เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงร้านชุดอาภรณ์ พนักงานตอนรับก็ออกมาทักทายเป็นอย่างดี
“ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ” พนักงานโค้งต้อนรับอย่างสุภาพ
“ข้าขอดูชุดสำหรับ บุรุษหน่อย” ฉินอี้เอ่ย
“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” พนักงานผายมือไปยังโซนเสื้อผ้าของบุรุษ
ร้านแห่งนี้เป็นร้านชุดอาภรณ์รายใหญ่ของเมืองฉีอีกร้านหนึ่ง นอกจากเสื้อผ้าที่หลากหลายแล้ว ยังมีการนำเข้าเสื้อผ้าที่เป็นที่นิยมในต่างเมืองให้เลือกสรร เพียงแห่งเดียว
ฉินอี้ เลือกชุดที่เป็นที่นิยมในเมืองอวิ๋น ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นสี่ มาสวมใส่อย่างคุ้นเคย เขาเลือกหยิบชุดโดยมิต้องให้ผู้ใดช่วยเลือก เพราะเขาคุ้นชินกับสไตล์ของเมืองอวิ๋นดี
เมื่อฉินอี้เข้าไปเปลี่ยนชุดอาภรณ์ และออกจากห้องแต่งตัว สายตาของพนักงานในร้านทุกคนต่างจับจ้องไปยังฉินอี้อย่างมิได้นัดหมาย ก่อนหน้าสวมชุดทหารองอาจ น่าเกรงขาม เมื่อเป็นชุดอาภรณ์ชนชั้นสูงของเมืองอวิ๋น ก็ดูเป็นคุณชายรูปงาม เย้ายวนเสน่ห์ ที่แสนอบอุ่น
“คุณชายหล่อมากเจ้าค่ะ” พนักงานต้อนรับเอ่ย
ฉินอี้ไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านี้เท่าไหร่ เขาหันไปหาเวิ่นเวิ่นเพื่อจะเอ่ยถามความเห็น แต่เขากลับสังเกตใบหน้าของเธอได้แม้จะมีผ้าปิดหน้า เพราะสายตาคู่นั้นของเธอจ้องมองเขาอย่างไม่ละสายตา
“เวิ่นเวิ่น เจ้าว่าชุดนี้ของพี่เป็นอย่างไรบ้าง” ฉินอี้เอ่ยถาม
“.......” เวิ่นเวิ่นยังไม่เอ่ยสิ่งใด ตายังจดจ้องแทบไม่กะพริบมายังที่ฉินอี้ราวกับตกอยู่ในภวังค์
“นี่...พี่ถามเจ้าอยู่นะ” ฉินอี้โน้มตัวลงเข้าใกล้ จ้องตาเวิ่นเวิ่นที่นั่งโซฟาอยู่ เมื่อเธอได้สติก็ตกใจเพราะใบหน้าของฉินอี้อยู่ห่างไม่เกินหนึ่งคืบ
“หล่อเจ้าค่ะ ชุดนี้ท่านพี่ดูดีมากเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นหลุบตาลงพลางพูดเสียงแผ่วเบา
“ยังงั้นหรอกรึ” ฉินอี้ยืดตัวตรงยืนกอดอกมองเวิ่นเวิ่นที่ยังคงไม่กล้าสบตาเขา
“ดูท่าเจ้าจะพูดความจริงอยู่บ้าง จากสายตาที่จ้องพี่ขนาดนี้” ฉินอี้พูดอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาเวิ่นเวิ่นถึงกับพูดไม่ออก และไม่คิดว่าฉินอี้จะพูดตรงๆ กับเธอขนาดนี้
“ท่านพี่!!!!!!! ข้าไม่ได้....” เธอเลือกที่จะเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่นเพื่อหลบสายตา
ฉินอี้ที่เห็นดังนั้น จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ และหันไปทางพนักงานร้านและเอ่ยขึ้น
“ข้าเอาชุดนี้แล้วกัน ข้าจะใส่ชุดนี้ออกจากร้านเลย”
“เจ้าค่ะ” พนักงานตอบรับ ก่อนจะรับชุดทหารที่ฉินอี้ถือไว้ บรรจุถุงผ้า เพื่อที่เขาจะนำกลับ
ฉินอี้นั่งลงข้างเวิ่นเวิ่นที่ยังเบือนสายตาไปยังหน้าร้าน ‘หรือข้าจะพูดอะไรไม่ดีออกไปนะ น้องเวิ่นถึงได้มีท่าทีโกรธเคืองเช่นนี้’ เขาคิดภายในใจจนสุดท้ายจึงตัดสินใจที่จะเอ่ยก่อน
“เอาล่ะพี่ขอโทษเจ้า ที่พูดอะไรไม่ดีออกไป เจ้าอย่าได้โกรธเคืองอะไรพี่เลย”
“ข้าไม่ได้โกรธอะไรท่านพี่นะเจ้าคะ มีอะไรให้โกรธกัน” เวิ่นเวิ่นยังคงไม่หันมามอง
“ท่าที แบบนี้เหรอที่ว่าไม่โกรธพี่” ฉินอี้ยังคงเอ่ยไม่หยุดพัก จนเวิ่นเวิ่นตอบไม่ได้ ‘นั่นสิ ข้าโกรธอะไรท่านพี่อยู่ โกรธที่เขาพูดความจริงอย่างนั้นรึ ที่เขาพูดว่าข้าจ้องมองเขาไม่ละสายตา แต่แม้จะเป็นความจริง เขาก็ไม่ควรออกมาทำให้เธอรู้สึกขายหน้ารึเปล่าน่ะ แต่ถ้าข้าโกรธงั้นก็เหมือนข้ายอมรับน่ะสิ ไม่ได้ ๆ ข้าจะโกรธท่านพี่ไม่ได้’
จากใบหน้าบึ้งตึง จู่ๆ เวิ่นเวิ่นก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นฉีกยิ้ม จนฉินอี้แปลกใจ
“เจ้ายิ้มอย่างนั้นรึ” ฉินอี้อุทานออกมา
“เจ้าค่ะ ยิ้มออกมาให้เห็นว่าข้ามิได้โกรธอันใดท่านพี่เลยเจ้าค่ะ”
“แปลกๆ นะเรา เอาเถอะเจ้าบอกว่าไม่ได้โกรธอะไรพี่ พี่ก็สบายใจ ลุกขึ้นเถิด พี่จะช่วยเลือกชุดให้เจ้า” ฉินอี้ดึงเวิ่นเวิ่นลุกขึ้นยืน ก่อนนะเดินไปยังมุมชุดอาภรณ์ของสตรี
ฉินอี้หยิบชุดอาภรณ์สตรี เทียบตัวกับเวิ่นเวิ่น ชุดที่หนึ่ง สอง สาม สี่ และอีกหลาย ๆ ชุด แต่ไม่ว่าชุดไหน ก็ดูเหมือนจะเหมาะกับเวิ่นเวิ่นไปทุกชุดในสายตาฉินอี้ ฉินอี้หันไปหาพนักงานก่อนจะเอ่ยบางคำออกมาสร้างความตกใจให้แก่ พนักงานร้าน และ เวิ่นเวิ่นอย่างมาก
“เอาชุดทั้งหมด บนราวนี้” ฉินอี้เอ่ย
“...........” ความเงียบสงบเกิดขึ้นทันทีพนักงานทุกคนต่างนิ่ง ส่วนเวิ่นเวิ่นที่ได้ฟังเช่นนั้นก็อุทานออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“ท่านพี่ ...... มากเกินไปเจ้าค่ะ แค่ชุดสองชุด ข้าก็ดีใจแล้วค่ะ” เวิ่นเวิ่นดึงแขนฉินอี้ เพื่อที่จะหยุดความคิดนี้ของฉินอี้
“ไม่ได้หรอก เจ้าจะสวมใส่เพียงชุดสองชุดไม่ได้ เจ้าเป็นคนของตระกูลหวัง อีกอย่างหากวันใดที่เจ้าไปเมืองอวิ๋นกับข้าเพื่อเคารพอาจารย์ เจ้าก็จำเป็นต้องมีชุดของเมืองนั้นด้วย จะได้ดูไม่แปลกไปจากคนในเมืองอวิ๋น”
“ข้า ... ข้า ... เกรงใจเจ้าค่ะ คงเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยท่านพี่” เวิ่นเวิ่นปล่อยมือจากแขนของฉินอี้พลางหลุบตาลงมองพื้น
“ข้าบอกแล้วไงว่า มาซื้อของไม่ให้เจ้ามานั่งวิตกเรื่องเงิน มีแค่เจ้าควรจะต้องมีสิ่งใดบ้างก็พอ” ฉินอี้เอ่ยกับเวิ่นวิ่น ก่อนจะหันไปทางพนักงานร้าน
“คิดเงินด้วย แล้วชุดทั้งหมดนี้จัดส่งไปที่จวนตระกูลหวัง” ฉินอี้ชำระเงินทั้งหมด
“เอาล่ะ ออกจากร้านกันเถอะ” ทั้งสองเดินออกจากร้านกลับสู่ถนนเส้นหลักของย่านการค้า เวิ่นเวิ่นยังเดินตามอย่างเงียบๆ เธอยังคงอึ้งกับการตัดสินใจของฉินอี้ที่เขาซื้อชุดอาภรณ์ให้เธอจำนวนมากอย่างไม่ลังเล ทำให้เธอรับรู้ได้ว่า ตระกูลหวังนั้น คงรักเธอมากจริง ๆ ภายในใจเธออิ่มเอม จนยากจะอธิบายออกมา
ฉินอี้เดินนำ ทอดน่องไปตามถนนย่านการค้า จู่ ๆ ก็หยุดชะงัก จนเวิ่นเวิ่นที่เดินเอาแต่มองพื้นนั้น ชนไปยังแผ่นหลังของฉินอี้อย่างจัง
“เวิ่นเวิ่น เจ้าเอาแต่เหม่ออีกแล้วนะ”
“ขอโทษเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะเจ้ายังมีสิ่งที่ต้องการอีกไหม”
“ไม่เจ้าค่ะ จริงด้วย!!! ท่านพี่ช่วยแวะร้านตำราตรงนั้นได้ไหมเจ้าคะ”
“หืม ทำไมเหรอ เจ้าสนใจตำรางั้นรึ”
“จริงๆ ก่อนหน้านี้ ข้าแวะไปที่ร้านตำรานั่นมาเจ้าค่ะ แล้วข้าก็ได้ตำรามาหนึ่งเล่ม แต่เพราะข้าไม่ได้พกถุงเงินจึงยังค้างค่าชำระไว้เจ้าค่ะ”
“ได้ งั้นเราแวะร้านตำรากัน”
ทั้งคู่เดินเข้าไปยังร้านตำรา เมืองชายสูงวัย เห็นเวิ่นเวิ่นที่มาพร้อมกับ ชายหนุ่มผู้โด่งดังไปทั่วเมืองฉี และเป็นทายาทคนโตแห่งตระกูลหวังแล้วนั้นก็แทบจะละทิ้งทุกสิ่งแล้วรีบเข้ามาทำความคำนับ
“ยินดีต้อนรับ ขอรับคุณชายฉินอี้ คุณหนูเวิ่นเวิ่น” ชายสูงวัยโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“ข้ามชำระเงินตำรา ที่ค้างไว้เจ้าค่ะ”
“คุณหนูเวิ่นขอรับ แท้จริงแล้วข้ากำลังจะส่งคนทางร้านไปแจ้งที่จวนท่านว่าข้าจะมอบให้ท่านไม่คิดเงินขอรับ” ฉินอี้เมื่อได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยแก่ชายสูงวัยเจ้าของร้านตำรา
“ตำราเป็นสินค้าที่มีราคาแพง และหาได้ยากยิ่ง ของซื้อของขายเจ้ารับเงินไว้เถิด ตระกูลข้ามิได้ขัดสนอันใดอยู่แล้ว” ฉินอี้ยื่นตัวเงินให้ชายสูงวัย
“เจ้ามิต้องทอนเงินให้ข้า ถือซะว่าเป็นสินน้ำใจที่เจ้ามีความประสงค์ดีต่อตระกูลข้าแล้วกัน” ฉินอี้เอ่ยจบก็หันกลับเพื่อนเดินออกจากร้าน
“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้วนะเวิ่นเวิ่น”
“เจ้าค่ะท่านพี่”
ฉินอี้เดินออกจากร้าน เวิ่นเวิ่นเดินตามเช่นเคย เมื่อพ้นประตูหน้าร้าน เวิ่นเวิ่นก็หยุดชะงักแล้ว เงยหน้าขึ้นไปบนระเบียง ชั้นสองของร้านตำราแห่งนี้
“ไม่อยู่แล้ว สินะ” เธอพึมพำออกมาอย่างไม่รู้ตัว ฉินอี้ที่อยู่ไม่ห่างจากเธอ ได้ยินแว่วๆ จึงหันไปถามเวิ่นเวิ่นว่าเธอหมายถึงผู้ใด
“ไม่อยู่แล้ว??? ใครกันที่ไม่อยู่” ฉินอี้หันหลังมาถาม
“ไม่มีอะไรมากเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ข้ามาร้านตำรา ได้เจอนักกวีท่านหนึ่งเขาช่วยข้าหาตำราเจ้าค่ะ ก่อนหน้านั้นเขานั่งอยู่ตรงระเบียงตรงนั้นเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นชี้ออกไป
“เจ้าคะนึงหาเขางั้นรึ แล้วเขาชื่ออะไรเผื่อข้าอาจรู้จัก” ฉินอี้พูดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกที่หยั่งจะคาดถึง
“ป่าวนะเจ้าค่ะข้าไม่ได้คะนึงหา อีกอย่างข้าก็จำชื่อกับหน้าเขาไม่ได้แล้ว ท่านพี่อย่าถามข้าอีกเลย แค่คนแปลกหน้าเจ้าค่ะ แค่คนแปลกหน้า”
“อ่อ.....ยังนั้นหรอกหรือ” ฉินอี้เอ่ย ก่อนจะหันกลับเดินต่อไปบนถนนย่านการค้า
“ท่านพี่ข้าไม่ได้มีสิ่งที่อยากได้อีกแล้ว” เวิ่นเวิ่นวิ่งไปดักหน้าฉินอี้ที่ยังคงจะเดินต่อไปตามย่านการค้า
“งั้นเราไปหาอะไรทานกัน ที่หน้าย่านประตูเมืองอี้ เจ้ายังไม่เคยเดินตลาดชาวบ้านใช่หรือไม่”
“ข้ายังไม่เคยไปค่ะ ท่านพี่”
“งั้นตามพี่มา อย่าเอาแต่เหม่ออีกล่ะ”
“เจ้าค่ะ”
ทั้งคู่เดินต่อไป ไม่นานนัก สุดสายตาก็ปรากฏตลาดชาวบ้านหน้าประตูเมืองฉี ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าเล็ก ๆ หลายร้อยร้าน แต่ยังไม่ทันที่จะเดินถึง ก็มีเสียงตะโกนดังลั่นกันจ้าละหวั่น
“ช่วยด้วยยยย สัตว์ปีศาจ....เต็มไปหมด...อ๊ากกกกก....” เสียงร้องโหยหวนของชายคนดังกล่าว ดังสนั่นหวั่นไหน บาดแผลเวอะหวะ ไม่นานนัก ผู้คนละแวกย่านประตูหน้าเมืองก็แตกกระเจิงวิ่งหนีกันไปคนละทาง ข้าวของกระจัดกระจาย โดย มีสัตว์อสูรจำนวนมากถาโถมเข้ามาทางประตู จำนวนทหารที่คุ้มกันดูเหมือนไม่เพียงพอกับการต่อกรในครั้งนี้ ฉินอี้เมื่อเห็นชาวบ้านได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก อีกทั้งทหารที่ดูแลรักษาความปลอดภัยก็ไม่อาจต้านทานได้ เขาก็เปลี่ยนราวกับเป็นคนละคน ดูขึงขังดุดัน พูดดังลั่น มายังเธอราวกับแม่ทัพสั่งการลูกน้อง
“เวิ่นเวิ่น เจ้าไปช่วยชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บแถวนี้ พี่จะต้องไปต้านพวกมันไว้ก่อน”
“เจ้าค่ะ ท่านพี่”
“จำไว้อย่าปล่อยให้ตนเองเจ็บตัวเด็ดขาด หากเจอพวกสัตว์ปีศาจให้เจ้าหนีออกไป จำไว้”
ฉินอี้เหาะเหินอย่างรวดเร็ว ไปยังหน้าประตูเมืองเมืองฉี ส่วนเวิ่นเวิ่น ก็วิ่งช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บจากสัตว์ปีศาจ
‘มันเกิดขึ้นเร็วเกินไปรึเปล่า ท่านพี่จะไหวหรือไม่ ถึงท่านพี่จะเก่งกาจแค่ไหน แต่จำนวนสัตว์ปีศาจหลายร้อยนี้ คนๆ เดียวจัดการไม่ไหวแน่’ เวิ่นเวิ่นครุ่นคิดอย่างหนักกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้ากะทันหัน