ตอนที่ 6
จุดเริ่มต้น...ของความรัก
[สามปีก่อน]
(ณ มหาวิทยาลัย)
สวัสดีค่ะ ฉันชื่อใบหม่อน อายุสิบเก้าปีกำลังจะเข้าสู่ชีวิตรั้วมหาลัยแล้วค่ะ แน่นอนว่าฉันเลือกคณะวิศวะคอมตามเพื่อนสนิทที่พ่วงด้วยตำแหน่งญาติอย่างแฟรงค์ เหตุผลเพราะอยากให้มันช่วยแบกเรื่องการเรียนค่ะ หวังพึ่งให้มันช่วยให้เรียนจบได้ก็พอ เรื่องเรียนฉันไม่สันทัดเท่าไหร่จริง ๆ แต่...ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่เอาอะไรเลยนะ เห็นแบบนี้ฉันก็เป็นถึงนักกีฬาว่ายน้ำเยาวชนทีมชาติที่เพิ่งคว้าเหรียญทองมาจากการแข่งขันรุ่นอายุไม่เกินยี่สิบปีมาได้ แถมตอนนี้กำลังถูกผลักดันให้เข้าสู่ทีมชาติอย่างเต็มตัว เห็นไหมฉันก็มีดีนะจะบอกให้ ฮ่า...
“ยืนนิ่งทำไม รีบเข้าเอากระเป๋าไปเก็บที่หอแล้วไปรายงานตัวกันได้แล้วเว้ย น้าเขาขับรถออกไปแล้ว” ไอ้แฟรงค์ที่ชอบขัดมู้ดคนกำลังนิ่งคิดกับความคิดตัวเอง และนั่นก็ทำให้ฉันกับมันมีปากเสียงด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต
เราสองคนเดินไปที่หอพักก่อนเพื่อเอากระเป๋าใบใหญ่ไปเก็บ แน่นอนว่าไอ้แฟรงค์ต้องไปหอชายที่อยู่ทางซ้ายมือ ส่วนหอหญิงอยู่ฝั่งขวา แยกกันอย่างชัดเจน ดีนะ...การรายงานตัวที่หอไม่ได้ยุ่งยาก แถมเพื่อนร่วมห้องฉันก็ยังไม่มาสักคนทำให้ไม่ต้องมาเสียเวลาแนะนำตัวอะไร
“ต่อไปก็รายงานตัวที่คณะสินะ” ฉันที่นั่งรออยู่ทางแยกระหว่างสองหอเพื่อรอแฟรงค์ ไม่นานนักมันก็มาตามนัดกันไว้ก่อนแยกเมื่อครู่
“รีบไปรายงานตัวที่คณะเถอะอยากกลับมานอนจะแย่แล้วเหนื่อยโคตร”
วันนี้เสียงดนตรีและกิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่ตามจุดคณะต่าง ๆ คึกคักเป็นอย่างมาก ฉันกับแฟรงค์ถูกรุ่นพี่มากหน้าหลายตาเดินเข้ามาถามไถ่ถึงคณะที่เข้ากันไม่หยุดหย่อน พอดูแล้วมันก็ตลกดีนะ เหมือนพวกเราเป็นเด็กที่เดินในสยามแล้วถูกแมวมองวิ่งแจ้นมาทาบทามนะสิ เหตุการณ์ทำนองแบบนี้มักเกิดเวลาที่ฉันกับแฟรงค์เดินด้วยกันบ่อย ๆ ก็นะไอ้แฟรงค์ก็หล่อ ไอ้เราก็สวย เป็นเรื่องธรรมดารึเปล่าที่ต้องชิน ฮ่า...(ใครไม่อวยฉันอวยตัวเองแล้วหนึ่ง)
ยังไงซะ...ฉันพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เห็นแบบนี้ฉันก็ได้โควตานักกีฬาเพื่อเข้าเรียนที่นี้ด้วยล่ะ เพราะมหาลัยแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องนักกีฬาว่ายน้ำมาก ๆ มีสนามมาตรฐานใช้งานได้จริง มีโค้ชที่เก่งเรียกว่าแข็งแกร่งสุด ๆ นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันเลือกมาที่นี่เลยนะ ไม่ใช่เพราะตามไอ้แฟรงค์อย่างที่ทุกคนคิดหรอก
กว่าเราจะเดินถึงคณะวิศวะก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ ไม่ใช่อะไรค่ะ เพราะหาตึกไม่เจอ กลายเป็นว่าแทบจะเดินว่อนไปเกือบทุกคณะ และเมื่อมาถึงก็ต้องตกใจ เพราะคณะวิศวะนี้ต้อนรับเด็กใหม่ได้ถึงใจจนคณะที่เดินผ่านมาเมื่อกี้หมองไปเลย ที่นี่เล่นใหญ่มาก ๆ รุ่นพี่ก็หล่อหลายคน (อันนี้ส่วนตัวเลยค่ะ เห็นแบบนี้ฉันชอบมองคนหล่อเล่น ๆ นะเอาจริง) กระทั่ง...เรี่ยวแรงที่ชาร์ตมาเต็มเปี่ยมก็ยังไม่พอที่จะรับกับกิจกรรมของคณะนี้ไว้ได้
“หม่อน...กูเจอสาวถูกใจว่ะ ขอตัวไปเต๊าะสาวก่อนนะเว้ย” มาวันแรก ไอ้แฟรงค์ก็กะกินรวบสาวในมอนี้แล้วสินะ สมกับเป็นตาเหยี่ยวเชื่อเถอะไม่พลาดหรอก ฉันรู้ดีมันเก่งเรื่องล่อลวงจะตายไป
“เออ...ตามสบายกูจะนั่งพักหายใจตรงนี้แหละย่ะ ถ้าไม่เจอก็โทรแล้วกัน”
“เออ...” จากนั้นไอ้แฟรงค์ก็เดินจากไป ฉันที่นั่งพักจนหายเหนื่อย แต่ถ้าฉันยังนั่งตรงนี้รุ่นพี่ผู้ชายคงเดินเข้าหาไม่หยุดแน่ จึงตัดสินใจเดินเลี่ยงออกไปทางหลังตึกที่ดูจะเงียบกว่าที่ไหน
ถ้าด้านหน้าตึกคือสนามบาส ด้านหลังของตึกก็เป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่รายล้อมไปด้วยต้นไม้สูงสร้างร่มเงาให้คนได้พักผ่อนหย่อนใจ ฉันเดินไปยืนริมน้ำ ก่อนจะกางแขนเงยหน้าหลับตาสูดอากาศหายใจให้เต็มปอด
“เฮ้อ...อากาศดีจังเลยนา...” และวินาทีที่กลับมาลืมตา ฉันก็พบว่ามีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังยืนถ่ายรูปนกที่อยู่บนต้นไม้
“แม้เจ้าโว๊ย!!! หล่อชะมัด นี่มันสเปกของหม่อน” ฉันพึมพำออกมาทันที ร่างสูงโปร่งใบหน้าคมคาย แต่นัยน์ตากลับหวาน สวมแว่นกรอบเงินมาดดี คล้องกล้องไว้ที่คอ เอาจริงนะ แค่เขายืนถ่ายรูปก็เท่ห์เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสาร ไม่ได้การฉันต้องตีสนิทให้ได้
ฉันเดินย่องไปฝั่งที่เขายืน หลบไปตามแนวต้นไม้กระทั่งแผ่นหลังของเขาห่างไม่ไกลนัก พอได้โอกาสที่เขากำลังยกกล้องถ่ายวิวบนท้องฟ้า ฉันก็กระดึ๊บไปจนด้านหลังเขา
“นี่...นาย” ฉันพูดขึ้น จากนั้นผู้ชายคนนั้นก็หันกล้องมาก่อนจะลดกล้องลงเลิกคิ้วมอง ดูท่าคงสงสัยว่าฉันรู้จักเขารึเปล่าละมั้ง
“หืม...มีอะไรครับ”
“นายเรียนคณะอะไร”
“...” คนหล่อตรงหน้าไม่ยอมตอบและยิ่งจ้องเขม็งกันแรงขึ้น หรือว่าฉันจะรุกมากเกินไป
“นายกำลังถ่ายรูปอยู่เหรอ ถ่ายฉันให้สักใบสิ”
“ถ่ายรูป? โทษทีพอดีถนัดแต่ถ่ายรูปสัตว์”
‘เชี่ย!!! ฉันโดนตอกกลับแรงมากแม่ แต่ถามว่ายอมไหม หึ...เข้าถึงยากแบบนี้ ท้าทายดีออก’
“ถ้าให้พูดถึงตามหลัก ชีววิทยา มนุษย์ก็ถือว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ดังนั้นแสดงว่านายก็ต้องถ่ายรูปฉันได้สิ ขอสักใบนะ นะ” ฉันที่รุกขั้นสุด ทุกคนอาจจะงงว่าทำไมฉันถึงกล้าใช่ไหม เพราะชุดที่เขาใส่เป็นเหมือนนักศึกษาใหม่ไม่ต่างกันไง ดังนั้นฉันต้องรีบก่อนที่คนอื่นจะมาต่อแถวจีบเขาสิ โอ๊ย!!! ไม่ได้ใจเต้นกับผู้ชายแบบนี้มาก่อนเลยแฮะ สเปกสุด ๆ
“ก็ได้ จะให้ถ่ายตรงไหนล่ะครับ”
“ตรงนี้เลย ใต้ต้นไม้นี่แหละ” ฉันจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองก่อนจะโพสต์ท่าที่คิดว่าสวยที่สุด อย่างเช่นชูสองนิ้ว ไม่ก็จิ้มแก้ม
เขายืนนิ่งกดถ่ายเหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก ก่อนจะลดกล้องลง เดินไปหยิบสมุดในกระเป๋าเป้ของตัวเองที่วางไว้บนม้าหินอ่อนไม่ไกลนักและยื่นมาตรงหน้าฉัน
“เขียนอีเมล์ไว้เดี๋ยวส่งให้”
“สมัยนี้มีไลน์แล้วนะ ทำไมยังต้องส่งอีเมล” ฉันไม่พูดเปล่า แต่กลับหยิบมือถือตัวเองเปิดไลน์แล้วให้เขาแอดชื่อแทน
“...” ผู้ชายตรงหน้าเงียบมองหน้าฉันเหมือนไม่เข้าใจ หรือว่าฉันรุกแรงไปนะ
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า...ฉันจะติดต่อนายแค่เรื่องรูป โอเค๊”
“เฮ้อ...” เขาถอนหายใจแรงและสุดท้ายก็รับมือถือฉันไปพิมพ์ไอดีไลน์ให้ก่อนจะส่งมือถือคืนให้ฉัน เมื่อฉันรับมาใบหน้าของฉันก็ฉีกยิ้มราวกับได้รับสิ่งที่หวัง ตอนแรกนึกว่าเขาจะให้ไอดีไลน์ปลอม ๆ ซะอีก ที่ไหนได้มีทั้งชื่อ ทั้งรูป และดูเหมือนเขาจะไม่เล่นไลน์เป็นประจำนะ เพราะไลน์มันนะชื่อจริงนามสกุลจริง เหมือนใช้ส่งงานเสียมากกว่า แต่แบบนี้แหละหวานหมูอิใบหม่อนแล้ว ฮ่า...
“เอาล่ะ นายก็แอดไลน์ฉันไว้นะ ฉันชื่อใบหม่อนเรียนวิศวะคอมเป็นนักศึกษาใหม่เหมือนกับนายแหละยินดีที่ได้รู้จัก”
“อืม” ดูท่าคงโลกส่วนตัวสูงแหง ๆ ถามคำตอบคำแถมไม่ค่อยจะยอมมองหน้ากันด้วย
“นายคงชื่อ ติณณ์ สินะ ว่าแต่เรียนอะไรเหรอ” ในขณะที่ฉันดวงตาเป็นประกายจ้องมองรอฟังคำตอบจากเขา ทว่า...เสียงมารผจญจากไอ้เพื่อนเวรก็ดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม (ที่ที่ฉันยืนก่อนหน้า)
“ไอ้หม่อน กูจะเดินกลับหอแล้ว นั่นมึงกำลังเต๊าะผู้เหรอวะกูจะฟ้องแม่มึง...” ฉันหันไปยกกำปั้นใส่แฟรงค์ที่มันกำลังยกมือถือถ่ายรูปฉันกับติณณ์ยืนคุยกัน ก่อนจะกลับไปมองผู้ชายที่ชื่อติณณ์
“ฉันต้องไปแล้วล่ะ ส่วนรูปและคำตอบส่งมาทางไลน์นะ ฉันจะรออ่าน ไปล่ะ...” ฉันวิ่งแจ้นไปหาแฟรงค์ทันที แน่นอนว่าเรื่องที่ฉันยืนคุยกับผู้ชายจะให้แม่รู้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นโดนแม่บ่นหูชาแน่