เวิ่นเวิ่น ตระหนักได้ว่าสิ่งที่พบเจอ นั้นร้ายแรงกว่าที่คิด หากเป็นดั่งที่คาดคิด นั่นคือหายนะที่ทำลายเมืองได้เลย สัตว์ผี คือการนำสัตว์ที่ตายแล้ว มาบรรจุวิญญาณอาฆาต นั่นหมายความว่า ไม่ว่า จะตี รัน ฟัน แทง อย่างไร มันก็ไม่มีทางตายนั้นเอง
‘ปราณ หกวิถี ไม่สามารถกำจัดได้ อาวุธ ยุทธภัณฑ์ไม่สามารถทำร้ายดวงจิตวิญญาตได้ นั่นหมายถึงไม่ว่าสัตว์ตัวนั้นจะร่างพรุน บาดเจ็บอย่างไร มันก็จะลุกขึ้นมาต่อสู้อย่างอมตะ ตราบเท่าดวงวิญญาณไม่ถูกทำลายหรือถูกดึงออกไป’
“โอ๊ย!!!” เวิ่นเวิ่นกุมแขนข้างซ้ายอย่างเจ็บปวด หากข้าไม่ทำอันใดกับเลือดที่ไหนออกมานี้มีหวังข้าได้สิ้นชีพแน่
เธอฉีกชุดอาภรณ์บางส่วนออกมาก แล้วรัดแขนตนเหนือแผล เพื่อหยุดเลือด แม้จะน้อยนิดก็ตาม เมื่อเห็นว่ารัดได้แน่นพอแล้ว เธอจึงหาเสานั่งพิง เหลือบมองไปยังกลุ่มทหารที่กำลังต้านเสือผี ตัวนั้นอย่างวิตก และพบว่า ทหารเหล่านั้นเริ่มถูกข่วนไปตามร่างกายจำนวนไม่น้อยแล้ว
‘ทำไงดี ข้าจะทำไงดี ใครก็ได้ช่วยฉันคิดที’ ความรู้สึกหมดหนทางทำให้เธอหัวตื้อ อึงอื้อไปหมดราวกับสติจะเลือนหายไป
แต่จู่ๆ แล้วนั้น กลับมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างประหลาด แม้แต่เธอเองก็ยังไม่เข้าใจ
‘ข้าวสาร ฉันต้องหาข้าวสาร’ เวิ่นเวิ่น อุทานออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“โอ๊ย อะไรไม่รู้แล้ว ไม่ลองไม่รู้ ข้าไม่มีทางเลือก” เวิ่นเวิ่นพยุงแขน เดินออกมามองซ้ายขวา จู่ ๆ ก็นึกได้ว่ามีร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ ที่เคยให้ทหารนายหนึ่งหลบภัย
เวิ่นเวิ่นตะโกนไปยังเหล่าทหารที่ยังคงต่อสู้กับเหล่าสัตว์ผีไม่หยุดหย่อนและดูอ่อนล้าอย่างหนัก
“พวกท่าน โปรดฟังข้า หากยังต่อสู้แบบนี้ พวกเรามิอาจชนะได้เจ้าค่ะ สัตว์เหล่านี้ เป็นอมตะ ไม่สามารถกำจัดได้ จากอาวุธหรือปราณเจ้าค่ะ แต่ข้ามีวิธี”
เหล่าทหารได้ยินดังนั้น ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่สามารถจะหยุดการต่อสู้ได้ เพราะหากหยุด นั่นหมายถึงพวกเขาจะถูกฆ่าตายทันที
“แม่นางงั้นพวกเราต้องทำอย่างไร” ทหารในนั้นตะโกนไป พลางสู้ไป
“ข้าขอ ท่านทหาร หนึ่งคนมาช่วยข้าหาของเจ้าค่ะ เพียงคนเดียวเท่านั้น ตอนนี้แขนซ้ายข้ามิอาจยกได้ดั่งใจนัก รีบหน่อยเจ้าค่ะ”
“งั้นข้าไปเองพวกเจ้าต้านไว้ให้สุดกำลังนะ” นายทหารผู้หนึ่งเอ่ย พร้อมถอยออกมาอย่างรวดเร็ว และปรี่ตรงมาหาเวิ่นเวิ่นที่ยืนกุมแขนด้วยสีหน้าอ่อนล้า
“เราต้องหาสิ่งใดแม่นาง” นายทหารเอ่ยด้วยท่าทีเร่งรีบ
“ข้าวสารเจ้าค่ะ ข้าวสาร” เวิ่นเวิ่นเอ่ยออกมา
“ข้าวสาร???? มันคืออะไรขอรับ”
“จะว่าอย่างไรดีนะ เอ่อ คือเมล็ดข้าวเจ้าค่ะ เมล็ดข้าว ก่อนนำไป หุงเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าตรงนั้นเป็นร้านอาหารต้องมีแน่นอน ท่านช่วยวิ่งไปเอามาให้ข้าได้หรือไม่ ขอเยอะ ๆ เลยนะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นพยายามอธิบาย
“อ่อ เมล็ดข้าว ได้ขอรับ ข้าจะรีบไปเอาให้ แม่นางนั่งรอพักก่อนตรงนี้ขอรับ” นายทหารท่านนั้นวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เวิ่นเวิ่นทรุดนั่งเริ่มหายใจติดขัด เธอเหนื่อยล้าอย่างหนักจนอยากพัก แต่ก็ไม่อาจจะพักได้เมื่อเห็นทุกคนยังสู้อยู่ ไม่นานนักนายทหารที่ไปหาข้าวสาร ก็วิ่งหอบถุงข้าวสารมาอย่างรวดเร็ว
“แม่นางข้าได้เมล็ดข้าวแล้ว” นายทหารยื่นถุงผ้าที่บรรจุข้าวสารมาให้ เวิ่นเวิ่นรับถุงไว้และตรวจดูพบว่าตรงกับเสี้ยวความคิดที่ผุดขึ้นหรือไม่
“ใช่แล้ว ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ย
“พวกเราต้องทำอย่างไรกันต่อดีขอรับแม่นาง ตอนนี้ เพื่อนๆ เหล่าทหารข้าจะต้านสัตว์ปีศาจนี้ไม่ไหวแล้วขอรับ” นายทหารเอ่ย
“ท่านรอข้าชั่วครู่ตรงนี้นะเจ้าคะ ข้าต้องทำบางอย่างกับเมล็ดข้าวนี้ไม่นานนักเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นกล่าว ก่อนปลีกตัวออกห่างจากนายทหารผู้นั้นในระยะที่เธอคิดว่า เขาจะไม่ได้ยินเสียงของเธอเมื่อเปล่งถ้อยคำประหลาดออกมา
‘ขนาดข้ายังรู้สึกว่า คำกล่าวพวกนี้ประหลาดนัก แม้แต่อักษรก็ประหลาด เพียงแต่ข้ากลับอ่านออกอย่างไม่รู้ตัว หากผู้อื่นได้ยินข้าเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ต้องหาว่าข้าบ้าแน่ ๆ ’ เวิ่นเวิ่น คอตกอยู่ชั่วครู่ ‘แต่หากไม่ลองก็ไม่รู้ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้วสิ’
เวิ่นเวิ่นยกถุงข้าวสารขึ้นมา กำมัน และท่องคาถาบางอย่างจากอักษร และภาษาที่แปลกประหลาดไปจากดินแดนแห่งนี้
“อะนันตะปัดชะเย อะปัดติเถเถนา อะปัดติยาอะปัดติเถเถทือ” เวิ่นเวิ่นตั้งจิตชั่วครู่ จากนั้นจึงเดินกลับไปยังนายทหารที่ยังรออย่างร้อนรน
“แม่นางท่านกลับมาแล้ว ข้าจะไม่ถามอันใดกับแม่นาง เรารีบกันเถอะขอรับ ข้าเริ่มได้ยินเสียงร้องของเพื่อนทหารของข้าแล้ว ข้าไม่อาจทิ้งพวกเขาได้” นายทหารเอ่ยด้วยความกระวนกระวายใจ
“เจ้าค่ะ ข้าก็คาดหวังว่าสิ่งนี้จะกำจัดมันได้ รีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ” นายทหารเข้ามาพยุงเวิ่นเวิ่นหลังจากที่พิจารณาแล้วว่า เธอคงไม่อาจเดินผู้เดียวไปยังจุดต่อกรกับเหล่าสัตว์ผีนั้นได้
เมื่อถึง ก็พบว่า นายทหารหลายคนเริ่มทรุดนั่งลง บาดแผลเต็มตัว จนถึงขีดจำกัดเสียแล้ว
“ทุกคนหลีกทางเจ้าค่ะ ข้าจะปาบางสิ่งแก่สัตว์ผีตนนั้น” ทหารสามนายที่ยังพอยื้อได้ เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็ถอยออกมา แล้วเธอก็ปาข้าวสารเสกออกไปอย่างรวดเร็ว
“โฮกกกกกกกกกก” เสียงคำรามของเสือผีตนนั้นร้องโหยหวน อย่างบ้าคลั่ง จากนั้นเสือตนนั้น ก็ล้มลง ราวกับเสือที่ตายแล้วตนหนึ่ง
“ไม่....ไม่น่าเชื่อ แม่นางทำได้อย่างไร” เหล่าทหารทุกคนฮือฮา ภายร่างกาย และใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลก็เริ่มผุดรอยยิ้มขึ้นมาอย่างมีความหวัง
“พวกท่านเรายังดีใจมากไม่ได้เราเพิ่งจะกำจัดไปเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น ตอนนี้ข้าอ่อนล้ายิ่งนัก พวกท่านช่วยหยิบข้าวสารเสก เออ...เมล็ดข้าวในถุงนี้ไปคนล่ะหนึ่งกำมือนะเจ้าคะ แล้วปาไปยังสัตว์ปีศาจพวกนั้นทีเจ้าค่ะ ข้าคงไม่มีเวลามานั่งอธิบายอันใด”
เหล่าทหารทุกคนมองหน้าไปมา แล้วพยักหน้ารับคำสั่งของเวิ่นเวิ่น อย่างพร้อมเพรียง
“รับทราบ ขอรับ” เหล่าทหารแยกย้ายกันไปตามจุดที่มีสัตว์ปีศาจ จากนั้นเวิ่นเวิ่นที่นั่งหายใจรัวอยู่ก็เริ่มได้ยินเสียงเหล่าสัตว์ปีศาจหลากหลายชนิด ‘โฮก....เจี๊ยก ....โฮ่ง..... ฯลฯ’ ร้องโหยหวนกันจ้าละหวั่น
เวิ่นเวิ่นพิงขอบเสาอย่างโล่งใจ แม้จะยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดสมองถึงผุดความคิดเหล่านี้ออกมาได้ แต่เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จู่ ๆ เธอจะคิดอะไรที่แปลกประหลาดออกมา แล้วดันได้ผลจริงจัง เธอจึงไม่อยากหาเหตุผลให้วิตก
นายทหารเหล่านั้นวิ่งปรี่กลับมาหาเวิ่นเวิ่นที่กำลังพิงเสาอย่างอิดโรย และรายงานสถานการณ์อย่างดีอกดีใจ
“แม่นาง ข้าได้ปาเมล็ดข้าวนี่มาแล้ว ได้ผลยิ่งนัก เพียงแค่ปาออกไป พวกสัตว์ปีศาจก็ล้มตายกันทันที วิเศษยิ่งมาขอรับ” นายทหารผู้หนึ่งเอย
“จริงขอรับ ข้าถึงกับอึ้งไปเลย” นายทหารอีกคนเสริมเข้ามา
“แม่นางดูซีดมากนะขอรับ รีบหาที่พักก่อนเถอะ” เหล่าทหารมองมาที่เธอเป็นจุดเดียวพร้อมพยักหน้าเห็นด้วยกับทหารคนที่เอ่ย แต่ยังไม่ทันที่เวิ่นเวิ่นจะเอยตอบ ก็มีเสียงตู้มต้ามดังสนั่น จากหน้าเมือง
“จริงสิ เสียงเหล่านั้น เห็นว่ากองทหารจำนวนหนึ่ง กำลังต้านพวกสัตว์ปีศาจจำนวนมากที่ถาโถมเข้ามาอยู่ไม่ใช่รึ พวกเราลืมไปเลย” ทหารนายหนึ่งเอ่ยออกมา
เวิ่นเวิ่นที่เกือบจะวูบนอน เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ท่านพี่ฉินอี้ของตนกำลังสู้กับ สัตว์ผีเหล่านี้อยู่ ก็เบิกตาโพลง
‘ปราณ และอาวุธ ไม่สามารถทำอะไรพวกมันได้ การต่อสู้หน้าประตูเมืองเสียเปล่าแน่นอน ข้ายังต้องไปช่วยท่านพี่’
“พวกท่านเจ้าค่ะ ข้าต้องการไปช่วยทหารหน้าประตูเจ้าค่ะ ยังไงพวกเขาก็ต้านไม่ไหวแน่ ตอนนี้ พวกท่านอยู่ตรงนี้กันสิบคน ข้าอยากวานให้เจ็ดคนตามข้าไปที่หน้าเมือง อีกสามคน ตามเสาะหาเมล็ดข้าวมาให้ข้าเพื่อนำมาเสริมเจ้าค่ะ รบกวนนะเจ้าคะ”
“รับทราบขอรับ” นายทหารทุกคนเต็มใจที่จะทำกันอย่างพร้อมเพรียง