“หมี่ฟูเหริน” เขาเอ่ยเรียกนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ถ้าเจ้าไม่ต้องการข้า ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมแต่งงานกับคนที่เหนียงชินของเจ้าเลือกให้เมื่อสามปีก่อน” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขากลับเงียบไปอีกครั้ง
“อิ๋งเป่ยข้ารู้เจตนาเจ้ามาโดยตลอดว่า เจ้าอยากแต่งงานกับข้า แต่เพราะข้าโดนเตี่ยบังคับให้เข้าวัง เพื่อสร้างฐานอำนาจและความมั่นคงให้สกุลหมี่” นางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง มองใบหน้าของเขาที่นิ่งเฉยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาสักคำ นางจึงหันหลังมองไปตั่งเตียงที่ปูด้วยหนังหมีขาวหลายตัว และเย็บเป็นแผ่นเดียว
“ข้าจะนอนแล้ว เจ้าก็ออกไปเถิด” นางเอ่ยบอกเช่นนี้ แล้วนางก้าวเดินนวยนาดไปยังตั่งเตียงเพียงสองก้าว ทำให้นางต้องหยุดก้าวเดิน
เพราะมือหนาและอ้อมกอดแสนอบอุ่นโอบกอดนางเอาไว้จากด้านหลัง นางจับมือหนาของเขาทั้งสองข้างที่โอบกอดนางแทบแน่นยิ่งขึ้น นางจึงจับมือหนาเขาออก แล้วหันกลับมาทั้งตัว เขาก้มลงจูบริมฝีปากของนางอย่างดุดัน และแนบแน่นทำให้นางเปิดริมฝีปากรับริมฝีปากที่จูบลงมา มือเรียวทั้งสองข้างโอบคอของเขาเอาไว้ให้จูบได้ถนัดยิ่งขึ้น และดูดดื่มเร่าร้อนสอดสิ้นเข้าไปในโพรงปากของกันและกันราวกับหาสิ่งใดอยู่ นางไม่ได้สัมผัสจูบแบบดูดดื่มเช่นนี้มาก่อน ทำให้นางแทบหายใจไม่ออก แต่นางก็ไม่ถอนริมฝีปากออกจนเขาถอนริมฝีปากด้วยตัวเอง กลัวว่านางจะหายใจไม่ทัน
นางทอดสายตามองใบหน้างดงามและคมคาย ผิวสองสีต่างจากนางที่มีผิวที่ขาวสะอาดดุจหิมะ เขามองใบหน้าของนางไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา เพราะภายในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนาอย่างลุกโชน
เขาอุ้มนางไปยังตั่งเตียงทรงกลมขนาดใหญ่มีแผงขนของหมีขาวถักทอรวมกันเป็นพื้นใหญ่ เขาวางนางลงบนตั่งเตียงอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอมราวกับว่ากลัวว่านางจะบุบสลาย นางใช้มือเรียวทั้งสองข้างโอบคอของเขาโน้มจูบลงมา เขาตอบสนองนางจูบอย่างดูดดื่มและเร่าร้อน มือเรียวของนาจับมือหนาของเขาข้างหนึ่งที่กำลังลูบไล้สะโพกของนางเหมือนปลุกอารมณ์ของนางให้ต้องการเขายิ่งขึ้น นางนำมือหนาข้างนั้นมาจับอกอวบอิ่มของนาง เขาสัมผัสอกอวบอิ่มของนางที่เต็มไว้เต็มมือขยำหนักๆ ทำให้นางรู้สึกเสียวจนครางในลำคอ
เขาค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก มองใบหน้าของนางที่กำลังลืมตามองเขาอยู่ นางเผยรอยยิ้มที่ยั่วยวนราวกับว่านางกำลังสะกดจิตของเขา มือเรียวของนางล้วงเข้าไปในกางเกงสีดำของเขาที่สวมใส่ นางสัมผัสถึงดุ้นของเขาที่ใหญ่โตตอนนี้มันไม่ได้หลับใหลแต่มันขยายใหญ่จนแทบกำไม่มิด นางใช้มือเรียวลูบไล้ดุ้นของเขา จนเขาร้องครางกระเส่า
“โอ้ว...โอ้ว...ซี๊ด...อา...”
นางรู้สึกได้ถึงน้ำอุ่นๆ ฉีดบนมือเรียวของนางมันไหลเลอะทั้งห้านิ้ว นางจึงเอามือเรียวออกมา นำฝ่ามือมีน้ำกามขาวขุ่นที่ติดมือเรียว มาดูเพียงชั่วครู่ แล้วนำเข้าริมฝีปากบางดูดทีละนิ้วและฝ่ามือราวกับว่าเป็นของวิเศษ นางมองเขาที่มองนางด้วยสายตาหื่นกระหายจูบริมฝีปากบางอีกครั้งอย่างดูดดื่มและวาบหวาม
ทันในนั้นนางต้องสะดุ้งแผ่นหลังยกขึ้นจากตั่งเตียง เมื่อดุ้นร้อนๆ เข้ามาในกลีบร่องมิดลำ มือเรียวโอบกอดเขาทั้งสองข้างผวาสุดตัว ด้วยดุ้นของเขาทั้งใหญ่และยาว เขาค่อยๆ ขยับช้าๆ บดขยี้เบาๆ ให้นางเสียวยิ่งขึ้น นางจิกเล็บบนหลังของเขาให้คายความเสียว
“งือ...งื้อ...อิ๋งเป่ย...อา...”
นางร้องครางกระเส่าวาบหวาม น้ำเสียงของนางเข้าไปในประสาทส่วนลึก เหมือนกระตุ้นอารมณ์ราคะของเขาให้สุกงอม เขาจึงกดบดขยี้หนักๆ น้ำกามของนางไหลทะลักออกมาเป็นเกลียวคลื่นโหมกระหน่ำ
“อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊ะ...อา...แรงอีก...อร๊าย...”
นางร้องครางด้วยความเสียวสะท้านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่รอช้าบดขยี้หมุนวนอย่างหนักหน่วงด้วยแรงราคะที่อดกันมานาน นางคือคนที่เขาต้องการเสมอมาและไม่สามารถไขว้คว้ามาครอบครองได้ วันนี้เขาไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป เขาปล่อยสัญชาตญาณดิบให้ครอบงำจิตใจของเขา
“โอ้ว...โอ้ว...จินเอ๋อร์...ซี๊ด...อา...”
เขากระแทกลงมาราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ ทำให้นางกรีดร้องครางไม่หยุดราวกับสติหลุดลอย ใบหน้างดงามมีน้ำตาเอ่อล้นออกมาด้วยความเจ็บจากแรงกระแทกของเขา บนกลีบร่องของนางมีน้ำกามขาวขุ่นปนเลือดที่ไหลออกมารวมกัน
“อิ๋งเป่ย...อร๊าย...อร๊าย...ข้าไม่ไหวแล้ว...” นางร้องครางกระเส่าวาบหวาม ใช้มือเรียวปิดเรียวปากกลัวว่าเสียงของนางจะเล็ดลอดออกไป เขากระแทกหนักๆ เน้นๆ ดุดัน ประมาณสี่ถึงห้าครั้งปล่อยน้ำกามใส่นางจนหมดสิ้น เขาล้มตัวนอนลงข้างๆ นาง ขณะที่นางหอบกระเส่าด้วยความเหน็ดเหนือยเช่นเดียวกับเขา นางหลับตาลงช้าๆ ดำดิ่งสู่นิททาในไม่ช้า เขาหันกลับไปมองใบหน้างดงามของนางที่งดงามเกินคำบรรยาย ใช้มือหนาปัดผมของนางออกจากใบหน้าของนาง
จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
ข้าทำถูกหรือไม่ที่สมยอมเสพสังวาสกับนาง ซึ่งเป็นหญิงสูงศักดิ์แห่งแคว้นเซี่ย นางยังเป็นฟูเหรินของอดีตต้าหวางที่เทิดทูนไว้เหนือหัว
บัดนี้เขาได้ย่ำยีนาง การที่เขากระทำเช่นนี้เหมือนเป็นการย่ำยีเกียรติของต้าหวางหรือเปล่า
หมี่ซู่จินตื่นขึ้นมาในยามบ่ายของอีกวัน นางลืมตาขึ้นเห็นว่าไม่มีอิ๋งเป่ยนอนเปลือยเปล่าเช่นเมื่อคืนที่ผ่านมา นางคิดว่าเขาคงรู้สึกผิดที่นางและเขาได้เสพสังวาสด้วยกัน นางล่วงรู้อิ๋งเป่ยรักนางก็จริงอยู่ แต่เขาจงรักภักดีกับอดีตต้าหวางและแคว้นเซี่ยยิ่งชีพ เขาอุทิศตัวเองออกรบแทนต้าหวางมาถึงแปดปีเต็มตั้งแต่นางเข้าวังเป็นฟูเหริน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขารักนางมากจนไม่อยากแต่งใครเข้าจวน ถึงเหนียงชินของเขาหาหญิงสาวมาให้สักกี่คน เขาก็ปฏิเสธทุกครั้ง และออกทำศึกรวบรวมชนเผ่าถึงสิบห้าชนเผ่าให้เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นเซี่ย
“ตื่นแล้วหรือเพคะ เสวยน้ำชาก่อนเพคะ” มายาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม รับด้วยน้ำชาร้อนกรุ่นจากหลินหลังส่งให้นาง นางรับถ้วยน้ำชามาดื่มหนึ่งคำแล้วส่งให้มายา
“ใต้เท้าอิ๋งออกไปนานแล้วหรือ” ซู่จินเอ่ยถามพวกนาง
“ใต้เท้าอิ๋งออกไปตั้งแต่ยามอิ๋แล้วเพคะ แล้วพึ่งกลับมาจากการปราบโจรภูเขาเยว่ซานกับใต้เท้าเฟย และกองทหารประมาณสามพันจนราบคาบ เห็นหวงเป่าบอกว่าใต้เท้าอิ๋งตัดหัวของหัวหน้าโจรด้วยเพคะ” หลินหลังเอ่ยบอกเช่นนี้ (ยามอิ๋ คือเวลา 03.00 – 04.59)
“เมื่อคืนไม่ได้เกิดอะไรขึ้นใช่ไหมเพคะ” มายาเอ่อยถามซู่จินด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“พวกเจ้าเตรียมเสื้อผ้า นำดอกโบตั๋นปักรัดเกล้าต่ำแค่ดอกเดียว” ซู่จินเอ่ยบอกเช่นนี้ และมองดอกโบตั๋นสีแดงสดที่อยู่ในแจกันสองถึงสามดอก
“เพคะ” มายาเอ่ยบอกซู่จินเช่นนี้
“หลินหลัง เจ้าไปดูจิ้นเอ๋อร์เถิด ข้าไม่อยากให้เขาอยู่ลำพังเพียงผู้เดียว” ซู่จินเอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วงบุตรชาย
“เพคะ” หลินหลังน้อมรับคำสั่งและก้าวเดินออกไปทันที