บทที่ 16 เริ่มฝึกเคล็ดวิชาลมปราณ (3)

1671 Words
ทั้งคู่กลับไปยังริมลำธารอีกครั้ง คราวนี้มิใช่การขัดสมาธิเพื่อรวมปราณที่ฝ่ามือ แต่หากเป็นการยืนสมาธิ แล้วรวมปราณไว้ที่ฝ่าเท้าแทน ฉินอี้อธิบายอย่างช้าๆ เวิ่นเวิ่นเป็นคนที่ฉลาด ฟังเพียงครั้งเดียวก็จดจำได้ทันที “ข้าเข้าใจแล้วท่านพี่” เวิ่นเวิ่นเอ่ย จากนั้นเวิ่นเวิ่นเดินเข้าไปชิดขอบริมลำธาร ยืนในท้วงท่าที่สบาย หลับตาลง และหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ นึกภาพปราณสีฟ้าภายในร่างเช่นเดิม ครานี้เป็นไปได้อย่างง่ายดายมากกว่าเดิม เธอรวบรวมปราณไปไว้ที่เท้าทั้งสองข้าง ก่อนจะลืมตา พลางเดินไปบนน้ำริมขอบลำธาร “ท่านพี่ ข้ายืนได้เจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยไม่ถึงสิบวินาที เท้าของเธอก็จุ่มลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว “แต่ก็แค่แป๊บเดียว โธ่.....” เธอสถบด้วยความอารมณ์เสีย หน้าบู้บี้ ส่วนฉิน “เวิ่นเวิ่น เจ้าจะใจร้อนไปไย อย่าหงุดหงิดไปเลย เก่งมากแล้ว” “ไม่ถึงสิบวิเลยนะเจ้าคะท่านพี่ แบบนี้แค่ข้ามคูน้ำเล็กๆ ยังไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” “เจ้ารู้หรือไม่ บางคนที่ฝึกเคล็ดวิชาตัวเบา กว่าจะได้เท่าเจ้ายังใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน เจ้าแค่เริ่มวันนี้ก็ได้สิบวิ รู้แบบนี้แล้วเจ้ายังจะหัวเสียหรือไม่” ฉินอี้หันมาอธิบาย พลางดึงเธอขึ้นมาจากการยืนในน้ำ “จริงรึท่านพี่ ท่านคงไม่ได้ปลอบใจข้านะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นกอดอก หันไปจ้องฉินอี้ “พี่จะโกหกเจ้าทำไมเล่า เอาเถอะ มาฝึกกันต่ออย่าได้เสียเวลาคิดเรื่องพวกนี้” “เจ้าค่ะ” “ตอนนี้เวลาเจ้ารวมปราณ เจ้ายังคงต้องทำสมาธิเพื่อเรียกมัน ซึ่งเวลาใช้จริง มันทำแบบนั้นไม่ได้ เจ้าต้องพยายามฝึกสมาธิ แม้เจ้าจะกระทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม ต้องทำให้เกิดความเคยชิน จนกว่าเจ้าจะเรียกปราณออกมาได้ภายในเสี้ยววิ” เวิ่นเวิ่นพยักหน้ารับคำชี้แนะจากฉินอี้ ก่อนจะหันหน้าไปยังลำธารอีกครั้ง ครานี้เธอจะต้องไปให้ไกลมากขึ้นให้ได้ เธอตั้งสมาธิ รวมปราณไว้ที่ฝ่าเท้าทั้งสอง อย่างสมดุล ครานี้ ปราณนิ่งกว่าเดิมมาก เธอเรียนรู้ได้ไวกว่าคนทั่วไปหลายร้อยเท่า จึงทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาสร้างความประหลาดใจให้กับฉินอี้อย่างมาก เธอลืมตาขึ้นก่อนจะค่อยๆ เดินบนน้ำไปอย่างช้า ๆ ในครานี้เธอเพ่งสมาธิแม้จะลืมตา ตามคำแนะนำของฉินอี้ ก้าวแรก ก้าวที่สอง และยังก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จวบจนเธอเดินบนผิวน้ำไปจนกลางกลางลำธาร ภายในใจเธอตื่นเต้นที่เธอสามารถเดินบนน้ำได้หลายก้าว จึงหันมาหาฉินอี้ที่ยืนอยู่ริมลำธาร “ท่านพี่ ข้าเดินบนผิวน้ำมาไกลมากเจ้าค่ะ อ่ะ.....จ๋อม....” ยังไม่ทันสิ้นคำ ร่างของเธอ ก็ร่วงลงน้ำ เธอดีใจจนลืมเพ่งสมาธิทำให้ปราณหายไป และลืมไปว่าตนกำลังอยู่เหนือผิวน้ำกลางลำธารใหญ่ เวิ่นเวิ่นตกลงไปในน้ำ ซึ่งกลางลำธารนั้น แม้ไม่ลึกมาก แต่น้ำเชี่ยวกราด นั่นทำให้เธอไม่สามารถยืนตั้งหลักได้ทำให้ไหลไปตามสายน้ำเชี่ยวอย่างรวดเร็ว ฉินอี้ที่อยู่ริมลำธารเห็นก็ตกใจ ใช้วิชาตัวเบา วิ่งไปบนผิวน้ำก่อนจะเอื้อมไปจับมือเวิ่นเวิ่นดึงขึ้นมาแล้วโอบอุ้ม กลับมายังริมลำธาร “แค่ก......แค่ก” เวิ่นเวิ่นสำลักน้ำอย่างหนักหลังจากกลืนน้ำไปหลายอึก ฉินอี้ค่อย ๆ วางเธอไว้บนเสือผืนเล็กใต้ตนไม้ เมื่อมองไปที่เวิ่นเวิ่นที่ตัวสั่นเทาด้วยความหนาว ตัวและชุดที่เปียกปอนไปทั้งตัว นั่งกอดเข่า ไม่พูดอะไรนั้น เขาก็ค่อย ๆ ถอดเสื้อนอกออกมาคลุมให้เธอ เวิ่นเวิ่นหันมองไปยังฉินอี้ ด้วยความซาบซึ้งก่อนจะเอ่ย “ท่านพี่ ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่ได้หนาว เดี๋ยวเสื้อท่านพี่เปียกนะเจ้าคะ ข้าไม่เป็นไรเจ้าคะ ” ในขณะที่เธอเอ่ย ร่างกายของเธอกลับแสดงออกตรงข้ามจากที่เอ่ย เท้าเธอกระดิก แขนเธอก็ขนลุกซู่อย่างเห็นได้ชัด “อย่าดื้อ ชืนท่านพ่อเห็นเจ้าสภาพนี้กลับไป พี่ต่างหากที่จะโดนท่านพ่อดุ ดังนั้นเอาเสื้อพี่คลุมไว้ซะ เดี๋ยวก็ไม่สบายอีก ” เวิ่นเวิ่นหลุบตาลง เชื่อฟังอย่างง่ายดาย “เจ้าค่ะ” “ว่าแต่เมื่อกี้ เจ้าเริ่มจับจุดการทำสมาธิ โดยไม่ต้องหลับตาได้แล้วใช่หรือไม่” ฉินอี้เอ่ยถาม “เหมือนจะพอเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ แต่สมาธิข้ายังไม่มั่นคงมากนัก หากมีสิ่งอื่นที่ดึงความสนใจ ข้าก็จะหลุดจากการรวมปราณทันที” เวิ่นเวิ่นเอ่ย “จากนี้เจ้าต้องค่อย ๆ ฝึกแยกประสาทการรับรู้ และสามารถทำสองสิ่งในเวลาเดียวกันให้ได้ล่ะนะ เก่งมาแล้ว พี่เชื่อว่า ภายในหนึ่งเดือนนี้เจ้า จะใช้ทั้งสองเคล็ดวิชานี้คล่องแคล่ว อย่างแน่นอน” “เป็นเพราะข้าได้อาจารย์ฝีมือดี อย่างท่านพี่เจ้าค่ะ ท่านพี่สอนเก่ง ทำให้ข้าเข้าใจเรียนรู้ได้เร็วเจ้าค่ะ” “อาจารย์ งั้นรึ เจ้าเรียกพี่เช่นนั้น พี่รู้สึกแก่ยังไงไม่รู้” “ท่านพี่ไม่ชอบให้ข้าเรียกอาจารย์งั้นหรือเจ้าคะ ข้าไม่เรียกก็ได้ แต่ถ้าใครถามว่าใครคืออาจารย์ของข้า ข้าจักตอบว่าท่านพี่ช่วยพร่ำสอนเจ้าค่ะ” ไร้ซึ่งคำตอบกลับของฉินอี้ เพียงแต่เขาเอื้อมมือมาลูบหัวเธอเบาๆ อย่างเอ็นดูพร้อมรอยยิ้มเท่านั้น เวิ่นเวิ่นหันหน้ากลับไปมองยังลำธาร หลุบตามอมยิ้มอย่างเขินอาย ทั้งสองพูดคุยสัพเพเหระ กันไปอีกสักพัก จวบจน ตงหยางขับรถม้ามารับตามกำหนดการที่ฉินอี้เคยบอกไว้ ตลอดเส้นทางขากลับ ฉินอี้มีความระมัดระวังมากขึ้น และยังใช้ปราณของตนป้องกันรถม้าอย่างแน่นหนา ทำให้ทุกคนกลับอย่างปลอดภัย เมื่อตงหยางขับมาถึง จวนตระกูลหวัง ซูเม่ย และเจียลี่ ก็ยืนรอที่หน้าตำหนักใหญ่คอยท่าอยู่แล้ว “คุณหนู เป็นอะไรเจ้าคะ เหตุใดเปียกปอนไปทั้งตัวเช่นนี้” ซูเม่ยเอ่ยด้วยความห่วงใย “ข้าไม่เป็นไรพี่ ข้าแค่ฝึกเคล็ดวิชา มีพลาดโดนน้ำไปสักหน่อยนะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ย “เดี๋ยวตอนกลับเรือน ข้าจะอุ่นน้ำ ให้คุณหนูเวิ่นชำระร่างกายนะเจ้าคะ” เจียลี่เอ่ย “ขอบใจพี่ทั้งสองนะ” ทางด้านตงหยางเองก็ได้เอ่ยกับฉินอี้เช่นกัน “คุณชายขอรับ เมื่อสักครู่ก่อนข้าจะออกไปรับคุณชาย นายท่านฉินฝากให้ข้าบอกท่านว่า ท่านต้องการพบคุณชายขอรับ” “ได้เดี๋ยวข้า ไปหาท่านพ่อ” ฉินอี้ตอบกลับตงหยางก่อนที่ตงหยางจะขับรถม้าออกไปจอดที่ลานจอด ฉินอี้หันกลับไปหาเวิ่นเวิ่นที่ยังคง คลุมโป่งด้วยเสื้อคลุมของเขา “เวิ่นเว่น เจ้ากลับเรือนขวาไปพักผ่อนก่อนเถิด เดี๋ยวไม่สบายเอาได้ ข้ายังต้องไปพบท่านพ่อ” “เจ้าค่ะท่านพี่ ... พี่ทั้งสองเรากลับเรือนกัน” เวิ่นเวิ่น และ ผู้ติดตามทั้งสองเดินกลับเรือนของตนไป ส่วนฉินอี้นั้น เดินเข้าไปยังตำหนักใหญ่เพื่อหาท่านพ่อของตนที่นั่งรออยู่ที่ห้องรับรองรออยู่แล้ว “ท่านพ่อ เรียกข้าหรือขอรับ” ฉินอี้เอ่ย พลางนั่งลงตรงข้ามผู้เป็นพ่อ “กลับมาแล้วงั้นรึ เป็นไงบ้าง” ลุงฉินเอ่ยถาม “น้องเวิ่นเรียนรู้เร็ว และมีพรสวรรค์ขอรับ ข้าสอนไปเพียงนิด ก็มีความคืบหน้ามากกว่าผู้อื่นเป็นร้อยเท่าแล้ว” “งั้นก็ดีแล้วล่ะ” ลุงฉินแสดงสีหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนจะจิบน้ำชา “ว่าแต่ที่ท่านพ่อเรียกข้ามา มีเรื่องอันใดหรือขอรับ” “เออ พรุ่งนี้ลูกจะเข้าไปกองทหารใช่หรือไม่” ลุงฉินวางแก้วชาลงก่อนจะเอ่ยถาม “ขอรับ ข้าต้องเข้าไปฝึกกองทหารทางชายฝั่งของเมืองฉี” “งั้นดีเลย น้องเจ้าเองก็จะกลับวันพรุ่ง เห็นว่าจะถึงเมืองฉีช่วงเย็น เจ้าแวะรับน้องเจ้ามาด้วยล่ะกันนะ” “หืม....ฉินเยียนจะกลับมาแล้วหรือขอรับ ข้านึกว่าน้องเล็กต้องจัดการบัญชีคลังจนถึงสัปดาห์หน้าเสียอีก” ฉินอี้เอ่ยอย่างสงสัยเพราะก่อนจะกลับเมืองฉี ตนได้ถามไถ่กับฉินเยียนไว้แล้ว “เห็นว่าจัดการได้เร็วกว่าที่คิดล่ะนะ” “ได้ขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะรับน้องเล็กกลับมาด้วย” ฉินอี้รับคำจากพ่อของตน “และก็ ตอนเจ้าเข้าไปกองทหาร ก็พาเวิ่นเวิ่น ไปด้วยนะ พ่ออยากให้ยัยหนูเปิดหูเปิดตา ถ้าไปกับลูก พ่อคงสบายใจ” “ให้ลูกพาเวิ่นเวิ่นไปด้วย ???” ฉินอี้งุนงง “ใช่....หรือลูกไม่สะดวก” “ก็ใช่ว่าจะพาไปไม่ได้ขอรับ ลูกแค่แปลกใจที่ท่านพ่อดูเอ็นดู เวิ่นเวิ่นมากนัก” “ฮ่า..ฮ่า เจ้าน้อยใจรึไง พ่อแค่อยากตอบแทน น้ำจิ้มที่ยัยหนูนั่นมอบให้ร้านอาหารฉินเราตอนนี้ฮือฮากันมาก จนตอนนี้ รายได้เข้าตระกูลเรามากกว่า สามเท่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พอแค่อยากให้ยัยหนูเปิดหูเปิดตา หากยัยหนูอยากได้อะไรเจ้าก็ซื้อให้นางเถิด” “ที่แท้เป็นแบบนี้เอง ได้ขอรับท่านพ่อ ข้าจะดูแลนางอย่างดี แล้วจะพาเวิ่นเวิ่นซื้อของเองขอรับ” “ขอบใจลูกมากเอาล่ะ เจ้าเองก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว รับมือกับยัยหนูนั่นก็คงเหนื่อยน่าดู” “ไม่เท่าไหร่ขอรับ งั้นลูกขอตัวกลับห้องก่อนนะขอรับ” ฉินอี้โค้งคำนับให้ผู้เป็นพ่อ ก่อนจะเดินออกจากห้องรับรองตำหนักใหญ่ ‘พาเวิ่นเวิ่นไปด้วยงั้นรึ’ ฉินอี้พลางคิดในใจก่อนที่จะฉีกยิ้มออกมา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD