EP.9 กลุ่มชายหัวรุนแรง

1570 Words
เวิ่นเวิ่นนั่งรถม้าของตระกูลหวัง เพื่อเข้าย่านการค้าของเมืองฉีไปยังร้านอาหารหวังฉิน โดยมีตงหยางเป็นผู้ขับ และ เจียลี่ ซูเม่ยติดตามมาด้วย ร้านอาหารหวังฉิน ของตระกูลหวังตั้งอยู่บนย่านการค้าสายหลักของเมืองฉีแคว้นสี่ ที่ขึ้นชื่อว่าต้องเสียภาษีมากกว่าพื้นที่อื่นๆ แต่ก็แลกมากับผู้คนที่สัญจรพลุ่งพล่าน ทำให้ร้านอาหารหวังฉินเป็นหนึ่งในกิจการที่สร้างความร่ำรวยให้แก่ตระกูลหวัง จนมั่งคั่งอย่างทุกวันนี้ “คุณหนูเวิ่น ถึงแล้วขอรับ” หลังจากตงหยางจอดรถที่จุดจอดไม่ห่างจากร้านอาหารหวังฉินมากนัก ก็เอ่ยแจ้งเวิ่นเวิ่นที่อยู่ในรถม้า ซูเม่ย และเจียลี่ลงจากรถม้าก่อน จากนั้นเวิ่นเวิ่นจึงตามลงมา วันนี้เวิ่นเวิ่นมาในชุดเสื้อผ้าอาภรณ์สีม่วงอ่อนยาวพลิ้วไสว ปักด้วยลวดลายดอกไม้สวยงามอย่างประณีต แซมด้วยผ้าคาดเอวสีส้มตัดกับอาภรณ์สีม่วงอ่อนเป็นอย่างดี เกล้าผมพร้อมปิ่นปักสวยงามเผยให้เห็นต้นคอระหง หน้าตาเติมแต่งด้วยสีชาดอ่อนๆ อย่างที่เคย เพียงแต่ครานี้เวิ่นเวิ่นปกปิดใบหน้าด้วยผ้าลูกไม้สีขาวปักด้วยไหมหยกสีเขียวอ่อนลวดลายดอกหญ้าเผยให้เห็นเพียงดวงตากลมโตสุกสกาวนี้เท่านั้น ในมือซ้ายพลางถือพัดไว้ให้ดูเหมือนหญิงสาวขี้โรคนางหนึ่ง “ท่านตงหยาง รอข้าตรงนี้นะเจ้าคะ หรือว่าท่านจะไปเดินเล่นแถวนี้ก่อนก็ได้เจ้าค่ะ ข้าคงใช้เวลาในร้านอาหารหวังฉินสักครู่” เวิ่นเวิ่นหันไปเอ่ยกับตงหยางผู้ขับรถม้ามาส่ง และเป็นผู้ติดตามคนสนิทของท่านลุงฉิน “ได้ขอรับ คุณหนูเวิ่น ข้าจะเดินอยู่แถวนี้รอขอรับ หากเสร็จกิจหรือเกิดเรื่องมิคาดฝันก็ให้ ผู้ติดตามทั้งสองของท่านมาเรียกข้าได้” ตงหยางเอ่ยตอบไป “ขอบใจท่านตงหยางมากเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นกล่าว พร้อมพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะหันหน้าไปยังผู้ติดตามทั้งสอง “ซูเม่ย เจียลี่ เราไปกันเถอะจำไว้นะ อย่าเผลอเรียกว่าหวังเวิ่นเวิ่นล่ะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยไป ก่อนจะเดินตรงไปยังร้านอาหารหวังฉินที่อยู่ไม่ไกลนัก ตลอดทางจะมีผู้หันมาเหลียวมองด้วยความสงสัย แม้จะปกปิดใบหน้า แต่เพราะรูปลักษณ์ดูสง่างาม และเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นสูงนั้นก็มิอาจให้ผู้ผ่านไปมาเมินเฉยได้ เมื่อมาถึงด้านหน้าร้านอาหารฉิน เวิ่นเวิ่นแหงนมองตัวอาคารอยู่ครู่หนึ่ง พบว่าตัวอาคารใหญ่โตโอ่อ่ากว่าที่คิดไว้มาก ทั้งกว้าง และสูงราว 3 ชั้น สมแล้วที่ตระกูลหวังจะร่ำรวยเช่นนี้ แม้ท่านลุงฉินจะกล่าวว่าช่วงนี้ยอดขายถดถอยลง แต่เท่าที่เวิ่นเวิ่นเพ่งพิจารณาลูกค้าที่เข้าออกหน้าร้านก็ยังคงเนืองแน่น เธอจึงพอคาดการณ์ได้ว่าสถาณการณ์ในร้าน อาจจะไม่ใช่ที่จำนวนลูกค้าที่มาร้านลดลง แต่คงเป็นเพราะ ลูกค้าสั่งอาหารน้อยลงเป็นแน่ เวิ่นเวิ่น ที่มีซูเม่ย และเจียลี่เดินตามมา เมื่อมาถึงหน้าร้าน พนักงานต้อนรับก็ได้เอ่ยกล่าวอย่างสุภาพ ด้วยท่าทีอ่อนน้อมอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง “ร้านอาหารหวังฉิน ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ ต้องการกี่ที่นั่งดีเจ้าคะ” พนักงานต้อนรับหญิงเอ่ย “ข้าต้องการ สามที่ ขอเป็นชั้นบนสุดมองดูโถงร้านจนเห็นเวทีได้หรือไม่” เวิ่นเวิ่นตอบกลับไป พลางยกพัดขึ้นมาโบกพอเป็นพิธี “รับทราบ เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” พนักงานต้อนรับหญิงเดินนำทางแก่เวิ่นเวิ่นไปสู่โต๊ะนั่ง จุดที่เวิ่นเวิ่นคาดว่าจะสามารถมองร้านได้อย่างทั่วถึง ภายในร้านอาหารหวังฉินใหญ่โตสมชื่อตระกูลหวัง ตกแต่งได้อย่างสวยงาม โถงกลางร้านสามารถรองรับลูกค้าได้มากมาย อีกทั้งเวทียิ่งใหญ่ พร้อมกับการแสดงตระการตา ด้วยเหล่าบุรุษ และสตรีที่งดงามผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ด้านชั้นสองและชั้นสาม ตามระเบียงจะมีโต๊ะรองรับขนาดเล็กเพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการหลีกเลี่ยงกลุ่มคนจำนวนมาก ส่วนลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวทางร้าน ก็มีห้องบริการเช่นกัน เวิ่นเวิ่น ได้โต๊ะนั่งมุมที่ต้องการแล้วจึงนั่งลง สายตาทอดยาวมองไปรอบๆ ทั้งโถงร้าน เวที หรือตามชั้นสอง ชั้นสาม รวมไปถึงพนักงานต่อจำนวนลูกค้าว่ามีความสมมาตรกันหรือไม่ เพื่อเก็บรายละเอียดภายในร้าน แต่เมื่อเหลือบเห็นว่าซูเม่ย และเจียลี่ไม่ยอมนั่งลงเสียทีจึงได้เอ่ยออกมา “ซูเม่ย เจียลี่ นั่งลงเถิด” เวิ่นเวิ่นเอ่ย “ไม่ได้เจ้าค่ะคุณหนู พวกเรายืนแบบนี้ดีแล้วเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยตอบ “พวกข้าทั้งสองไม่อาจนั่งร่วมโต๊ะกับผู้เป็นนายได้นะเจ้าคะ คุณหนู” เจียลี่อธิบายต่อ “นั่งลงเถิด ถือว่าข้าขอ ตามกฎอาจะห้ามนั่งกับผู้เป็นนาย แต่ถ้าเป็นคำสั่งก็ต้องทำใช่ไหม งั้นนั่งลงนะ” เวิ่นเวิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ขอบคุณคุณหนูเวิ่นเจ้าค่ะ/ค่ะ” ซูเม่ย เจียลี่นั่งลงตามคำสั่ง “ซูเม่ย เจียลี่ พวกท่านตอนนี้อายุเท่าไหร่งั้นหรือ” เวิ่นเวิ่นเท้าคางมองไปยังทั้งสองก่อนเอ่ยถามออกมา “ข้า ยี่สิบห้าปีเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ย “ข้า ยี่สิบสามปีเจ้าค่ะ” เจียลี่เอ่ย “พวกท่านทั้งสอง อายุมากกว่าข้าอีก งั้นต่อจากนี้ข้าจะเรียกพวกท่านทั้งสอง ว่าพี่นะ” เวิ่นเวิ่นยิ้มตอบกลับ แต่ ทั้งสองกลับเบิกตาโพลงตกใจแน่นิ่ง “ไม่ดี หรอกเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นนายของข้านะเจ้าคะ” ซูเม่ยเอ่ย “ใช่ ๆ พวกข้ามิอาจได้รับการเรียกเยี่ยงนั้นได้เจ้าค่ะ ไม่เหมาะสม” เจียลี่เอ่ย “ทำไมล่ะ พวกท่านทั้งสองช่วยดูแลข้า ข้ามองว่าพวกท่านเป็นหนึ่งในครอบครัวเช่นกันนะ” เวิ่นเวิ่นสีหน้าบึ้งตึง “ซูเม่ย กับ เจียลี่ขอรับแค่ความรู้สึกที่คุณหนูเวิ่นมอบให้ก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางก้มหน้า “ไม่รู้แหละ ข้าจะเรียกว่า พี่ซูเม่ย พี่เจียลี่ ถึงพวกพี่จะปฏิเสธยังไง ข้าก็จะเรียก” “คุณหนู!!!!” ทั้งซูเม่ยและเจียลี่ ลั่นด้วยความตกใจ แต่ภายในใจลึกๆ ของทั้งสองกลับรู้สึกดีใจอย่างสุดซึ้งที่มีนายมองเห็นค่าพวกเขาราวกับครอบครัวเช่นนี้ “พวกข้าจะดูแลคุณหนูเวิ่นด้วยชีวิตเจ้าค่ะ” “ข้าก็เช่นกัน” ซูเม่ย กับ เจียลี่กล่าวด้วยความตื้นตัน “ไม่ ไม่ ไม่ ข้าขอยืมคำท่านลุงฉินมาสักหน่อยล่ะกัน พวกพี่ไม่ต้องดูแลข้าด้วยชีวิตหรอก แต่ข้าต่างหากที่จะปกป้องพวกพี่ให้อยู่กับข้าไปนาน ๆ ” เวิ่นเวิ่นฉีกยิ้มให้ กับผู้ติดตามทั้งสอง ทำให้บรรยากาศภายในโต๊ะ อบอวลไปด้วยความสุข นั่งไปสักพัก เวิ่นเวิ่นก็สั่งอาหารเพื่อให้ดูเป็นลูกค้าที่มาใช้บริการร้านดั่งคนทั่วไป ไม่ให้คนจับสังเกตว่าทำตัวลับลมคมใน “ร้านนี้ จะว่าไปแล้ว คนชนชั้นสูงเยอะพอควรเลยนะ แถมที่นั่งก็เต็มถนัดตา” เวิ่นเวิ่นทานอาหารไปพลางเท้าคางมองดูผู้คนในโถงร้านไปพลาง จากความสงบ ชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงเอ๊ะอ๊ะที่เริ่มดังตั้งแต่นอกร้าน และเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้ามาถึงในร้าน ภาพที่ปรากฏเป็น กลุ่มคนเจ็ดคน ที่โผกหัวด้วยผ้าดำ พร้อมถืออาวุธครบมือ “เอาสุรามาให้ข้า.............เดี๋ยวนี้” ชายร่างใหญ่บึกบึน ที่แลดูเหมือนหัวโจกในกลุ่มตะโกนออกมาเสียงดังสนั่น “รบกวน พวกท่านทำตามกฎร้านด้วยเจ้าค่ะ ทางร้านไม่อนุญาตให้นำอาวุธเข้ามานะเจ้าคะ” พนักงานต้อนรับหญิงหน้าร้านกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ยัยคนนี้วอนหาเรื่องแล้วลูกพี่” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยออกมา “จัดการสั่งสอนมันสิ เอาให้หลาบจำว่ากำลังสั่งใครอยู่” ชายร่างใหญ่ออกคำสั่งไม่ทันไร ลูกน้องที่รับคำสั่งก็ง้างมือตบหน้าพนักงานต้อนรับหญิง จนเซล้มไปอย่างแรง ส่วนลูกน้องคนที่เหลืออีกห้าคน ต่างก็ชักอาวุธออกมา สร้างความโกลาหล ให้ผู้คนในโถงร้านอาหารหวังฉินตกใจ จนกรูกันออกร้านอย่างจ้าละหวั่นห่วงชีวิต เวิ่นเวิ่นที่เห็นเหตุการณ์ ก็ตกใจไม่น้อย สถานการณ์เยี่ยงนี้เธอจะช่วยร้านท่านลุงฉินได้อย่างไร แต่หากไม่ทำการใดเกรงว่าอาจเกิดการนองเลือดเป็นแน่แท้ เพราะเท่าที่สังเกตพนักงานในร้านล้วนเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่สามารถต่อกรกับกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านั้นได้เลย ‘ข้าต้องลองเจรจาด้วยสักหน่อย ถ้าไม่ได้ความคงต้องใช้ไอ้นั่นเสียแล้ว’ เวิ่นเวิ่นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จากนั้นจึงตัดสินใจที่จะเข้าไประงับเหตุการณ์ทันที “พี่เจียลี่ พี่รีบออกจากร้านไปหาท่านตงหยาง บอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านด่วนเลยนะ ให้ท่านตงหยางไปแจ้งทางการให้ส่งทหารเข้ามาช่วย ส่วนพี่ซูเม่ย พี่ตามข้ามา พยายามอยู่ห่างข้าไว้หน่อยนะ ข้าจะลงไปเจรจากับกลุ่มคนพวกนั้นดู” เวิ่นเวิ่นเอ่ยปากก่อนจะลุก เพื่อรีบปรี่ลงไปชั้นล่างแบบไม่สนคำทักท้วงของ ซูเม่ย และ เจียลี่ สน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD