8 ตื่นมาอีกทีในโลกนิยาย

1897 Words
“คุณจะบอกว่าของพวกนี้เป็นสาเหตุให้ข้า เอ่อ ให้ผมหลุดมาที่นี่เหรอครับ” “ไม่แน่ใจหรอกค่ะ แค่สงสัยเพราะทางคุณก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ฉันซื้อมันมาไว้ที่ห้องคืนแรกแล้วคุณก็โผล่มา ยังไงก็น่าสงสัย” ศศินาตอบพลางมองดูสร้อยสองเส้นที่หยิบออกมาจากในลิ้นชักหัวเตียง แล้วก็กล่องดนตรีที่เอามาวางไว้ข้างกันอย่างสงสัย ทั้งคู่กำลังจ้องของทั้งสามชิ้นด้วยความเคร่งเครียดท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอีกครั้งในคืนนี้ ทั้งเสียงฟ้าร้องและแสงจากฟ้าผ่าที่สว่างวาบเป็นระยะก็ไม่ได้ทำให้ทั้งสองคนสนใจอีกแล้ว นอกจากพากันหยิบของมาจ้องใกล้ๆ พลิกไปมารอบที่เท่าไหร่ก็ไม่ได้นับจนแทบจะแกะชิ้นส่วนออกมาดูอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะจ้องจนตาแทบทะลุยังไง เจ้าของสามชิ้นก็ยังไม่มีส่วนไหนที่น่าสงสัยสักนิด กล่องดนตรีที่ว่ามีกลไกก็เป็นแค่ไขลานธรรมดาด้วยซ้ำ นึกไม่ออกเลยว่าตรงไหนที่จะเป็นตัวพาคนข้ามเวลาได้ “วันนั้นฉันไม่ได้เอาสร้อยออกมาจากถุงด้วยซ้ำนะ มาถึงห้องก็ยัดใส่ลิ้นชักไปเลย มีแค่กล่องดนตรีนี่ที่เอามาหมุนเล่นก่อนนอน” “แค่สิ่งนี้มันจะพามาที่นี่ได้เหรอคุณ” อคิราห์ถามพลางขมวดคิ้ว ก็ทั้งดูทั้งจับมานานสองนานไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรพิเศษตรงไหนเลย “ฉันก็ไม่รู้หรอกคุณ แต่นอกจากของพวกนี้ก็ไม่มีอะไรแปลกอีกแล้ว ทุกอย่างก็เป็นของที่มีอยู่ในห้องมานานแล้วทั้งนั้น ฉันคิดว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างแหละที่ทำให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้ จริงสิ ลองเอาของไปวางที่เดิมแล้วนึกดูดีกว่า อาจจะเจอก็ได้” “งั้นก็ลองดูเถอะ” อคิราห์พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะช่วยหยิบของบนโต๊ะไปที่ห้องนอนของศศินา “วันนั้นก่อนนอนฉันเก็บสร้อยสองเส้นไว้ในนี้ แล้วก็วางหนังสือไว้ตรงนี้ จากนั้น…” ศศินานึกเพราะผ่านมาสองอาทิตย์แล้วเลยจำไม่ค่อยได้นัก แถมตอนที่ง่วงมากๆเธอมักจะลืมมากกว่าจำอีกต่างหาก “อ้อ แล้วฉันก็หมุนเจ้านี่วางไว้บนหนังสือแล้วหลับไป แบบนี้” ศศินาหยิบกล่องดนตรีจากมืออคิราห์มาหมุนหนึ่งรอบเหมือนวันนั้น แล้ววางไว้บนหนังสือนิยายเรื่องที่อคิราห์ออกมา ทั้งคู่ย่อตัวลงมองเจ้ากล่องดนตรีไขลานใกล้ๆ กลไกของมันทำงานได้ปกติไม่มีตรงไหนที่แปลกไป ใต้ฝาที่เปิดอยู่เป็นเพียงแผ่นกระจกบางๆที่ไม่ชัดพอให้ส่อง แต่กำลังสะท้อนใบหน้าของคนทั้งคู่ที่กำลังตั้งใจดูอย่างเลือนราง “ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลยนี่นา” ศศินาบ่นพึมพำก่อนจะแตะที่กล่องนั่นเบาๆพลางยู่หน้า ยังไม่ทันที่เสียงดนตรีจะหยุดเสียงฟ้าผ่าจากด้านนอกก็ทำเอาทั้งคู่สะดุ้งตกใจพร้อมๆกัน และศศินาก็เผลอจับแขนของอคิราห์แน่นอย่างลืมตัว แล้วแสงสว่างวาบจากสายฟ้าที่สาดเข้ามา ก็กลืนกินร่างของคนทั้งคู่ให้หายไปจากตรงนั้นเหมือนไม่เคยมีใครอยู่มาก่อน —-- “คุณ! คุณครับตื่นเถอะ” “ศศินา…” “ศศินา” “หืม…เสียงใคร” ศศินางึมงำอยู่ในลำคอ ได้ยินแว่วๆเหมือนมีใครเรียกจนต้องค่อยๆหรี่ตาขึ้นมอง พอกระพริบตาปรับเข้ากับแสงได้แล้วก็หันไปด้านข้างถึงได้เห็นว่าอคิราห์กำลังนั่งมองอยู่ก็ตกใจรีบลุกขึ้นนั่ง “คุณ! มาอยู่บนเตียงฉันได้ยังไงเนี่ย ฉันบอกให้คุณนอนข้างนอกไงจำไม่ได้เหรอ” “ก่อนจะโวยวาย เจ้า เอ่อ คุณก็ช่วยดูด้วยเถอะว่านี่มันที่ไหน” “คุณหมายความว่าไงคะ ก็เมื่อคืนเรากำลังดูกล่องดนตรีไง…” ศศินาพูดก่อนจะเสียงเบาในตอนท้ายเพราะความทรงจำเริ่มกลับมา ใช่สิ ทั้งเธอและอคิราห์กำลังดูกล่องดนตรีใกล้ๆ พอตกใจเสียงฟ้าผ่าเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย พอนึกได้แบบนั้น ศศินาก็หันไปมองรอบๆถึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่ห้องเธอ แต่ดูเหมือนจะเป็นบ้านไม้ แม้แต่ข้าวของที่ใช้ตกแต่งก็มีแต่ไม้ทั้งสิ้น ปกติเธอคงต้องรีบวิ่งไปดูความสวยงามใกล้ๆเพราะไม่เคยเห็นของพวกนี้มาก่อน แต่ตอนนี้มันไม่ปกติเลยสักนิด กระทั่งก้มลงมองตัวเองและหันไปมองอคิราห์ที่นั่งเงียบอีกรอบ ศศินาก็เริ่มใจหายวาบ ชุดโบราณที่เธอและอคิราห์ใส่อยู่มันมาได้ยังไง ในเมื่อเราสองคนไม่เคยใส่ชุดนี้มาก่อน ศศินาจับชุดของตัวเองก่อนจะหันไปมองรอบห้องอีกครั้งด้วยใจที่เต้นโครมครามอย่างรู้สึกหวาดกลัว แต่ไม่ว่าจะมองยังไง นี่ก็ไม่ใช่ห้องเธอและมันก็ไม่ใช่ความฝันแน่ๆ “คุณ! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ที่นี่ที่ไหน แล้ว แล้วพวกเรามาได้ยังไง” ศศินาลนลานถามอคิราห์พลางเขย่าแขนอีกคนแรงๆอย่างสติแตก ขณะที่อคิราห์นั้นก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียดไม่ต่างกัน แต่เพราะที่นี่เป็นที่ที่คุ้นเคยเลยยังพอจะปลอบใจศศินาได้อยู่ “ใจเย็นๆก่อนเถอะคุณ ที่นี่เป็นเรือน เอ่อ บ้านของผมเองครับ” “ว่าไงนะ บ้านคุณ บ้านคุณงั้นเหรอ แล้ว แล้วเรามาได้ยังไง แล้วชุดนี่มันอะไรกันฉันงงไปหมดแล้วนะ!” “ข้า เอ่อ ผม เฮ้อ ข้าขอพูดแบบเดิมก่อนได้หรือไม่แม่หญิง ข้าพูดไม่ถนัดเอาเสียเลย” อคิราห์ถอนหายใจก่อนจะบ่นออกมา เพราะความไม่ชินทำให้พูดติดๆขัดๆอยู่ตลอดจนเริ่มรำคาญตัวเอง “พูดอะไรก็พูดเถอะ ตอนนี้บอกมาก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ศศินาบอกอย่างไม่สนใจ เรื่องใหญ่กว่าในตอนนี้คือการที่เธอมาอยู่ตรงนี้ต่างหาก แต่คำตอบของอคิราห์ก็ไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้นแม้แต่น้อย “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนเจ้านั่นแหละ รู้แต่เพียงว่าที่นี่เรือนข้า เจ้าไม่ต้องกลัวขนาดนั้นหรอก” “จะไม่กลัวยังไงไหวทะลุมิติมาขนาดนี้ เอ๊ะ! นั่นมันกล่องดนตรีนี่ ทำไมมันมาอยู่นี่ด้วย” ศศินาเบิกตาโตเมื่อเห็นว่าข้างอคิราห์คือกล่องดนตรีของเธอ อคิราห์มองตามก่อนจะพยักหน้าแล้วบอกสิ่งที่คิดมาได้สักพักก่อนจะเรียกศศินาให้ตื่น “ข้านั่งมองมันมาสักพักก่อนที่เจ้าจะตื่นแล้ว คิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นตัวต้นเหตุทั้งหมดแน่ๆ” “นี่มันบ้าชัดๆ ฉันจะอยู่ที่นี่ได้ยังไงฉันต้องกลับบ้าน จริงสิ คุณกลับมาได้แล้วงั้นฉันก็น่าจะใช้มันพากลับไปได้เหมือนกัน แต่ต้องทำยังไงล่ะ” ศศินายังคงลนลานเพราะกลัวเอามากๆ ไม่ว่ายังไงการที่เธอหลุดเข้ามาในโลกนิยายแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ และเธอไม่ต้องการพบความมหัศจรรย์อะไรทั้งนั้น ไม่สนุกเลยสักนิดเดียว “ถ้าหมุนให้มันเล่นเหมือนเดิมแล้วก็จับไว้จะได้มั้ยนะ ลองก่อนละกัน” ศศินาพูดเองเออเองก่อนจะหมุนให้มันเล่นแล้วจับเอาไว้กับอกพลางหลับตาลง อคิราห์มองอยู่อย่างไม่อยากขัดอะไร จนเมื่อเพลงจบลงศศินาก็ค่อยลืมตาขึ้นและพบว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสักนิด “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมฉันต้องเข้ามาอยู่ในโลกนี้ด้วยเนี่ย” “ข้าว่ามันต้องมีเงื่อนไขบางอย่างเป็นแน่ เจ้าทำเช่นนั้นก็ไม่น่าเกิดสิ่งใดขึ้นหรอก” “จริงสิ ตอนที่คุณไปที่นู่นแล้วก็เมื่อคืนนี้ มันมีฝนตกหนักกับฟ้าผ่าด้วยนี่นา” ศศินานึกขึ้นมาได้ก็ตาเป็นประกายด้วยรู้สึกมีความหวังมากขึ้น อคิราห์เองก็คิดตามแล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “อาจเป็นอย่างที่เจ้าว่า” “งั้นเมื่อไหร่ฝนจะตกล่ะ คุณว่าวันนี้จะตกมั้ยฉันต้องรีบกลับไปนะ” “ข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่าแม่หญิง อยากรู้ก็คงต้องออกไปดูฟ้านอกเรือนแล้ว” “แต่ว่า ที่นี่คุณอยู่กับครอบครัวนี่ฉันไม่อยากออกไปเจอใครเลย ทำยังไงดี” ศศินาใจคอไม่ดีขึ้นมาอีกรอบเมื่อนึกได้ว่าที่นี่ไม่ได้มีเพียงพระเอกแค่คนเดียว แต่เป็นครอบครัวและอาจมีตัวละครอื่นให้เธอต้องเจออีกถ้าออกไป “อีกอย่าง คุณจะบอกกับคนอื่นว่ายังไง ฉันไม่ใช่คนที่นี่นะแถมยังเข้ามาอยู่ในห้องคุณแบบนี้อีก โอ๊ย!” “ข้าลืมนึกถึงเรื่องนี้เสียสนิท เจ้าไม่ควรมาอยู่ในเรือนลำพังกับข้าจริงๆแม่หญิง…” อคิราห์เองก็นิ่งไปหลังพูดจบ เพราะมัวแต่แตกตื่นเรื่องที่ข้ามโลกไปมา จนลืมไปว่าการที่ศศินามาอยู่นี่เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ยังไม่ทันได้คิดหรือวางแผนอะไรต่อเสียงเรียกจากหน้าประตูก็ทำเอาคนทั้งคู่ตัวแข็งทื่ออย่างทำอะไรไม่ถูก “พ่อแสง ตื่นหรือยังลูก สายมากแล้วไยเจ้ายังไม่ออกมาอีก เจ้าไม่สบายหรือ” “นั่นเสียงท่านแม่ข้านี่” อคิราห์กระซิบออกมา ศศินาตาโตหันซ้ายขวาหาที่ซ่อนตัวก็ไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนให้ซ่อนได้ ทุกอย่างโล่งไปหมดจนไม่รู้จะแอบตรงไหน ไม่ต่างจากอคิราห์ที่ลนลานจนเสียอาการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าจะทำอย่างไรดี จะบอกแม่ข้าอย่างไรดี” สองคนวุ่นวายกับการคิดหาวิธีของตัวเอง อคิราห์เดินไปมาอย่างคิดไม่ออก ขณะที่ศศินาก็วิ่งวุ่นหาที่ซ่อนตัวแต่ก็ไม่มีที่ จนเมื่อเสียงข้างนอกดังขึ้นอีกหนทั้งคู่ก็หยุดชะงัก “พ่อแสง เจ้าได้ยินแม่หรือไม่ แม่ได้ยินเหมือนเจ้าเดินไปมาไยถึงไม่ตอบแม่เล่า” เงาคนด้านนอกเดินมาจนถึงหน้าประตู ทั้งอคิราห์และศศินายืนตัวแข็งทื่อ ใจเต้นโครมครามราวจะหลุดออกมานอกอกยามที่ประตูถูกเปิดออกกว้าง “เจ้าเป็นใบ้ไปแล้วรึ ยืนนิ่งไม่ตอบแม่เช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน” “ขะ ขอรับ…”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD