พิมาลาให้พิชชาขึ้นไปพาเด็กๆ ลงมาลาธาดาก่อนที่เขาจะกลับในวันนั้น ณพิชย์และพิชนันท์มองชายหนุ่มหน้าดุอย่างสนใจ
“คุณลุงยังไม่กลับเหรอฮะ”
“กำลังจะกลับครับ เราชื่อพุทใช่ไหมเป็นพี่หรือเป็นน้อง” ธาดามองหน้าเล็กๆ ที่คุยกับเขาแบบไม่เกรงกลัวผิดกับเด็กคนอื่นๆ ที่เขาเคยเจอ
“เป็นน้องฮะ แต่แม่เคยบอกว่าฝาแฝดพี่จะถีบน้องออกมาก่อน” ณพิชย์พูดแจ้วๆ
“แต่คุณหนูผ่าคลอดไม่ใช่เหรอครับ แล้วจะถีบคุณหนูแพรวออกมาก่อนได้ไง” ฌานขัดทำให้เด็กชายหันมาค้อน
“เห็นมะ เขาบอกแล้วว่าตัวเป็นน้อง ตัวก็ไม่เชื่อ” พิชนันท์พูดขึ้นบ้าง บรรดาผู้ใหญ่หัวเราะทำให้เด็กชายยิ่งหน้ามุ่ย
“ลูก... อย่าทำหน้าแบบนี้สิ ทำไมเราหงุดหงิดง่ายจังเดี๋ยวคุณลุงกลับแม่จะพาไปกินไอศกรีมนะคะ” พิชชาคุยกับณพิชย์ทำให้เด็กชายสีหน้าดีขึ้น
"เหมือนคุณใหญ่เลยครับ หงุดหงิดง่ายแต่หายเร็ว” ฌานออกความเห็น ทำให้คนที่ถูกพาดพิงหันไปมองเหมือนด่าด้วยสายตา
“พุทชอบกินไอศกรีมเหรอแล้วน้องแพรวล่ะครับ” ธาดาถามเด็กทั้งสอง ณพิชย์พยักหน้ารับส่วนพิชนันท์ตอบเสียงใส
“แพรวชอบกินทุเรียนค่ะ แต่ไอศกรีมก็กินได้แต่ถ้ามีรสทุเรียนจะดีม๊าก” เด็กหญิงทำเสียงสูงให้รู้ว่าชอบจริงๆ
“เดี๋ยวลุงพาไปกินทุเรียน ลุงมีเพื่อนเป็นเจ้าของสวนทุเรียนมีเป็นพันๆ ลูกเลยครับแล้วพุทกินไหม”
เด็กหญิงทำหน้าดีใจเมื่อได้ยินคำว่ามีทุเรียนเป็นพันๆ ลูก ส่วนณพิชย์พลอยตื่นเต้นไปด้วย
“ชอบครับ แต่ลุงไม่ยุติธรรม”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาไม่ยุติธรรมตรงไหน อัทธกานต์จึงเฉลยให้
“คุณใหญ่เรียกน้องแพรวแต่เรียกพุทคำเดียว พ่อหนุ่มเขาเลยรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม”
อ้อ...นอกจากฉลาดแล้วยังขี้น้อยใจด้วย ธาดาคิดในใจเขาคลี่ยิ้มบางๆ
“ลุงขอโทษครับน้องพุท ให้ลุงไถ่โทษด้วยการพาไปเที่ยวสวนทุเรียนนะ”
เด็กชายพยักหน้าท่าทางพอใจมากขึ้น
“ครับ พุทจะยอมให้ลุงไถ่โทษด้วยการพาพุทกับแพรวไปกินสวนทุเรียน”
พิชชาส่ายหน้าไปมา ไหนว่าธาดาไม่คุ้นกับเด็กแต่กลับหลอกล่อณพิชย์ให้คล้อยตามได้
“สวนทุเรียนกินไม่ได้ค่ะลูก เย็นนี้แม่พาไปกินที่ร้านก่อนแล้วกัน” เธอเงยหน้ามองแขก
“จะเที่ยงแล้ว พวกคุณกลับไปได้แล้วค่ะ”
“พราวอย่าเสียมารยาทสิ” พิมาลาปรามแต่ธาดาหันไปบอกว่าไม่เป็นไร
“ผมมานานแล้วจริงๆ ล่ะครับ ยังไงวันนี้ผมขอตัวก่อน พรุ่งนี้ผมจะมารับคุณพิชชากับเด็กๆ ไปโรงพยาบาล” ธาดาลุกขึ้นทำให้คนอื่นๆ ตามไปด้วย
“ค่ะ ยังไงพิมก็ขอโทษนะคะที่ทำให้ทางคุณยุ่งยาก แต่พราวก็ไม่ได้เจตนาจริงๆ” พิมาลากล่าวขอโทษแทนน้องสาว แต่ธาดามองตัวต้นเหตุ
“คุณพิมาลาไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องขอโทษหรอกครับผมเข้าใจ ขอบคุณคุณกับสามีด้วยที่ทำให้เราคุยกันดีๆ ได้”
ชายหนุ่มพูดจบแล้ว ทุกคนหันมามองพิชชาเป็นตาเดียวจนเธอต้องยอมละทิฐิลงเพราะลูกมองอยู่
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่คิดว่าพี่หมอจะหยิบผิดจนทำให้มีเรื่องตามมาแบบนี้”
“ครับ เอาเป็นว่าเราจะไม่พูดเรื่องความผิดพลาดของหมออนันต์อีก รอผลตรวจแล้วค่อยว่ากันดีกว่าวันนี้ผมขอตัวก่อน” ธาดาหมุนตัวกลับ ฌานก้มศีรษะให้ทุกคนแต่พิชชาวิ่งตามเขาออกมา
“เดี๋ยวค่ะคุณใหญ่ คุณจะเอาเรื่องพี่หมอรึเปล่า”
ถึงอย่างไรอนันต์ก็ทำตามความต้องการของเธอ หากเขาจะต้องถึงกับหมดอนาคตหรือมีคดีติดตัว เธอคงไม่สบายใจคำถามของเธอทำให้ธาดานิ่งคิด
“ถ้าผลออกมาว่าพุทกับแพรวไม่ใช่ลูกผมก็จบเรื่องนี้ไป แต่ถ้าผลออกมาบอกว่าใช่ ก็อยู่ที่ว่าเราจะหาทางออกเรื่องนี้ร่วมกันได้ดีแค่ไหน” ธาดามองเด็กๆ ที่วิ่งตามมาเกาะแขนมารดา
ชายหนุ่มย่อตัวลงคุยกับคู่แฝด
“ลุงขออุ้มน้องพุทกับน้องแพรวได้ไหมครับ”
ณพิชย์และพิชนันท์มองมารดาโดยอัตโนมัติ เมื่อเห็นพิชชาไม่ว่าอะไรจึงพยักหน้า
“แล้วคุณลุงจะอุ้มใครก่อนฮะ” เด็กชายถาม
ธาดาไม่ตอบ เขาอุ้มเด็กสองคนพร้อมกันด้วยแขนคนละข้าง พิชนันท์ร้องวี๊ดแล้วกอดคอคนอุ้มแน่นส่วนณพิชย์หัวเราะชอบใจ
“สูงดีจังค่ะ” พิชนันท์พูดเมื่อธาดายืดตัวตรงเต็มความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบซม. และฌานไม่พลาดที่จะถ่ายคลิปไว้ทันทีโดยที่เจ้านายห้ามไม่ทัน
ความรู้สึกบางอย่างที่พุ่งเข้ามากระทบใจธาดา ตอนนี้ถึงไม่ตรวจดีเอ็นเอเขาก็เชื่อเต็มร้อยว่าเด็กทั้งสองเป็นลูกของเขาจริง ชายหนุ่มกอดเด็กทั้งคู่แน่นขึ้น กลิ่นหอมของความเป็นเด็กที่ไม่เหมือนน้ำหอมใดๆ ทำให้เขาผ่อนคลาย ชายหนุ่มปล่อยร่างทั้งคู่ลงกับพื้นและบอกลาอีกครั้ง
“พรุ่งนี้เจอกันนะลูก”
ธาดากลับเข้าบ้าน เขาแปลกใจเมื่อเห็นบิดามารดานั่งเพ่งหน้าจอโทรศัพท์จากนั้นคุณเกตุวดีเริ่มซับน้ำตา
“มีอะไรกันครับแม่”
เขาเดินไปใกล้ๆ ไม่เข้าใจว่าดูอะไรกันจอเล็กๆ แล้วซาบซึ้งขนาดไหนจนต้องร้องห่มร้องไห้ แต่เมื่อเห็นคลิปที่เปิดอยู่ชายหนุ่มถึงกับอึ้งไป มันเป็นคลิปที่ฌานถ่ายไว้ตอนเขาอุ้มณพิชย์และพิชนันท์
"หลานย่า น่ารักเหลือเกินลูก พูดเก่งด้วย” นางเกตุวดีซับน้ำตา
“แม่เขาเลี้ยงดีจริงๆ นะคุณว่าไหม” บิดาพูดขึ้นบ้าง ฝ่ายภรรยาพยักหน้ารับ
“จริงค่ะคุณ เราไปหาหลานกันดีไหมคะ”
“ไปพรุ่งนี้ก็ได้ครับ ผมนัดพิชชาไว้จะไปรับเขากับลูกไปตรวจดีเอ็นเอ” ธาดาพูดขึ้นทำให้ผู้สูงวัยทั้งสองหันมาสนใจลูกชาย
ชายหนุ่มเล่าเรื่องที่ไปพูดคุยกับทางครอบครัวของพิชชาให้พ่อแม่ฟังอย่างละเอียด รวมถึงการตัดสินใจที่จะไม่เอาเรื่องนายแพทย์อนันต์หากเขากับพิชชาตกลงกันได้ด้วยดี
“จะไปเอาเรื่องเขาทำไม ต้องขอบคุณสิทำให้พ่อแม่มีหลานตั้งสองคน” เกตุวดีแย้ง
“งั้นก็ให้ลัมโบเขาสักคันเป็นโบนัสดีไหมล่ะครับแม่” ธาดาเสนอซึ่งเขาตั้งใจประชดแต่มารดากลับทำท่าเหมือนพบทางสว่าง
“จริงด้วยลูก ต้องมีอะไรตอบแทนเขานะ”
ธาดาส่ายหน้าไปมา
“มีอะไรทานไหมครับ ผมยังไม่ได้กินอะไรเลย”
“มีสิลูก แม่ทำข้าวมันส้มตำไว้ให้ ทานที่นี่ล่ะลูกนั่งรอได้เลย” นางเกตุวดีรีบลุกขึ้นนำเข้าไปในห้องครัว กำกับให้แม่บ้านช่วยกันจัดสำรับมาไว้ให้ลูกชายที่ห้องนั่งเล่น
ครู่เดียวสำรับอาหารที่จัดมาในโตกหวายถูกลำเลียงวางลงบนพื้นพรมห้องนั่งเล่น ธาดานั่งขัดสมาธิทานข้าวมันส้มตำซึ่งเป็นเมนูโบราณที่มารดาทำไว้แบบครบเครื่อง อันได้แก่ข้าวที่หุงด้วยกะทิ ส้มตำไทยรสชาติออกเปรี้ยวอมหวาน แกงเผ็ดไก่ รสชาติแบบแกงภาคกลาง น้ำพริกมะขามรสชาติเปรี้ยวตามเนื้อมะขามที่เอามาตำรวมกับเครื่องอื่นๆ และเนื้อฉีกฝอยผัดหวาน เมื่อกินรวมกันแล้วนั้นจะได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ยังมีผักสดและผักทอดที่นิยมกินเคียงด้วยกัน เช่น ใบทองหลาง ใบชะพลู
วันอาทิตย์นางเกตุวดีออกกฎว่าจะต้องเป็นวันของครอบครัว เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันเช่น ดูหนัง ทานอาหาร ใช้เวลาพักผ่อนด้วยกัน ดังนั้นการทานอาหารในวันนี้จึงเป็นไปอย่างสบายๆ ไม่ต้องนั่งประจำโต๊ะอาหารไม่ต้องรักษามารยาทมาก
“พรุ่งนี้จะไปตรวจดีเอ็นเอแล้วจะรู้ผลเลยไหมลูก”
“แบบด่วนพิเศษรู้ผลภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงก็มีครับ”
เธียรพยักหน้า ชายสูงวัยคิดว่าหากบุตรชายมีครอบครัว มีภรรยามีลูกๆ กิจกรรมในวันครอบครัวก็คงครึกครื้นมากขึ้น
“บ้านเราเงียบจังเลยนะคะ บ้านกว้างๆ แต่ไม่มีเสียงเด็ก ไม่มีใครมันก็ยิ่งเหงา” คุณเกตุวดีพูดกับสามี
“จำได้ไหมที่พ่อผมเคยบอกความเชื่อของบ้านเรา หากรุ่นไหนมีลูกเกินสองคน ความเงียบเหงาจะหมดไป” คุณเธียรกล่าวเสริม
“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วครับพ่อ มีเด็กเยอะมันก็ต้องวุ่นวายมากขึ้นเป็นธรรมดา หรือจะเปิดเครื่องเสียงดังๆ ความเงียบก็ไม่มีแล้ว” ธาดาขัดคอทำให้มารดาหันมาค้อน
“ทำเป็นพูดดี นี่คิดหรือยังว่าถ้าตรวจแล้วคู่แฝดเป็นลูกเราจริงๆ จะตกลงกับแม่เขายังไง”
ชายหนุ่มถอนใจ รู้สึกอิ่มขึ้นมาทันทีเขากดกริ่งเรียกคนมายกสำรับออกไปเก็บ
“ก็ยังไม่รู้เลยครับแม่ ถึงผมอยากได้ลูกมาอยู่ด้วยแม่เขาคงไม่ยอม เราเองก็คงไม่มีสิทธิ์บังคับเขา”