"ไม่รู้ว่าคุณนับชอบทานอาหารแบบไหน เกตน์เลยเตรียมอาหารพวกนี้ไว้ให้ค่ะ แต่ถ้าชอบหรือไม่ชอบยังไงบอกมาได้เลยนะคะ หรือถ้าชอบกินแบบไหนเป็นพิเศษก็บอกเกตน์มาได้เลยนะคะ วันหลังเกตน์จะเตรียมไว้รอ"
"แต่ฉันเห็นว่าแม่บ้านเป็นคนเตรียมไม่ใช่เหรอ" วารินทร์พูดแทรกขึ้นมาทันทีที่แม่เลี้ยงพูดจบ
และพอถูกหักหน้าเกตน์ศิณีก็หันไปขอความช่วยเหลือจากสามี
"อย่าเสียมารยาทสิลูก แม่กำลังพูดกับพี่เขาอยู่"
วารินทร์จ้องหน้าอีกฝ่ายตรงๆ ก่อนจะ เบ้ริมฝีปากคว่ำลงอย่างจงใจเหยียดหยาม สายตาคู่สวยตวัดมองด้วยความชิงชังครู่หนึ่ง แล้วจึงเมินไปให้ความสนใจกับจานอาหารตรงหน้า มือเรียวเอื้อมไปตักกับข้าววางใส่จานตัวเองอย่างเนิบนาบ และการกระทำของเธอก็อยู่ในสายตาเขาตลอด
"เราทานข้าวกันดีกว่า" พ่อเลยหันไปชวนนับเก้าทานข้าว แต่ในใจชักไม่ปลื้มลูกสาวแล้ว เอาแต่ใจอยู่นั่นแหละไม่รู้จักโต
"ครับ"
"อุ๊ย" ตอนที่นับเก้าเอื้อมไปจะหยิบเอาช้อนกลางที่วางอยู่ถ้วยอาหาร เกตน์ศิณีก็เอื้อมมาหยิบช้อนอันเดียวกันมือทั้งสองเลยชนกันเข้า
"อุ้ยใจตรงกันด้วย"
"วารินทร์" พ่อตำหนิลูกสาวที่ไปพูดประชด
"เชิญคุณเกตน์ก่อนครับ" นับเก้าเลยปล่อยให้เกตน์ศิณีตักอาหารจานนั้นก่อน
"คุณนับเก้าทานนี่ดีกว่าค่ะ" เห็นแล้วว่าเกตน์ศิณีพยายามอ่อยนับเก้าทุกทาง ทีแรกก็จะปล่อยให้อ่อยเขาไปเลย แต่มาคิดอีกทีเอาคืนสักหน่อยแล้วกัน ..วารินทร์เลยตักอาหารวางใส่จานให้กับนับเก้า แถมยังส่งยิ้มหวานให้ด้วยซึ่งอีกฝ่ายทำไม่ได้เพราะมีผัวอยู่แล้ว
"ขอบคุณครับ" และหลังจากนั้นวารินทร์ก็ตักอาหารให้เขาเกือบทุกอย่าง แถมยังพูดเสียงอ่อนเสียงหวานกับเขาตลอดจนเกตน์ศิณีรู้สึกหมั่นไส้
หลังทานข้าวเสร็จพ่อก็บอกลูกสาวให้พาพี่ออกไปเดินย่อยอาหารหน้าบ้าน อยากปล่อยให้ลูกสาวมีเวลาอยู่กับฝ่ายชายให้มากหน่อย
"วันนั้นคุณไม่ได้ไปหรือคะ"
"วันไหนครับ"
"วันรับปริญญาของฉัน" ไม่รู้จะชวนคุยอะไรเลยถามเรื่องที่ข้องใจเพราะเพื่อนบอกว่าเห็นเขา
"พอดีวันนั้นผมติดธุระด่วน"
เขาไม่ได้ไปจริงๆ เหรอ? แสดงว่าเพื่อนเราตาฝาด แล้วตอนอยู่ห้างตกลงเขาได้ไปไหม ชักจะสงสัยเรื่องนี้แล้วสิ แต่จะให้เชื่อเขาร้อยเปอร์เซ็นต์เธอไม่เชื่อหรอก
ขณะที่กำลังใช้ความคิดอยู่มองขึ้นไปชั้นบนก็เห็นแม่เลี้ยงแอบเปิดผ้าม่านมองลงมาดู
"อุ๊ย"
"มีอะไรครับ"
"ไม่รู้อะไรเข้าตาค่ะ คุณช่วยเป่าออกให้ฉันหน่อยได้ไหม" วารินทร์แสร้งอุทานพร้อมกับยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดกัน
นับเก้าชะงักไปครู่หนึ่งหัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างบังคับไม่ได้ เขาควรจะจดจ้องอยู่กับเม็ดฝุ่นที่อาจจะติดอยู่ในดวงตาคู่สวยคู่นั้น แต่ทว่าสายตากลับทรยศ มันเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มระเรื่อที่เผยอออกเล็กน้อยอย่างจงใจ ผิวนุ่มละเอียดที่ดูฉ่ำวาวราวกับกลีบกุหลาบต้องหยาดน้ำค้างนั้นสั่นไหวเล็กน้อย ยามที่เธอขยับพูดใกล้ๆ จนเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แผ่ออกมา มันล่อหลอกให้เขาลืมหน้าที่คนช่วยปัดฝุ่นไปเสียสนิท ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวว่าหากได้สัมผัสความนุ่มนวลนั้นจริงๆ จะหวานล้ำสักเพียงใด จนเขาแทบจะลืมไปแล้วว่าต้องเป่าลมหายใจออกไปทางไหน
"นิ่งทำไมคะ... เจ็บจะแย่แล้ว"
เสียงหวานที่ตัดพ้อเบาๆ ยิ่งทำให้เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะฝืนดึงสติแล้วรวบรวมลมหายใจเป่าลงไปที่เปลือกตาของเธออย่างแผ่วเบา... แต่สายตาก็ยังไม่ยอมละไปจากเรียวปากสวยนั้นเลยจนวินาทีสุดท้าย
"มองอะไรอยู่" วาทิตเห็นภรรยายืนมองอยู่หน้าต่างเลยเดินมาดูว่ามีอะไรให้มอง
"ดูลูกสาวคุณสิคะ ทำตัวแบบนี้เดี๋ยวผู้ชายก็จะคิดว่าง่าย"
"น่ารักดีออก" แบบนี้สิถึงเป็นลูกของพ่อ มารยามีเท่าไรดึงออกมาใช้ให้หมดเลย "ว่าแต่คุณมายืนทำไมตรงนี้"
"ฉันก็อยากจะรับลมบ้างน่ะสิคะ"
"เข้านอนได้แล้ว"
พอเห็นว่าหน้าต่างชั้นบนปิดลงวารินทร์ก็รีบขยับใบหน้าออก
"ตอนนี้ดึกแล้วคุณกลับบ้านเถอะค่ะ"
"หือ?" เมื่อกี้ยังดูออดอ้อนอยู่เลย อะไรของผู้หญิงคนนี้เนี่ยปรับอารมณ์ไม่ทันเลย
"เอ่อ.. เดี๋ยวก่อนค่ะ" แต่ขณะที่เขากำลังจะเดินไปที่รถ เธอกลับหยุดเขาไว้ก่อน "บริษัทคุณอยู่ที่ไหนคะ"
"ทำไมครับ"
"คุณไม่ได้ยินเหรอที่พ่อบอกให้ฉันไปฝึกงานกับคุณก่อน"
"ถ้าคุณจะไปพรุ่งนี้ผมจะแวะมารับ"
"ไม่รบกวนคุณหรอกค่ะ ส่งโลเคชั่นมาแล้วกัน" ไม่สิ.. เราต้องบอกให้เขามารับสิพ่อจะได้พอใจแถมยังได้ตอกหน้าแม่นั่นด้วย "ฉันเปลี่ยนใจแล้วค่ะ พรุ่งนี้เช้าฉันจะรอนะคะ"
"ครับ" จะเอายังไงกันแน่เนี่ย ถ้าไม่เพราะอยากกลับมาใช้ชีวิตในประเทศเขาคงไม่ตามใจพ่อถึงขนาดนี้หรอก แต่ทำไมต้องเป็นครอบครัวนี้ด้วย นักธุรกิจมีตั้งเยอะตั้งแยะจะเลือกดองกับครอบครัวไหนก็ได้ ผู้หญิงคนนี้ไม่ต่างจากนางวันทองเลย แต่ถ้าในเมื่อเลี่ยงไม่ได้แล้วงั้นเราก็ต้องให้เธอเห็นว่าเราไม่ใช่ของตาย