋มชอบ เพราะถ้าเป็นซ้อเล็กของบ้านพรรณรายณ์ทำให้ ข้าวเปล่าเฉย ๆ ใส่น้ำปลาก็ยังอร่อยเลย ก่อนจะตามมาด้วยของโปรดชนิดอื่นที่พวกพี่ ๆ ฝาแฝดนั้นเลือกตักใส่จานให้
“เงยหน้าขึ้นมาจุ๋มจิ๋ม แล้วมองดี ๆ ว่าคนที่ตัวเองรอมาตลอด เขาได้พาคนอื่นนอกจากลูกสาวมาด้วยหรือเปล่า”
ปานตะวันที่นั่งอยู่ตรงข้ามมารดาและพี่สาวฝาแฝดได้ยินประโยคสนทนานั้นชัดเจนทุกคำ และก่อนหน้าที่เลือกกล่าวออกไปเช่นนั้นดูเหมือนว่าครอบครัวตัวเองจะไม่ได้เข้าใจอะไรเลย
เขาทราบดีว่าลูกสาวเพื่อนสนิทของพ่อคิดอย่างไรกับตนเอง แล้วที่ผ่านมาก็มองเธอเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่ง เพราะถ้าจะรัก ชายหนุ่มคงจะรักไปนานแล้ว ยิ่งแผลใจมันยังสดใหม่อยู่ ปานตะวันก็ไม่อยากจะดึงใครเข้ามาเกี่ยวข้องเลยสักนิด
ตอนได้สบนัยน์ตาเริ่มเป็นประกายแวววาวหลังจากที่นั่งเศร้าสร้อยอยู่นาน นายตำรวจจึงทำเพียงแค่มองนิ่ง ๆ เพื่อบอกกลาย ๆ ว่าต่อให้จุ๋มจิ๋มจะมีใครหนุนหลังอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาในความสัมพันธ์ของเขากับลูกสาวได้อยู่ดี
ทว่าปันหยีที่หวงตัวกับพวกคนแปลกหน้ากลับเอาแต่เรียกจุ๋มจิ๋มว่ามะมี๊ จนผู้ใหญ่ในวงมื้อเย็นนั้นหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
โดยเฉพาะคุณปราบ ชวิศ ที่ดูจะชอบใจมากกว่าใครเพื่อน
“ปันหยี อยากมานั่งกับมะมี๊เขาไหมลูก”
ณีนราก็อีกคน เห็นปานตะวันให้สิทธิ์เป็นผู้ปกครองลูกสาวร่วมกันหน่อยไม่ได้เลย แต่เจ้าตัวเล็กขืนกายออกจากตักเขาขนาดนี้แล้ว จะไม่ปล่อยให้ไปนั่งกับพวกสาว ๆ ในบ้านก็ไม่ได้
ส่วนคนที่กลับมาตั้งสติได้อย่างงง ๆ ก็รีบรับเอาตัวเด็กหญิงซึ่งเรียกได้ว่าข้ามโต๊ะรับประทานอาหารมานั่งแหมะลงบนตักด้วยหัวใจที่มันเต้นโครมครามไปเสียหมด
เพราะลองเรียบเรียงเรื่องราวบวกกับสิ่งที่ตาเห็น ผู้กองกลับมาบ้านเกิดแค่กับลูกสาวเพียงสองคน ไร้เงาของภรรยาดั่งที่ตัวเองเข้าใจ ฉะนั้นถ้าปานตะวันเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว อย่างไรในอนาคตน้องจุ๋มจิ๋มจะเป็นแม่ของเด็กคนนี้ไม่ได้
ถ้าเป็นอย่างที่เข้าใจ ลูกชายเพื่อนสนิทของพ่อก็เตรียมยกตำแหน่งมะมี๊ของปันหยีให้จุ๋มจิ๋มได้เลย!
“เอ่อ...”
“ไยหยอคะ”
“จุ๋มจิ๋มเป็นมะมี๊ได้จริง ๆ ใช่ไหมจ๊ะ”
“ค่ะ แต่ปะป๋าจนนะ มะมี๊รับด้ายป่าวคะ”
จน?
ถ้าครอบครัวผู้กองปานตะวันจน บ้านหญิงสาวไม่เรียกว่าเป็นชนชั้นล่างสุดเลยหรือ แต่ซ้อเล็กเคยสอนว่าของผัวเท่ากับของเมียนี่นา ฉะนั้นก็สบายใจแล้ว
“ไม่เป็นไรจ้ะ จุ๋มจิ๋มจะรวยแล้วเลี้ยงหนูเอง”
“ฉื่อปันหยี น้อมฉื่อปันหยีนะมะมี๊”
คนเป็นพ่อที่มองอยู่นิ่ง ๆ เริ่มจะคิ้วกระตุกขึ้นมาให้เห็นแล้ว เนื่องจากลูกสาวตัวน้อยทำราวกับรู้จักจุ๋มจิ๋มมานานแสนนาน โดยไม่ได้ต่างจากอีกฝ่ายคลอดตัวเองออกมาเลย แต่พอได้เห็นรอยยิ้มตอนปันหยีกอดออเซาะหญิงสาวแล้วก็คงทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลยไปก่อน
หลังจบมื้อเย็นที่แสนจะครึกครื้น ระหว่างรอกลับบ้านพร้อมบิดา จุ๋มจิ๋มก็ต้องรับหน้าที่พี่เลี้ยงจำเป็นรอ บ้านหลังใหญ่นี้ดูไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเมื่อก่อน มันยังสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียงดั่งเดิม คงผิดที่มีสมาชิกเข้ามาเพิ่ม แล้วดูจะอบอุ่นมากกว่าเดิม
ปล่อยให้เด็กหญิงตัวเล็กอยู่กับภาพวาดในจินตนาการของตัวเองไป ก็เป็นลูกสาวคนเล็กของเสี่ยสิบเพชรที่เดินมานั่งลงข้างกาย
“ไง ไม่ได้เจอกันนานเลย ทั้งที่บ้านก็อยู่กันแค่นี้”
“แฮะ จุ๋มจิ๋มยุ่งนิดหน่อยจ้ะพี่หนูนา ช่วยงานย่าสวยไม่ค่อยได้หยุดเลย บางครั้งก็ไปช่วยงานที่รีสอร์ตพ่อภีมจ้ะ”
“เป็นนางเอกลิเกแล้วก็ไลฟ์ด้วยนิใช่ไหม”
“นานทีจ้ะ หนูทำเอาสนุกเฉย ๆ ส่วนไลฟ์ขายของมันก็ได้ตังค์เยอะกว่างานประจำจ้ะ”
“ดีแล้ว จบอะไรมาปลายทางมันก็คือเงินนั่นแหละ ทำแล้วไม่เดือดร้อนใครเป็นพอ ไว้ว่าง ๆ พี่จะไปจ้างขึ้นไลฟ์บ้าง แต่ได้ข่าวว่าตอนร้องลิเกก็มีพวกเสี่ยมารอดูแล้วเปย์หนักตลอด คิดว่าจะเปลี่ยนใจไม่รอไอ้เด็กคนนั้นแล้ว” หนูนาก็เอ่ยแหย่ไปแบบนั้น เพราะทราบดีว่าจุ๋มจิ๋มปักใจชอบปานตะวันขนาดไหน ทั้งที่โตมาสวยได้มารดาซึ่งเลิกรากับพ่อไปขนาดนี้ หากแต่งกับพวกคนมีเงินในหมู่บ้านก็คงสบายไปนานแล้ว
แต่อีกฝ่ายก็ยังเลือกรอนายตำรวจด้วยความหวังที่มันเป็นไปได้น้อยมาก ยิ่งน้องชายเธอกลับมาพร้อมลูกสาว มันก็เป็นคำตอบได้แล้วว่าปานตะวันไม่ได้คิดอะไรกับจุ๋มจิ๋ม คืนเคาท์ดาวน์ได้ข่าวว่าเมาหัวทิ่ม ยังดีที่ผู้กองไปเจอตัวก่อน
“พวกเขาชอบเสียงกับหน้าตาจุ๋มจิ๋ม แล้วก็ให้ตามความสามารถ”
“ช่างพูดซะด้วย”
“ก็จุ๋มจิ๋มอยากเป็นสะใภ้บ้านพี่นี่นา...”
“อยากเป็นก็จีบพ่อของเด็กคนนี้เอาสิ ไม่มีใครว่าหรอก”
“แต่เมียพี่ปานตะวันล่ะจ๊ะ”
หล่อนไม่ได้มาด้วย ก็ใช่ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะเลิกรากันแล้วหรือไม่ได้ติดต่อกันเลย ตอนนั่งรับประทานอาหาร เธอเองก็ลืมนึกถึงข้อนี้ไป
“เท่าที่รู้มา หมอนั่นไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับใครนะ”
“แล้วมีลูกได้ยังไงจ๊ะ...”
หมายถึงทั้งสองคนไม่ได้รักกันแล้วพลาดมีเจ้าตัวเล็ก หรือถ้ามันเลวร้ายหน่อยก็คืออดีตเป็นเพียงคนที่เคยรักกัน
“ปานตะวันยังไม่พูดถึงเรื่องนี้ คนในบ้านก็ไม่อยากจะจุ้นจ้านอะไรเด็กคนนั้นมากด้วย” ต่อให้ณีนราจะพอรู้อะไรมาบ้างแล้ว แต่เจ้าตัวยังเงียบอยู่ ก็ไม่ควรจะแพร่งพรายออกไป
“อ่า”
แบบนั้นคนที่น่าสงสารสุด ๆ ก็คงจะเป็นปันหยี ที่บอกให้เธอเป็นมะมี๊ เพราะลึก ๆ แล้วอาจจะคิดถึงมารดาที่แท้จริงหรือไม่นะ เช่นนั้นจุ๋มจิ๋มก็คงจะดีใจเก้อแล้วจริง ๆ เหตุด้วยเห็นแบบนี้เธอก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปเป็นตัวแทนของใคร แล้วจะไปโกรธความไร้เดียงสาของเด็กก็ไม่ได้ด้วย
“แล้วยังไง รู้แบบนี้แล้วยังอยากจะชอบคุณพ่อลูกหนึ่งอยู่ไหม”
“จุ๋มจิ๋มชอบพี่ปานตะวันจ้ะ ชอบมาตลอดเลย แต่ก็ไม่ได้อยากเป็นตัวแทนของใคร”
“แบบนั้นก็ต้องรักสองพ่อลูกคู่นี้ในแบบฉบับที่เป็นตัวของเราจริง ๆ ไง มันจะไปยากอะไรล่ะแม่นางเอกลิเกของพี่”
TBC.