แค่อยากมีลูกสาว

1322 คำ
หมอแพรววาอุ้มพาขวัญแนบอก เดินมุ่งตรงมายังเคาน์เตอร์พยาบาลที่มีพยาบาลวิเวียนนั่งทำงานอยู่ “คุณหมอเจอหนูพาขวัญแล้วเหรอคะ” พยาบาลวิเวียนยิ้มกว้างด้วยความดีใจ อย่างน้อยคุณหมอแพรววาก็หาพาขวัญเจอในเวลาอันรวดเร็ว “ช่วยเอาเอกสารอนุมัติออกจากโรงพยาบาลของคุณหยาง ให้หมอที” หมอแพรววาไม่ได้ตอบคำถามพยาบาลวิเวียน แต่! เธอกลับสั่งให้นำเอกสารบางอย่างให้แทน “ได้ค่ะ” พยาบาลวิเวียนยิ้มเจื่อนลงทันที เพียงแค่ได้สบตากับหมอแพรววาและได้ยินน้ำเสียงติดหงุดหงิด จนพลันทำตัวเลิ่กลั่กเพราะมีชนักติดหลัง “ออกไปให้พ้นก็ดี จะได้ไม่ต้องเจอหน้าอีก” หมอแพรววาพึมพำกับตนเองเบา ๆ เซ็นเอกสารแจ้งให้หยางออกจากโรงพยาบาลวันนี้ ก่อนที่เธอนั้นจะพาลูกสาวกลับบ้านทันที โดยไม่รอสนทนากับพยาบาลวิเวียนต่อแต่อย่างใด ภายในรถยนต์ที่มีคุณแม่ลูกหนึ่งกำลังตั้งใจขับรถออกจากโรงพยาบาล ไร้บทสนทนากับลูกสาว เพียงแค่สมองกำลังประมวลผลระหว่างเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่คิดว่าหยางจะได้เจอกับพาขวัญ และไม่คิดว่าพาขวัญจะไว้ใจหยาง เพียงแค่ได้เจอครั้งเดียว เนื่องจากลูกสาวของเธอนั้น มักจะระวังตัวไม่ยอมเข้าใกล้ผู้ชายแปลกหน้า แต่! กับหยางกลับตรงกันข้ามทั้งหมด แถมพาขวัญยังบอก รู้สึกปลอดภัย เพียงแค่ได้อยู่ใกล้ จนทำให้แม่อย่างเธอรู้สึกถึงสายใยบางอย่างระหว่างพาขวัญและหยางที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนน่าแปลกใจ จนกระทั่ง! เสียงใสของลูกสาวดังขึ้น เรียกสติหมอแพรววาให้ชวนหันไปมองหน้าลูกสาวที่เอ่ยปากขอโทษเธอด้วยใบหน้าสำนึกผิด “ขอโทษค่ะ พาขวัญไม่ได้ตั้งใจ” “แม่ไม่ได้โกรธลูกค่ะ แม่แค่เป็นห่วง” หมอแพรวาตอบกลับลูกสาวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นปนเอ็นดู ดวงตากลมโตเหลือบไปเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของพาขวัญสลดลงทุกครั้งเมื่อรู้ตัวว่ามีความผิด “พาขวัญจะระวังมากกว่านี้” หนูน้อยพาขวัญรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปนจริงจัง หวังให้คุณแม่ยังสาวหายโกรธตนเอง “แม่รักพาขวัญมากนะลูก” เธอไม่ได้คิดจะโกรธลูกสาวแต่อย่างใด แต่ด้วยความเป็นห่วง ทำให้เธอเผลอทำหน้านิ่งใส่ลูกสาวจนเกิดความกลัว “พาขวัญก็รักคุณแม่ค่ะ เอาเป็นว่าเราดีกันนะ” นิ้วก้อยเล็กชูขึ้นเบื้องหน้าหมอแพรววา เพียงแค่เห็นการกระทำของลูกสาว สามารถเรียกรอยยิ้มจากหมอแพรววาได้เป็นอย่างดี จนอดไม่ได้ที่ต้องแสดงละครแกล้งโกรธลูกสาว “หืม! แบบนี้ต้องเอาอะไรมาแลกสิ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าสวย อย่างน้อย เมื่อมีโอกาสได้ต่อรองลูกสาวตัวแสบที่มักเจ้าเล่ห์อยู่เสมอ “งั้นวันนี้พาขวัญ จะกินผักให้เยอะขึ้น” “พูดแล้วน้า” หมอแพรววายกมือขึ้นพลันชูนิ้วก้อยตนเอง เข้าไปเกี่ยวนิ้วก้อยเล็กของพาขวัญ เสมือนเครื่องหมายยืนยันสัญญาที่ตกลงทำกันเอาไว้ “โอเคค่ะ” หนูน้อยพาขวัญพยักหน้ารับคำ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มสดใส เมื่อเห็นว่าคุณแม่เริ่มหายโกรธ @ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ภายในห้องพักผู้ป่วยวีไอพีที่มีหยางยืนติดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำอย่างใจเย็น ด้วยใบหน้าเรียบเฉย เมื่อได้รับคำสั่งจากคุณหมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ โดยมีดรัณคอยอำนวยความสะดวก “เจ้านายจะกลับไปพักผ่อนที่คอนโดฯ ไหมครับ” ดรัณเอ่ยถามเจ้านายหนุ่มด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง อยากให้เจ้านายได้พักผ่อนให้เต็มที่ แต่! กลับต้องชะงัก เพียงแค่ได้รับคำสั่งจากเจ้านายหนุ่ม คำสั่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ “ฉันจะเข้าบริษัท” เนื่องจากชีวิตมีแต่งาน งานที่กองมากมายรอเขาเข้าไปเคลียร์ให้แล้วเสร็จ “แต่ผมว่าเจ้านายควรพักฟื้น” “นายคิดว่าฉันว่างมากขนาดนั้นเหรอ” น้ำเสียงเย็นยะเยือกตอบกลับดรัณ ที่ยังคงพยายามเซ้าซี้ให้กลับไปพักผ่อน “แต่บาดแผลเจ้านาย ยังไม่หายดี” “หมอสั่งให้ออกโรงพยาบาล แสดงว่าหายสิวะ!” หยางตวาดเสียงเข้มใส่ดรัณด้วยความหงุดหงิด เมื่อถูกเลขาคนสนิทเซ้าซี้ให้พักผ่อน ต่างจาก! คุณหมอประจำเคสที่เซ็นอนุมัติให้เขาออกจากโรงพยาบาล แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุดของเธอ “ครับ ๆ” ดรัณพยักหน้ารับพัลวัน พลันรีบหุบปากตัวเองให้เงียบที่สุด เมื่อรับรู้ว่าเจ้านายหนุ่มดูหงุดหงิดโดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วรีบเดินตามเจ้านายที่รีบเดินออกจากห้องพักไปทันที @ คลับหรูใจกลางเมือง ช่วงดึกของวัน หลังจากที่หยางเคลียร์งานในบริษัทเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงเดินทางมายังคลับหรูของคีตะเพื่อนสนิทของตนเอง ดั่งทุกครั้งที่มีเรื่องให้คิดหนัก และ! ดูเหมือนครั้งนี้คงมีเพียงแค่หยางเท่านั้น ที่ทราบว่าตนเองกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่ จนสร้างความมึนงงให้กับขุนเขาและคีตะ ที่กำลังนั่งมองหน้าเพื่อนสนิทตัวเองด้วยความสงสัย “เป็นเหี้ยอะไรวะ?” คีตะที่นั่งมองการกระทำของหยางอยู่นาน เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยปนอยากรู้ “เปล่า” หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นัยน์ตาคมจ้องมองแก้วเหล้าเปล่าที่ตนเองพึ่งกระดกดื่มไป “ทำตัวเหมือนคนอกหัก” ขุนเขาเจ้าของสนามแข่งและโชว์รูมรถยนต์หรู เอ่ยแซวหยาง พลันส่ายศีรษะเบา ๆ กึก! คำพูดของขุนเขากลับทำให้หยางชะงักไปเล็กน้อย ในชีวิตของเขาคำว่า อกหัก ไม่เคยมีอยู่ในสมอง ซึ่งเขาไม่เคยคิดจะมีความรักและครอบครัว “ไอ้ขุนเขา พูดเหี้ยอะไร ขนลุกฉิบหาย” คีตะที่ได้ยินต้องรีบยกมือขึ้นลูบขนแขนอ่อนตนเองกับคำเอ่ยแซวของขุนเขา “อ้าว! ใครจะไปรู้วะ? ก็เมื่อหลายปีก่อน ไอ้หยางเหมือนคนมีเมีย” ขุนเขาพูดตามความคิดของตนเอง เพราะเมื่อหลายปีก่อน หยางมักทำตัวเหมือนคนมีเมียไม่มีผิด “กูเคยมีเมียตอนไหน?” หยางขมวดคิ้วเข้าหากัน มึนงงกับคำใส่ร้ายป้ายสี ที่ถูกยัดเยียดให้กับตนเอง “ก็เมื่อหลายปีก่อน มึงแทบไม่ออกมาเจอพวกกู ไม่ออกมาดื่ม ทำงานก็รีบกลับคอนโดฯ เหมือนมีคนรออยู่” “อ้อ ช่วงนั้นเหรอ? กูก็คิดแบบเดียวกับไอ้ขุนเขา” คีตะที่นึกขึ้นได้เอ่ยสมทบขุนเขา เพราะเขาเองก็รู้สึกเหมือนกัน แต่! ทุกอย่างกลับพลิกผันเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในชีวิตของหยาง “ไร้สาระ!” หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ส่ายศีรษะเบา ๆ เสมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ขุนเขาและคีตะพูดขึ้น “งั้นพวกกูสองคน คงรู้สึกไปเอง” “คนอย่างกูเนี่ยนะ เคยมีเมีย” หยางทำได้เพียงพึมพำกับตนเองเบา ๆ แทบไม่อยากเชื่อด้วยซ้ำว่าคนอย่างเขาจะมี เมีย “พวกกูจะไปรู้มึงเหรอ? เสือกแอบกินเงียบ” ขุนเขาสบถขึ้นเบา ๆ หากเรื่องราวชีวิตของหยางไม่เป็นความลับ และ เปิดเผยให้เพื่อนอย่างพวกเขาทราบบ้าง ก็คงไม่เป็นเช่นนี้ “งั้นแสดงว่าเมื่อสี่ปีก่อน กูอาจจะมีลูกก็ได้ใช่ไหม” น้ำเสียงและใบหน้าเรียบเฉย เกริ่นสิ่งที่ตนเองคิดออกมาเสมือนคนกำลังมึนเมา “ไอ้เวร/พูดเหี้ยอะไรวะ?” ขุนเขาและคีตะอุทานขึ้นพร้อมกัน ใบหน้าแสดงอาการตกใจกับคำพูดที่ได้ยินจากปากของหยาง “ไม่รู้สิ! ตอนนี้กูแค่อยากมีลูกสาว” ชีวิตที่ไม่เคยคิดจะสร้างครอบครัว จู่ ๆ ก็อยากมีลูกสาวขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เพียงแค่ได้เจอและได้สัมผัสหนูน้อยพาขวัญ จนแทบสลัดรอยยิ้มของหนูน้อยออกจากสมองไม่ได้
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม