ไม่นาน เสียงพิธีกรที่ยืนอยู่บนเวทีก็ประกาศขึ้น
“ณ ช่วงเวลาต่อจากนี้ คือช่วงเวลาอันสำคัญ ผมในนามพิธีกร ขอเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีสมรสของคุณเจได ทายาทตระกูลคาร์เนอร์ เกรเบรียน และคุณอิซาเบลล่า ทายาทตระกูลอันเกรวาเซีย”
เสียงพูดคุยภายในห้องจัดเลี้ยงค่อยๆเงียบลง บรรยากาศที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยการสนทนาและเสียงหัวเราะ กลับสงบลงราวกับทุกสายตาพร้อมใจกันหันมาจับจ้องไปยังเวทีพิธีด้านหน้า
เจ้าบ่าวและเจ้าสาวถูกเชิญให้ขึ้นไปยืนบนเวที เบลล่าก้าวขึ้นไปอย่างสง่างาม ชายกระโปรงยาวของชุดเจ้าสาวสะบัดไหวเบาๆตามจังหวะก้าว ขณะที่เจ้าบ่าวยืนอยู่ข้างกาย คอยประคองเธอขึ้นเวทีอย่างสุภาพ มือหนาจับข้อศอกของเธอไว้หลวมๆ ดูแลไม่ต่างจากคู่รักทั่วไป ที่กำลังจะแต่งงานกันด้วยความรัก
“เหมาะสมกันที่สุด”
“นั่นน่ะสิ”
เสียงชื่นชมดังแว่วมาจากแขกหลายโต๊ะไม่ขาดสาย
แต่ทันทีที่ยืนเคียงข้างกันบนเวที มือของเจไดก็เลื่อนมาโอบเอวเล็กของเธออย่างถือวิสาสะ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เขามีสิทธิ์ทำเช่นนั้น พร้อมกันนั้นด้านล่างเวทีก็มีเสียงปรบมือต้อนรับบ่าวสาวดังขึ้น
แปะ แปะ แปะ!
“เอามือของคุณออกไปจากเอวฉันเดี๋ยวนี้”
เธอกัดฟันพูดผ่านไรฟันเสียงเบา ในขณะที่ริมฝีปากยังคงฝืนยิ้มบาง ส่งให้กับแขกจำนวนมากที่กำลังมองขึ้นมาบนเวที ทั้งคนที่เธอรู้จักและไม่รู้จัก แต่ส่วนใหญ่แล้วคือไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ
“อะไรกันคุณ เราเป็นบ่าวสาวของงานนะ แขกเป็นร้อยเป็นพัน ช่างถ่ายรูปก็นับสิบ เราก็ต้องทำให้มันดูเนียนหน่อยสิ”
เขาขยับหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม เสียงที่กระซิบลอดไรฟันออกมาฟังดูยียวนกวนประสาท มือที่โอบเอวเธอก็ยิ่งกระชับแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย
“งานแต่งจอมปลอม ไม่จำเป็นต้องใกล้ชิดขนาดนี้ ขยับออกไปนะ ฉันเหม็นเหล้าจากตัวคุณ งานแต่งตัวเองยังจะดื่มเมาอีก ไม่มีความรับผิดชอบ”
เธอกระซิบตอบเสียงเบา เอียงหน้าออกเล็กน้อยพอไม่ให้ท่าทางดูน่าเกลียดในสายตาแขกที่กำลังมองอยู่
“ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามดื่มเหล้าในวันแต่งงาน อย่าทำเป็นรังเกียจผมหน่อยเลย คุณอยากแต่งกับผมจนตัวสั่น ผู้หญิงทั้งเมืองก็อยากได้ผมเป็นสามีกันทั้งนั้น”
คำพูดดูถูกของเจไดทำให้เธอแทบปรี๊ดแตก ความโกรธแล่นวาบขึ้นมาจนอกกระเพื่อมแรง แต่สุดท้ายเธอก็ทำได้เพียงสูดลมหายใจลึก หลับตาลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกช้าๆ
‘ฉันจะไม่เล่นสงครามประสาทกับคุณ งานแต่งจะต้องผ่านไปด้วยดี’
เธอบอกตัวเองในใจ แล้วพยายามฝืนยิ้มต่อไป เพื่อไม่ให้ใบหน้าสวยที่ถูกจับจ้องอยู่ดูตึงเครียดเกินไป
ส่วนเขา เมื่อเห็นว่าเธอไม่โต้ตอบ ปากหยักก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ
ไม่นานหลังจากนั้น พิธีกรก็เริ่มกล่าวต่อ
“วันนี้เป็นวันที่สองตระกูลใหญ่จะรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน ต่อไปจะเป็นช่วงกล่าวคำมั่นสัญญา”
พิธีกรหันไปหาเจไดก่อน
“คุณเจได คุณยินดีรับคุณเบลล่าเป็นภรรยาตามกฎหมาย และจะดูแลเธอในทุกสถานการณ์หรือไม่”
เจไดรับไมโครโฟนมาถือไว้ในมือ สายตาคมกริบเหลือบมองเจ้าสาวที่ยืนอยู่ข้างตัว
“ยินดีครับ”
คำตอบของเขาออกมาอย่างไม่ลังเล
หลังจากนั้นพิธีกรก็หันไปหาเบลล่า
“คุณเบลล่า คุณยินดีรับคุณเจไดเป็นสามี และจะอยู่เคียงข้างเขาในทุกสถานการณ์หรือไม่”
ห้องจัดเลี้ยงเงียบสนิทลงอีกครั้ง แขกหลายคนมองเจ้าสาวที่ยังคงนิ่งอยู่ชั่วขณะ เบลล่าเม้มปากเบาๆ เหมือนกำลังตัดใจ ก่อนจะตัดสินใจพูดมันออกมาในที่สุด
“ยินดีค่ะ”
เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วห้อง
เจไดยิ้มขำในลำคอ
“หึ”
เธอได้ยินชัดเจน แต่ทำเป็นไม่ใส่ใจ เขาร้ายกว่าที่เธอคิด มั่นหน้ามั่นโหนกสุดๆ
ผู้ช่วยนำกล่องแหวนมาวางบนโต๊ะพิธี
“และต่อไปจะเป็นพิธีสวมแหวน เชิญเจ้าบ่าวสวมแหวนให้เจ้าสาวครับ”
เจไดหยิบแหวนขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนเอื้อมไปจับมือเจ้าสาวเบาๆ นิ้วเรียวของเธอสั่นน้อยๆอยู่ในมือเขา แหวนเพชรเม็ดโตสมฐานะค่อยๆถูกเลื่อนผ่านนิ้วเรียวอย่างช้าๆ ก่อนจะหยุดลงพอดีที่นิ้วนางของเธอ
เบลล่ามองนิ้วของตัวเอง ดวงตาเริ่มพร่ามัว น้ำตาคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว การแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก มันทรมานแบบนี้นี่เอง เพียงเผลอคิด ก้อนบางอย่างก็พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ จนในที่สุดน้ำตาของเธอก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ภรรยาผมดีใจจนน้ำตาไหลเลยเหรอครับ”
เจไดยกยิ้ม พลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน ท่าทางนั้นทำให้แขกด้านล่างพากันมองด้วยความเอ็นดู เพราะในสายตาของคนอื่น ภาพตรงหน้าก็ไม่ต่างจากเจ้าบ่าวที่กำลังปลอบโยนเจ้าสาวที่ซาบซึ้งในพิธีแต่งงาน
“โอ้ เจ้าสาวซึ้งจนน้ำตาซึมกันเลยทีเดียว เจ้าบ่าวก็อ่อนโยน ซับน้ำตาให้อย่างทนุถนอม เอาละครับ ต่อไป เชิญเจ้าสาวสวมแหวนให้เจ้าบ่าว”
เบลล่าหยิบแหวนอีกวงขึ้นมา
เธอสวมมันลงบนนิ้วของเขาอย่างรวดเร็ว มือเล็กแตะมือเขาเพียงนิดเดียวก็ผละออกเหมือนรังเกียจ และก็ใช่ เธอรังเกียจจริงๆ เพราะเธอขยะแขยงที่เขาเคยยุ่งกับผู้หญิงคนอื่น ไม่รู้ใครต่อใครบ้าง แม้เธอจะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่บอกตรงๆว่าเธอรับไม่ได้
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็นำเอกสารทะเบียนสมรสออกมา
โต๊ะเล็กถูกจัดวางไว้ตรงกลางเวที
“เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาวลงนามครับ”
เจไดรับปากกามาเซ็นก่อนอย่างไม่ลังเล ก่อนจะเลื่อนเอกสารไปทางเธอ
“เชิญครับ ภรรยา”
คำเรียกนั้นทำให้เบลล่ารีบหันมามองหน้าเขาอย่างไม่พอใจ
แต่เธอก็หยิบปากกาขึ้นเซ็นชื่อของตัวเองทันทีเหมือนกัน
ผู้ใหญ่ของทั้งสองตระกูลขึ้นมาเซ็นเป็นพยาน
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย พิธีกรจึงประกาศเสียงดัง
“ตั้งแต่วินาทีนี้ คุณเจได และคุณอิซาเบลล่า เป็นสามีภรรยาโดยสมบูรณ์”
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วห้องจัดเลี้ยง
พิธีกรยิ้มก่อนจะพูดต่อ
“ตามธรรมเนียม เจ้าบ่าวสามารถจูบเจ้าสาวได้”
สายตาทั้งห้องหันมามองทันที
เจไดหันมามองเบลล่า ปากหยักแสยะยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะค่อยๆขยับเข้าใกล้เธออีกนิด มือหนากอดกระชับเอวคอดกิ่วเพื่อล็อกเธอไว้
“จูบเลย จูบเลย! / จูบเลย!”
เสียงเชียร์ดังสนั่นไปทั่วห้องจัดเลี้ยง
เบลล่าสบตากับเขา แววตาไม่พอใจฉายชัด
“คุณไม่จำเป็นต้องทำตามก็ได้”
เธอกระซิบเสียงเบา ในใจลึกๆหวังว่าเขาจะหยุด
“คุณก็ดูคนเชียร์สิ เราจะทำให้เขาผิดหวังกันได้เหรอ หืม…”
เขาพูดด้วยท่าทีสบายราวกับกำลังสนุกกับสถานการณ์ตรงหน้า ต่างจากเธอโดยสิ้นเชิง
ที่ยืนแทบไม่ติด ถ้าเขาจูบขึ้นมาจริงละ เธอจะทำยังไง